ชีวิตชนบทกับนักเขียนไส้แห้ง

11260704_1012961785392486_5466401149574140161_n
รูปนี้มาจากเพจ FB: Growtogether photography.

‘นักเขียนไส้แห้ง’ ส่วนมากจะเป็นแบบนั้นจริง ยกเว้น เจ. เค. โรว์ลิ่ง ล่ะ ส่วนมากคนจะคัดค้านการเขียนนิยาย กว่าท่านจะประสบความสำเร็จต้องเขียนส่งสำนักพิมพ์ตั้งสิบกว่าแห่ง กว่าจะมีคนมารับผลงานของเธอไปตีพิมพ์ แสดงได้ว่าการเป็นนักเขียนนั้นเป็นเรื่องยากมากทีเดียว ต้องอาศัยความบากบั่น แต่ส่วนมากนักเขียนในเมืองไทยก็ยังคงไส้แห้ง เป็นที่อะไรกันนะ

น้ำน้อยมาอยู่ที่ สระแก้ว ไม่ใช่ตัวเมืองสักเท่าใดนัก ยังมีคนอ่านหนังสือน้อย พูดได้ว่าหากมีร้านหนังสือมาเปิดแถวนี้ ก็คงเจ๊งกันเป็นแถบ

ผู้ปกครองต้องหาเช้ากินค่ำ อาหารที่จะกรอกหม้อก็แทบจะไม่มี บางทีหน้าฝนก็ไม่มีคนจ้าง มีเวลาว่าง บางคนก็นั่งกินเหล้า เล่นไพ่ เล่นหวย เอาเงินมาจากค่้าเหล้า ค่าเทอม ส่วนกับข้าวก็หาได้ตามท้องไร่ท้องนา  ดีนะที่ที่นี่ไม่น้ำท่วม

การศึกษาก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะน้อยคนนักที่จะจบ มีลูกตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะขาดความอบอุ่นในครอบครัว(มัวแต่ไปนั่งกินเหล้า)

ถ้ารัฐบาลให้เลิกขายเหล้าได้ก็คงจะดีมากๆ เพราะผลเสียมันเยอะจริงๆ ทั้งปัญหาสังคม และตอนนี้เหล้าได้กลายเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคมไปแล้ว ถ้าจะกลัวเขาจะต้มเหล้าเถื่อนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ เพราะเขาไม่ขยันขนาดนั้นกันหรอก อันนี้มันหาซื้อได้ง่ายทั่วไปจริงๆ เราต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อีกจำนวนมาก แต่น้ำน้อยก็เข้าใจว่ามันเลิกผลิตไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่เงิน

และนอกจากนี้ เมื่อเป็นนักเขียนอาชีพแล้วก็ต้องพบปัญหาต่างๆ ค่าตอบแทนน้อยเอย ได้จากราคาปกเป็นเปอร์เซ็นต์ ราคาต่อเรื่องไม่กี่บาท แต่เขียนเป็นปี การเอาผลงานไปดัดแปลงเอย แต่เราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด

ยกเว้นนักเขียนมืออาชีพ แต่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

ถ้าประเทศไทยให้เลิกเหล้าสนับสนุนเรื่องการศึกษา การอ่านมากกว่านี้ นักเขียนในเมืองไทย(ส่วนใหญ่)ก็จะไม่ไส้แห้งอีกต่อไป…มั้ง!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image