ชีวิตชนบทกับนักเขียนไส้แห้ง

  • Posted on กันยายน 19, 2011 at 11:25 am

‘นักเขียนไส้แห้ง’ ส่วนมากจะเป็นแบบนั้นจริง ยกเว้น เจ. เค. โรว์ลิ่ง ล่ะ ส่วนมากคนจะคัดค้านการเขียนนิยาย กว่าท่านจะประสบความสำเร็จต้องเขียนส่งสำนักพิมพ์ตั้งสิบกว่าแห่ง กว่าจะมีคนมารับผลงานของเธอไปตีพิมพ์ แสดงได้ว่าการเป็นนักเขียนนั้นเป็นเรื่องยากมากทีเดียว ต้องอาศัยความบากบั่น แต่ส่วนมากนักเขียนในเมืองไทยก็ยังคงไส้แห้ง เป็นที่อะไรกันนะ

น้ำน้อยมาอยู่ที่ สระแก้ว ไม่ใช่ตัวเมืองสักเท่าใดนัก ยังมีคนอ่านหนังสือน้อย พูดได้ว่าหากมีร้านหนังสือมาเปิดแถวนี้ ก็คงเจ้งไปเป็นแถบๆ

ผู้ปกครองต้องหาเช้ากินค่ำ อาหารที่จะกรอกหม้อก็แทบจะไม่มี บางทีหน้าฝนก็ไม่มีคนจ้าง มีเวลาว่าง บางคนก็นั่งกินเหล้า เล่นไพ่ เล่นหวย เอาเงินมาจากค่้าเหล้า ค่าเทอม ส่วนกับข้าวก็หาได้ตามท้องไร่ท้องนา  ดีนะที่ที่นี่ไม่น้ำท่วม

การศึกษาก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะน้อยคนนักที่จะจบ มีลูกตั้งแต่อายุน้อยๆ เพราะขาดความอบอุ่นในครอบครัว(มัวแต่ไปนั่งกินเหล้า)

ถ้ารัฐาบาลให้เลิกขายเหล้าได้ก็คงจะดีมากๆ เพราะผลเสียมันเยอะจริงๆ ทั้งปัญหาสังคม และตอนนี้เหล้าได้กลายเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคมไปแล้ว ถ้าจะกลัวเขาจะต้มเหล้าเถื่อนกัน ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ เพราะเขาไม่ขยันขนาดนั้นกันหรอก อันนี้มัีนหาซื้อได้ง่ายทั่วไปจริงๆ เราต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อีกจำนวนมาก แต่น้ำน้อยก็เข้าใจว่ามันเลิกผลิตไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่เงิน

และนอกจากนี้ เมื่อเป็นนักเขียนอาชีพแล้วก็ต้องพบปัญหาต่างๆ ค่าตอบแทนน้อยเอย ได้จากราคาปกเป็นเปอร์เซ็นต์ื ราคาต่อเรื่องไม่กี่บาท แต่เขียนเป็นปี การเอาผลงานไปดัดแปลงเอย แต่เราก็ต้องทำมันให้ดีที่สุด

ยกเว้นนักเขียนมืออาชีพ แต่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้

ถ้าประเทศไทยให้เลิกเหล้าสนับสนุนเรื่องการศึกษา การอ่านมากกว่านี้ นักเขียนในเมืองไทย(ส่วนใหญ่)ก็จะไม่ไส้แห้งอีกต่อไป…มั้ง!

Related posts:

โฆษณาโคตรถูก
โฆษณาโคตรถูก

ใส่ความเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes