บทที่ 3 วิน

บทที่ 3

วิน

ติ๊ง! เสียงข้อความแชทดังขึ้น

ติ๊ง! ติ๊ง!

/ “ว่ายังไง สัญญาน่ะ” /

/ “^0^/” /

/ “รออยู่” /

เอยมองข้อความด้วยสายตาเรียบเฉย ให้ตายเถอะนายวินโตแล้วยังส่งข้อความแบบเด็กน้อยอีก ชวนรำคาญชะมัด

 

อ่านแล้ว

“อ่านแล้วไม่ตอบเหรอ รู้จักฉันน้อยไปแล้วยัยตัวแสบ” วินนอนบนเตียงอ่านข้อความในโปรแกรมสนทนา

 

@ เช้าวันรุ่งขึ้น ณ มหาวิทยาลัย

เอยลงจากรถคันหรู เมื่อเห็นวินดักรอก็ตกใจเธอแกล้งมองไม่เห็นทำท่าจะเดินไปทางอื่น

ขวับ!

“จะหนีไปไหนยัยตัวแสบ” ร่างสูงคว้าแขนเอยเอาไว้ทำให้ผู้ถูกกระทำต้องหันกลับมามอง

“มีอะไร” เอยสะบัดแขนตัวเองออกจากวิน

“อ่านไลน์แล้วไม่ตอบ หมายความว่ายังไง จะเบี้ยวเหรอ อย่าคิดนะว่าพี่จะปล่อยไปง่ายๆ น่ะ”

“ไม่เบี้ยวหรอกน่า พรุ่งนี้ก็แล้วกัน เก้าโมงหน้าโรงหนังห้างคอมโบ”

“โอเค” วินยิ้มแล้วเดินออกไป

 

ในขณะเดียวกัน ภายในรถ

อย่าเพิ่งออกรถ!ธีรเดชมองเอยลงจากรถไปสักพักก็เห็นคนแปลกหน้ากำลังสนทนากับคู่หมั้น เขาจึงให้คนขับรถหยุดรอ

“ผู้ชายคนที่ยืนคุยกับคุณเอยคนนั้นเป็นใคร” หินพูดเสียงเรียบเช่นเดียวกับใบหน้าที่นิ่งเฉย

“สงสัยลูกพี่เราต้องกินแห้วแน่” เพชรพูดแต่ก็หยุดให้ความสนใจกับคนนอกรถเมื่อเห็นเจ้านายหันมามอง

“ขอโทษครับนาย” ทั้งสองก้มหน้าขอโทษ

“พวกแกรู้ใช่ไหมว่าทำไมฉันต้องมาทำหน้าที่นี้ ฉันไม่ได้รักยัยนั่นหรอกนะ ออกรถ” ธีรเดชหันกลับไปมองทางข้างหน้าแล้วออกคำสั่ง

ใช่สิ มันเป็นแค่หน้าที่ แต่ทำไมถึงรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกที่ไม่ได้สัมผัสมานาน เอาเถอะ แค่ถูกแย่งของเล่นจะรู้สึกแย่อะไรนักหนา

 

@ บริษัทในเครือนาวากรุ๊ป

“บริษัทเรามีบัญชีซ้อนด้วยเหรอ” ธีรเดชพูดกับหญิงแก่ผมดำมัดรวบไปด้านหลัง

“ค่ะ”

“ทำไมผมถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย” ผู้ถามหน้าเครียด

“ก็คุณนาวาเจ้าของคนเก่าบอกให้ทำแบบนี้ จะได้ลดภาษีไงคะ รายได้บัญชีที่ซ้อนก็ไม่เยอะเท่าไร คงไม่พอให้สรรพากรจับได้หรอกค่ะ” สาวแก่แสดงความคิดเห็น

“ยังไงผมก็ไม่มีวันเชื่อหรอก คนอย่างคุณนาวาไม่มีทางทำแบบนั้นเด็ดขาด คงมีอะไรเข้าใจผิด” ธีรเดชเชื่อมั่น

“แต่เป็นคำสั่งของคุณนาวาจริงๆ นะคะ” ฝ่ายบัญชียืนยัน

“จะเป็นไปได้ยังไง ตอนคุณนาวายังไม่เสียชีวิตผมก็อยู่กับคุณนาวาตลอดเวลา” ธีรเดชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ก็คุณนาวาฝากคุณทรงพลจัดการเรื่องทั้งหมด รวมทั้งเรื่องนี้ด้วย ทุกอย่างที่ออกจากปากคุณทรงพลคือคำสั่งของคุณนาวา การประกาศวันนั้นคุณก็อยู่ เพราะคุณบอกว่าอยู่กับเขาตลอดเวลา” หัวหน้าฝ่ายบัญชีพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกลัว

“ผมขอโทษแล้วกันที่ทำให้คุณตกใจ”หนุ่มคิ้วเข้มใช้ความคิดสงบสติอารมณ์ก่อนจะพูด “ต่อไปขอให้คุณทำบัญชีปกติ บัญชีเดียว ผมจะตรวจสอบทั้งหมด”

 

@ ห้างคอมโบ

“มาตรงเวลาดีนี่” วินยืนรอหน้าโรงหนัง เขายิ้มเมื่อเห็นเอยมาคนเดียว

“ซื้อหนังหรือยัง จะดูเรื่องอะไร”

“ยัง รอเอยเลือก” วินยิ้ม

“นายเลือกเลย” เอยตอบทันควันอย่างไม่แยแส ต่อให้หนังสนุกแค่ไหน ถ้าดูกับหมอนี่ก็น่าเบื่อทั้งนั้น

“พี่วิน”

“อะไร” เอยทำหน้าแหยเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มแป้น

“เรียกพี่ว่าพี่วินสิ” วินยื่นใบหน้าขาวเข้ามาใกล้

“บ้าละ ทำไมฉันต้องเรียกด้วย” เอยถอยหลังหนี

“สักวันพี่จะทำให้เธอเรียกแบบนั้นให้ได้เลย”

“ตามใจ” เอยเดินไปเลือกหนังส่วนวินไปซื้อของกิน

 

ความมืดภายในโรงหนังทำให้เอยต้องระวังตัวนั่งกอดอกพยายามไม่สนใจขนมขบเคี้ยวต่อหน้า

“หนังไม่สนุกเหรอ” วินยิ้มเมื่อเห็นอาการของฝ่ายหญิง

“เปล่าฉันแค่หนาว”

“กอดแขนฉันไหมจะได้อบอุ่น” วินยิ้ม

“ไม่จำเป็น”

หนังเล่นไปสักพักเอยก็เลิกนั่งกอดอกเพราะความสนุกของหนัง จนกระทั่งเอยรู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านฝ่ามือ

เฮ้ย!

เอยสะดุ้งเมื่อเห็นธีรเดชมานั่งข้างอีกฝั่งของเธอ สาวแก่นรีบถอนมือออก

“มีอะไรเหรอ” วินถามเอย

“ปะ…เปล่า ยุงมันกัดน่ะ” เอยแกล้งเกาแขนเกาขาตัวเอง ยกขบวนมาขนาดนี้ แล้วยังแต่งตัวอย่างกับองค์กรชุดดำราวกับจะมาไฮแจ็คโรงหนังทางห้างให้เข้ามาได้ยังไง

ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์นำแว่นดำมาสวมเช่นเดียวกับผู้คุ้มกันอีกสองคน

 

“หนังจบแล้ว ฉันจะกลับ” เอยพูดทันทีเมื่อไฟสว่างขึ้น ส่วนธีรเดชกับพวกก็แกล้งเดินออกไปก่อน

“อ่าวไหนว่าจะเลี้ยงข้าวไง” วินทำสายตาลูกหมา

“เฮ้อ!” เอยถอนหายใจ

 

@ ภายในร้านไอศกรีมของห้าง

“ร้านนี้ก็โอนะ มีสลัดด้วย นายจะกินไหมล่ะ”

“เอาสลัดปลาทูน่า สเต๊กเนื้อวัว ไอศกรีมขนาดใหญ่ เครื่องดื่มเอาเป็น นมปั่น แล้วเอยล่ะกินอะไรอีกหรือเปล่า” วินเลือกอาหารในเมนูแล้วหันไปถามเอย

“ฉันเอา…โกโก้ปั่น” เอยเลือกเมนูที่คู่หมั้นเก่าชอบทาน ทำยังไงก็ลืมไม่ได้ ความรักของเธอกับนาวามันตราตรึงเกินกว่าใครจะเข้าใจ

“น้องเอย!” วินพูดพร้อมกับตบมือเรียกสติ

“มีอะไรเหรอ”

“พี่เห็นเอยนั่งตาลอยน่ะ กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”

“เอ่อ…คิดอะไรเรื่อยเปื่อย” เอยกลอกตาไปมา

“เอยเห็นพวกคนที่เพิ่งเข้ามาหรือเปล่า” วินเอามือป้องปาก

“ไหน”

“พวกคนที่ใส่สูทดำนั่นน่ะ ดูน่ากลัวแต่กลับสั่งไอศกรีม แปลกดีเนอะ” วินยิ้มหัวเราะแล้วเอามือลงหันไปสนใจอาหารที่พนักงานกำลังยกเข้ามา

“…” เอยหันไปมองเห็นธีรเดชกับพวก นี่ยังไม่เลิกตามอีก ว่างนักหรือไง

“ช่างเขาเถอะ” เอยแกล้งทำไม่สนใจ หรือว่าตาขี้เก๊กจะกลัวว่าเราจะมีแฟนก็เลยตามติด ดีเลยแกล้งให้ตานั่นหัวร้อนดีหว่า

“ปกติวันหยุดน้องเอยทำอะไรเหรอ”

“ก็อยู่บ้านน่ะ แล้วพี่วินล่ะคะ” เอยแสร้งพูดไพเราะทั้งที่ในใจรู้สึกอยากจะอ้วก

“เมื่อกี้เอยเรียกพี่ว่ายังไงนะ”

“พี่วิน” เอยทวนคำ

“ดีใจจัง” วินยิ้มตาตี่

 

ในขณะเดียวกันธีรเดชรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเห็นทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดี เป็นเวลาเดียวกันที่ลูกน้องหัวเราะคิกคักท่ามกลางสายตาของคนในร้าน

 

เวลาผ่านไป อาหารตรงหน้าที่เคยมีก็หมดไปเหลือเพียงจานว่างเปล่า

“ไม่เป็นไรหรอกแค่เอยมาเป็นเพื่อนเที่ยวพี่ก็ดีใจแล้ว” วินจ่ายเงินให้พนักงานก่อนที่จะพากันเลือกซื้อของภายในห้างจนถึงเย็น ทำเอาพวกที่ตามมาหมดพลังไปเยอะเหมือนกัน

“เอยกลับก่อนนะ”

“เดี๋ยวพี่ไปส่ง พี่เอารถมา”

“ไม่ดีกว่า เราเพิ่งรู้จักกัน เอยยังไม่อยากให้ใครเข้าบ้านน่ะ” เอยพูดไปอย่างนั้นแท้จริงแล้วเธอไม่อยากให้วินตอแยมากกว่า

“เหรอ ถ้างั้นระวังตัวด้วยนะ ถึงบ้านอย่าลืมส่งข้อความว่าถึงบ้านแล้วด้วย พี่จะได้ไม่ต้องห่วง”

“ค่ะ พี่วิน” เอยตอบวินจึงเดินออกไป

เมื่อธีรเดชและพวกเห็นวินลับตาไปแล้วจึงออกมาจากที่ซ่อน

“นายนั่นเป็นใคร” ร่างสูงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก

“ทำไมฉันต้องบอกด้วย” เอยหยุดเดิน

“ฉันต้องรู้ความเคลื่อนไหวของคู่หมั้นสิ” ธีรเดชเอามือซุกกระเป๋ากางเกง

“พี่รหัสที่มหาวิทยาลัย” เอยเสียงเข้มเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

“เป็นแค่พี่รหัสทำไมต้องนัดมาดูหนังด้วย แฟนหรือไง”

“เออ” เอยเบือนหน้าหนี

“แล้วเขารู้หรือยังว่าเธอมีคู่หมั้นแล้ว”

“จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญหรอก เพราะสุดท้ายฉันก็ต้องแต่งงานกับนายอยู่ดี” เอยเดินนำไปก่อน

“จำหน้าที่ของตัวเองให้ได้ก็แล้วกัน” ธีรเดชพูดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวแล้วเดินตาม หินส่ายหน้าในขณะที่เพชรยักไหล่แล้วตามนายจ้างไป

 

ธีรเดชและเอยเงียบตลอดเส้นทางราวกับว่าทั้งคู่กำลังเล่นเกมใครพูดก่อนคนนั้นแพ้

“นายครับ มีมอเตอร์ไซต์ขับตามมาสักพักแล้วครับ” คนขับมองอีกฝ่ายผ่านกระจกข้างพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจ

“ลองเลี้ยวทางข้างหน้า” ธีรเดชพูดก่อนที่จะเอาปืนออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทเช่นเดียวกับผู้คุ้มกัน

คนขับรถทำตามคำสั่งอย่างใจเย็น พวกเขาไม่ประมาทแม้ว่าจะเป็นถนนสี่เลนและคนพลุกพล่าน

“มันตามมา!” หินบอดี้การ์ดมือขวาพูด

เอยตกใจเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของคนในรถแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มือหนาโอบเธอเอาไว้ราวกับโล่ที่ใช้ปกป้อง

“ชะลอรถ” ธีรเดชพูด

“สถานการณ์คับขันแบบนี้นายจะยังจะให้ชะลอรถเหรอ”

มอเตอร์ไซต์เร่งรถจนถึงระนาบข้าง

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

คนซ้อนมอเตอร์ไซต์กระหน่ำกระสุนเข้ากระจกไม่ยั้งก่อนที่จะบิดเครื่องยนต์หนีไป หินเปิดประตูรถได้โอกาสทำท่าจะยิง

“อย่า เดี๋ยวถูกคนอื่นเข้า”

“ครับนาย” บอดี้การ์ดเก็บปืนเช่นเดียวกับทุกคน

“ไม่เป็นไรใช่ไหม”

เอยได้ยินเสียงปืนหลายนัดและไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรน่าอายไปบ้าง พอรู้ตัวอีกทีเธอก็กำลังซบลงบนอกธีรเดชซะแล้ว

“ไม่เป็นอะไร” เอยผละตัวเองออกจากธีรเดชแล้วจัดผมเสื้อผ้าให้เข้าทรง

“สงสัยต้องเปลี่ยนกระจกซะแล้ว” ธีรเดชมองกระจกรถมีรอยร้าวจากด้านในก่อนที่จะทำท่าลงจากรถแต่ถูกเอยดึงแขนไว้เสียก่อน

“…” เอยพูดอะไรไม่ออกเพราะมือมันเอื้อมไปคว้าเขาไว้เอง

“ไม่อยากให้ฉันออกไปเหรอ” ร่างสูงยิ้ม คนบ้าอะไรเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาแท้ๆ ยังทำท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีก

“นายไปทำอะไรให้ใครไม่ชอบหรือเปล่า” เอยหน้าเครียด

“เป็นห่วงฉันเหรอ”

“เปล่าสักหน่อย ฉันกลัวจะติดร่างแหมากกว่า” เอยทำแก้มตุ่ย

“ถ้าฉันตายไปสักคน พินัยกรรมจะเป็นยังไงนะ”

“อย่างนายไม่ตายง่ายๆ หรอก” เอยยังคงแดงโดยไม่รู้ตัวแต่ธีรเดชสังเกตเห็น ทั้งคู่มองตากัน จนสองบอดี้การ์ดที่กลับมานั่งเบาะหลังก็คอยลุ้นว่าจะเป็นยังไงต่อไปแต่ก็ต้องอารมณ์บูดเมื่อได้ยินลุงคนขับพูดขึ้น

“แล้วจะเอายังไงดีครับ จะตามมันไปหรือกลับบ้าน” คนขับมองกระจกหลังเห็นสองผู้คุ้มกันส่งรังสีอำมหิต “ผมคงไม่ได้พูดอะไรผิดนะ”

“ออกรถกลับบ้าน” ธีรเดชถอนใจแล้วสั่ง

 

@ คฤหาสน์

เอยวางของทั้งหมดลงบนเตียง นึกถึงเหตุการณ์หวาดเสียวที่เพิ่งเกิดขึ้น มันมีความรู้สึกสับสนไปหมดทั้งโล่งใจ ทั้งเป็นห่วง ผสมปนเปไปหมด

ธีรเดชคือบอดีการ์ดอันดับหนึ่งของนาวาเธอรู้แค่นั้น สมัยก่อนทุกครั้งที่พบก็มองแค่เขาเป็นก้อนหินก่อนหนึ่ง เป็นเงาตามตัวของนาวา แต่ทำไมถึงรู้สึกโล่งใจตอนที่เขาปลอดภัยด้วยนะ เขาก็แค่คนๆ หนึ่ง ที่จำเป็นต้องดูแลทรัพย์สมบัติของทุกคน

ช่างมัน เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว

ติ๊ง!

/ “ถึงบ้านหรือยัง” /

ข้อความจากวินปรากฏบนมือถือ

“ถึงแล้ว”

/ “ ^_^ ” / ส่งสัญลักษณ์ปัญญาอ่อนมาอีกแล้ว

 

ธีรเดชอาบน้ำโดยใช้ฝักบัว สมองก็พลันหวนคิดถึงใบหน้าแดงของคู่หมั้นแล้วยิ้มก่อนที่จะสลัดหัวให้ภาพทั้งหมดจางหายไป

“บ้าน่า เลิกคิดเข้าข้างตัวเองได้แล้ว”

 

@ มหาวิทยาลัย

ภายในห้องเรียนเอยหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านส่วนมิ้นก็เข้ามานั่งข้างแล้วเริ่มเปิดบทสนทนาก่อน

“เดทเป็นยังไงบ้าง” มิ้นมองตาเอยด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ก็ดี” เอยตอบด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย

“อ้าว! ไม่มีอะไรที่มันตื่นเต้นเลยเหรอ อย่างเช่นศึกชิงรักหักสวาท อุ๊บ!” มิ้นทำท่าปิดปากตัวเองเหมือนกับว่าเพิ่งพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดออกไป

“เดี๋ยวนะ… หรือว่าเธอโทรไปบอกตาขี้เก๊ก” เอยมองบนใช้ความคิดชั่วครู่ แล้วหันมาตำหนิเพื่อน

มิ้นทำหน้าแหยพยักหน้ารับแทนคำตอบ

“ทำไมทำอย่างนี้ล่ะ”

“ก็ฉันเป็นห่วงเธอ ถ้าตาวินนั่นทำรุ่มร่ามหรือใส่ยานอนหลับให้เธอจะทำยังไง” มิ้นก้มหน้างุด

“อ่านนิยายมากไปหรือเปล่า”

“ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นจริงๆ จะทำยังไง” มิ้นโผกอดเอยแนบแน่นจนผู้ถูกกระทำแทบหายใจไม่ออก

“ก็… นี่ฉันต้องขอบใจเธอใช่ไหม” เอยทำท่าจะปฏิเสธว่าตัวเองสามารถดูแลตัวเองได้ แต่ก็ฉุกคิดเห็นด้วยว่านายวินก็เป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจเหมือนกัน

“ถูกต้องแล้ว” มิ้นเลิกทำหน้าสลดแล้วยิ้มแป้น

“ฝันไปเถอะ แล้วนี่เธอเลิกกลัวตาขี้เก๊กแล้วเหรอ”

“เพื่อเพื่อนฉันก็เลยลืมความกลัวไปหมดเลย เออ แต่คู่หมั้นเธอถามอะไรแปลกๆ ด้วย” มิ้นคลายอ้อมกอด

“ถามว่าอะไร” เอยถามทันควัน

“ก็ถามว่า… ฉันเป็นอะไรกับเธอ ฟังน้ำเสียงเหมือนว่าจะหึงเธอกับฉัน”

“บ้าแล้ว”

“ฉันว่าคุณธีรเดชคงชอบเธอจริงๆ แล้วล่ะ”

เอยคิดถึงเหตุการณ์ในรถเมื่อวาน เป็นไปไม่ได้ ตาขี้เก๊กทำไปเพราะพินัยกรรมเท่านั้นแหละ

 

@ นาวากรุ๊ป

ธีรเดชนั่งอยู่ในบริษัทตรวจสอบเอกสารอย่างใจเย็น แล้ววางแฟ้มทั้งหมดกองไว้บนโต๊ะ แล้วมองกระดาษขนาดเล็กที่แปะติดไว้กับบนโต๊ะ มันคือตารางเรียนของเอยที่มิ้นส่งมาให้เมื่อวานผ่านอีเมล

“พวกนายว่า ฉันควรจะไปงานครบรอบของชิปปิ้งไหม” ธีรเดชถามสองบอดีการ์ด

“ผมว่าไปก็ดีนะ จะได้รู้ว่า พวกนั้นจะมาไม้ไหน” หินหน้าเครียด

“ผมว่าเดาไม่ยาก คงคิดจะจับนายแน่นอน” เพชรยิ้มเจ้าเล่ห์

“คิดมากไปหรือเปล่า” หินถามเพื่อนบอดี้การ์ด

“หินจำตอนที่นายยังเป็นการ์ดมือขวาให้คุณนาวาได้ไหม” เพชรพูด

ธีรเดชนึกถึงตอนที่อารักขานาวาในบริษัทช่วงปีใหม่ พลอยก็ทำท่าตีสนิทกับนาวาแต่นาวาไม่สนใจ และขณะเดียวกันในความคิดของเธอสำหรับธีรเดชในตอนนั้น เขาก็เป็นแค่ก้อนหินหรือตัวเกะกะที่คอยขวางทาง เพราะที่ไหนมีนาวา ที่นั่นต้องมีธีรเดช แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่เขาต้องแยกห่างกันสักพัก แต่ถึงอย่างนั้นธีรเดชก็แอบไปคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา

“ที่คุณพลอยตีสนิทกับคุณนาวาล่ะสินะ” หินตอบ

“โอเค ฉันคิดว่าเย็นนี้ควรไป เธอคนนั้นคงจับฉันไม่ได้หรอก ก็มีพวกนายและเอยตั้งสามคน” ธีรเดชยิ้ม

 

ใต้ร่มไม้ใหญ่ เอยและมิ้นนั่งรอคนมารับที่ม้านั่งประจำ

“เอย ฉันไปก่อนนะ” มิ้นพูดเมื่อเห็นรถมารับ

“อือ” เอยพยักหน้ามองมิ้นเดินตรงไปขึ้นรถเป็นเวลาเดียวกับที่รถสีดำคันยาวมารับพอดี

“ทำไมวันนี้มารับเร็วจัง” เอยถามคนขับรถทันทีที่เข้ามาในรถสายตามองที่นั่งผู้โดยสารอันว่างเปล่า

“คุณธีรเดชให้มารับครับ”

“ดีเลย ฉันอยากรีบกลับบ้าน”

“เย็นนี้มีงานเลี้ยงครบรอบบริษัทชิปปิ้ง คุณธีร์อยากให้คุณเอยไปร่วมงานด้วย” คนขับพูดแล้วเริ่มออกรถ

“ใครอยากจะไป งานที่มีแต่คนแก่” เอยแก้มตุ่ยนั่งกอดอก

“อันที่จริงคุณธีร์ไม่ได้บังคับให้ไป แต่ผมคิดว่าคุณหนูควรไปปกป้องนาย” คนขับพูดพลางมองทางไปด้วย

“อย่างตาขี้เก๊กก็มีนายเพชรนายหินดูแลอยู่แล้วนี่” เอยพูดถึงผู้คุ้มกันสองคน

“แต่ถ้าคุณธีร์เจอสาวสวย อาจจะตกหลุมพลางสั่งให้สองคนนั้นไปไกลๆ ก็ได้ และก็อาจจะถูกฆ่า”

“จริงสิ ตานั่นยิ่งหื่นอยู่ด้วย” เอยคิดถึงหนังลามกในโน้ตบุ๊ก

“หื่น?” ผู้พูดตกใจเล็กน้อยแต่ก็แอบคิดว่าเอยกับคู่หมั้นพัฒนาความสัมพันธ์กันไปต่อไหนถึงไหน

“ช่างมันเถอะค่ะ ถ้าอยู่ในงานก็คงไม่เป็นไรหรอก”

“แต่ว่า ตอนนี้คุณธีร์กำลังถูกปองร้าย และก็ทำท่าจะเลิกติดต่อธุรกิจกับบริษัทนี้ด้วย อีกอย่าง คุณพลอยก็ทำท่าจะจับ…”

“ใครคือพลอย” เอยถามเสียงแข็ง

“เจ้าของบริษัทชิปปิ้ง”

“ก็แค่เจ้าของกิจการ”

“แล้วคุณเอยจะไปไหมครับ”

“ไปก็ได้ ฉันอยากรู้ว่าผู้หญิงแบบไหนที่คิดจะมาจีบหมอนั่น” เอยนั่งกอดอก คนขับรถยิ้มเล็กน้อย

 

บทที่ 2 พินัย

บทที่ 2

พินัย

เอยแอบพามิ้นขึ้นรถประจำทางแทนที่จะขึ้นรถหรูเหมือนเคย ด้วยกระโปรงสั้นและเป็นสาวสวยผิวขาวทำให้ต้องเผชิญกับสายตาหื่นของนักศึกษาต่างสถาบัน

มิ้นซึ่งเป็นลูกคุณหนูตั้งแต่กำเนิดเกาะแขนเพื่อนอย่างระแวง โชคดีที่เพื่อนของเธอไม่กลัวคนพวกนั้นทำให้อุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง เธออดทนยืนนิ่งอยู่นาน เมื่อรถจอดหน้าป้ายรถประจำทาง นักศึกษาสาวจึงรีบลากเพื่อนลงจากรถแล้วพาเข้ามหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว

ทางเดินภายในมหาวิทยาลัยปูด้วยอิฐตัวหนอน ด้านซ้ายมือมีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ส่วนด้านขวามือมีสระน้ำและสวนหย่อมตรงหน้าอาคารสูง

“เฮอ ครั้งแรกเลยนะที่ต้องขึ้นรถเมล์ กลัวแทบแย่” มิ้นถอนหายใจหลังจากเข้าสู่เขตปลอดภัย

“มิ้นกลัวคนพวกนั้นด้วยเหรอ ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะปกป้องเธอเอง” เอยตบอกตัวเองด้วยความมั่นใจเป็นเวลาเดียวกับลูกฟุตบอลกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง! เอยล้มตามแรงเธอไม่เป็นอะไรมาก แต่แรงปะทะทำให้โลกหมุนจนมึนงง

“ใครแตะลูกบอลมา” เอยเอาแขนค้ำตัวเองพยายามลุกขึ้น

“น้องเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า” วินเข้าไปประคองเช่นเดียวกับมิ้น

“นี่นายแตะบอลอัดใส่ฉันเรอะ!”

“คือ…” วินกำลังจะตอบแต่ดูท่าทางอีกฝ่ายจะรอไม่ไหว

เปรี้ยง!

โอ๊ย! วินยังไม่ทันได้พูดก็ถูกหมัดเสยเข้าคางก่อนที่จะล้ม

“หายกัน” เอยพูดจบก็เดินออกไปพร้อมกับเพื่อน

“เอย นั่นพี่รหัสของแกไม่ใช่เหรอ” มิ้นหันกลับไปมองวินซึ่งกำลังลุกขึ้นนั่ง

“เออ จริงด้วยถึงว่าหน้าคุ้น” เอยนึกขึ้นได้

“ฉันว่าแกกลับไปขอโทษเขาดีกว่าไหม” มิ้นเกาะแขนเอย

“ไม่ล่ะ สมควรโดนแล้ว บังอาจทำให้ฉันเจ็บ อย่างมากก็ตกกิจกรรม ซ่อมเอาที่หลังก็ได้” เอยขมวดคิ้ว แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีตัวเกะกะน่ารำคาญ

“จ้า แม่คนสวยเลือกได้” มิ้นเย้าหยอก

 

เอยและมิ้นลงจากอาคารเรียน นั่งเก้าอี้หินอ่อนใต้เงาร่มไม้ใหญ่รอคนมารับ อันที่จริงเธออยากกลับเองมากกว่า แต่ด้วยที่เธอไม่มีเงินจำนวนมากพอจึงต้องจำใจรอรถมารับ กลับพร้อมกับธีรเดชทุกวัน

เวลาผ่านไปสักพักก็มีคนกลุ่มหนึ่งลากเพื่อนเดินเข้ามา เอยมองด้วยความประหลาดใจแล้วทำเป็นไม่แยแสหันไปทางอื่น มิ้นซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็สะกิดให้เอยหันมามอง

“ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้เลย” เพื่อนในกลุ่มดันผู้ชายก่อเหตุมาด้านหน้า

“มีอะไรเหรอ” เอยหันมามองพูดเสียงแข็ง

“ผมเป็นคนเตะบอลโดนพี่เอง ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ผู้พูดยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกผิด

“แล้วทำไมไม่มาขอโทษตั้งแต่เช้า” เอยขมวดคิ้วนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ผมเดินไปแล้วแต่เห็นพี่กำลังมีเรื่องกับพี่วิน ผมเลยพูดไม่ออก” ผู้พูดมีน้ำเสียงอ่อนน้อมเกินที่เอยจะมีเรื่องได้ไหว

“เหรอ ไม่เป็นไร ฉันหายเจ็บแล้วล่ะ”

“ผมต้องขอโทษอีกครั้งด้วยนะครับ” พูดจบพวกผู้ชายก็พากันออกไปจากที่นั่น

“แย่แน่แก พี่วินไม่ได้ทำแกเจ็บนะ”

“รู้แล้วน่า” เอยยกหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน มิ้นเห็นอย่างนั้นจึงดันหนังสือให้ต่ำลงจนเห็นหน้าคู่สนทนาได้ชัด

“รู้แล้วยังไง” มิ้นพูดจริงจัง

“เออ ก็ได้” เอยพูดก่อนที่จะเปิดโปรแกรมสนทนาแล้วพิมพ์ข้อความส่งวิน

/ “ขอโทษเรื่องเมื่อเช้าด้วย” /

“พอใจหรือยัง”

“พิมพ์แค่นี้ไม่พอ แกต้องไปขอโทษด้วยตัวเอง” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับครูฝ่ายปกครอง

“แกรู้เหรอว่าเขาอยู่ไหน”

“ไม่เห็นยาก ก็ไปหาเขาที่ห้องสิ”

 

@ ภายในอาคารคณะบริหาร วินยิ้มหลังได้รับข้อความ แต่ก็ไม่กดเข้าไปอ่านในโปรแกรม เขาเห็นเอยและมิ้นอยู่ไกลๆ แต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น

“ฉันมาขอโทษเรื่องเมื่อเช้าน่ะ” เอยเดินเข้ามาหาวินอย่างไม่มั่นใจโดยมีมิ้นส่งกำลังใจอยู่ห่างๆ

“เหรอ” วินแกล้งไม่สนใจหันมาเก็บของใส่กระเป๋า

“ยังโกรธอยู่เหรอ” เอยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“มันก็น่าโกรธอยู่หรอก ตอนนี้พี่ยังไม่หายเจ็บเลย”

“ไหนดูซิ” เอยพยายามมองหน้าร่างสูงโดยเฉพาะริมฝีปาก แต่ผู้ถูกกระทำกลับเบี่ยงตัวหลบทำให้เธอต้องคว้าตัวเขาเพื่อให้หันมา “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรมาก ปากก็ไม่ช้ำ”

วินมองเอยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจนทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกประหลาด ต้องรีบถอยห่างจากเขา

“คงไม่เป็นไรมาก ฉันไปก่อนละกัน” เอยพูดจบแล้วทำท่าจะเดินไปหามิ้น

“เดี๋ยว เธอเลี้ยงหนังเลี้ยงข้าวเป็นการไถ่โทษละกัน” วินยิ้ม

“ก็ได้”

“ขอสองต่อสองด้วย ฉันไม่อยากรู้สึกอึดอัด”

เอยหยุดฟังแล้วพามิ้นออกมาโดยไม่พูดอะไร

 

@ ม้านั่งหลายกลุ่มจัดวางเป็นแนวยาว ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งมีรอยขีดสีขาวแสดงเขตจอดรถ นักศึกษาใช้บริเวณนี้นั่งเล่นในช่วงเลิกเรียนเตรียมตัวกลับบ้าน

ธีรเดชยืนรอเอยที่จุดนัดพบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นคนที่รอเดินเข้ามาแล้วจึงเข้าไปนั่งในรถ

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” มิ้นพูดด้วยความรู้สึกเป็นห่วง เอยพยักหน้าแทนคำตอบก่อนที่จะขึ้นรถไป

ความเงียบเข้าปกคลุมตลอดการเดินทางจนกระทั่งถึงจุดหมาย

“เดี๋ยวไปหาฉันที่ห้อง” ธีรเดชเดินนำโดยไม่หันมามอง เอยแลบลิ้นใส่

 

ก๊อกๆ

“เข้ามาเลยไม่ได้ล็อก” เจ้าของห้องตะโกน อีกฝ่ายจึงเปิดประตูแต่ไม่ยอมเข้าข้างใน

“มีอะไร” เอยถาม

“เข้ามาสิ หรือว่ากลัว” ธีรเดชยักคิ้วแกล้งยั่ว

“ทำไมฉันต้องกลัวด้วย” เอยเดินเข้ามาในห้อง เมื่อธีรเดชเห็นอย่างนั้นจึงเข้าไปปิดล็อกประตูทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประหม่าพูดเสียงแข็ง “นายล็อกประตูทำไม!”

“กลัวจริงๆ ด้วยสินะ” ร่างสูงสบตาเดินเข้ามาใกล้

“เปล่า” เอยถอยหลังพลางหลบสายตา

“เมื่อเช้าทำไมแอบหนีไปเรียนคนเดียว”

“ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย มิ้นก็ไปด้วย”

“เธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร จะลงโทษยังไงดีนะ” ธีรเดชเดินเข้าหาในขณะที่เอยถอยหลังจนติดกำแพงหลับตาปี๋โดยอัตโนมัติ

ในเวลานั้นเองเธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านริมฝีปาก เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าใกล้กำลังถอยห่างออกไป

เอยรู้สึกเสียหน้า รีบดันหน้าอกฝ่ายตรงข้าม

“ฉันขอจูบแรกเป็นการลงโทษก็แล้วกัน”

เพียะ!

ธีรเดชหันหน้าไปตามแรงปะทะก่อนที่จะหันกลับมาแล้วพบว่าอีกฝ่ายน้ำตาไหล

“นายไม่ใช่จูบแรกของฉัน” เอยเช็ดริมฝีปากตัวเองก่อนที่จะวิ่งออกไป

‘เขาคนนั้นล่ะสินะ ที่เป็นจูบแรกของเธอ’ เป็นครั้งแรกที่ธีรเดชรู้สึกอิจฉาคนที่เทิดทูนเขาที่สุด

 

กลุ่มตำรวจซุ่มจับโจรหน้ากระท่อมกลางป่า หนึ่งในนั้นมีตำรวจชั้นผู้น้อยที่สร้างผลงานปราบปรามยาเสพติดได้อย่างโชกโชน เมื่อกลุ่มคนในกระท่อมรู้ว่ามีตำรวจคอยดักซุ่มจึงเข้ายิง ทำให้เกิดการปะทะระหว่างตำรวจและผู้ร้าย

ปัง!  ปัง!  ปัง!  ปัง!  

เสียงปืนหลายนัดดังไม่ขาดสายแล้วมันก็จบลงพร้อมกับการบาดเจ็บของฝ่ายอธรรม

หมวดพินัยตำรวจหน้าหล่อและกลุ่มเพื่อนเดินเข้าไปในกระท่อมเห็นเด็กหญิงและเด็กชายกลุ่มหนึ่งอยู่ในนั้น เหล่าผู้รักษาความยุติธรรมจึงนำตัวคนทั้งหมดไปขยายผล คนร้ายเข้าคุกเช่นเดียวกับเด็กหญิงและเด็กชายที่ต้องเข้าสถานพินิจ

เรื่องราวทั้งหมดเหมือนจะจบลงได้ด้วยดี แต่ว่าในเวลาไม่นานหมวดพินัยและพวกก็ได้ถูกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระหว่างสืบสวน พวกเขาถูกจำคุกเนื่องจากหลักฐานแวดล้อม และการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ ทำให้พินัยต้องชดใช้กรรมที่ไม่ได้สร้าง

บิดาของเขามาเยี่ยมสม่ำเสมอ ต่างจากคนรักของเราที่มาหาในช่วงแรกเท่านั้น พินัยจึงถามบิดาด้วยความสงสัย แต่เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของผู้เป็นพ่อ เขาจึงเข้าใจโดยง่ายว่าเธอคงมีแฟนใหม่แล้ว

พินัยทำใจใช้ชีวิตหลังประตูเหล็กหนาภายใต้โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาเป็นเวลาสองปี จนกระทั่งวันหนึ่ง มีจดหมายจากบริษัทที่บิดาทำงานอยู่ส่งถึงเขา ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านั้นมันถูกเปิดผนึกเพื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มทรุดลงนั่งเมื่ออ่านข้อความจนจบ

พ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว…

ชายหนุ่มเสียใจมากที่ไม่สามารถทำอะไรได้แม้กระทั่งจะไปงานศพของพ่อ ตราบาปที่เขาไม่ได้ก่อกำลังตอกย้ำ

 

“พินัย มีคนมาเยี่ยม” ผู้คุมในชุดเครื่องแบบกากีพูด พินัยเดินตามเขาจนถึงประตูหนึ่ง ในห้องนั้นมีคนนั่งคุยโทรศัพท์อยู่หลายคนเช่นเดียวกับนอกห้อง พินัยเห็นกลุ่มคนใส่สูทที่ไม่คุ้นเคย คนที่ดูเด็กที่สุดยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังเหมือนกับพินัย เมื่อทั้งคู่นั่งประจันหน้า ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าใบหน้าขาวของผู้นั้นดูหวานเกินกว่าที่จะเป็นผู้ชาย

/ “ผมชื่อ นาวา เป็นนายจ้างคุณพ่อของคุณ ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณพ่อของคุณเป็นคนดี ตั้งใจทำงานมาก” / บุคคลอายุยี่สิบซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพูด

“ครับ” พินัยหลบตาคู่สนทนาชั่วครู่ เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถปิดบังความรู้สึกโศกเศร้าได้

/ “ตอนนี้ผมจัดการเรื่องงานศพแล้วเหลือแค่เผาเท่านั้น ผมคิดว่าจะเก็บคุณลุงไว้สักร้อยวัน รอกว่าคุณจะออกมา” /

“ขอบคุณครับ ผมคงต้องขอให้คุณช่วยจัดการให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องรอหรอกครับ ผมต้องติดคุกอีกหลายปี” พินัยยิ้มสมเพชให้กับโชคชะตาของตนเอง

/ “คุณลุงบอกไว้ก่อนเสียว่าคุณถูกใส่ร้าย ตอนนี้ผมติดต่อคู่กรณีคุณได้แล้ว เธอยังเด็กมากและไม่รู้ว่าคุณอยู่ในคุก ตอนนี้เธอบอกแล้วว่าคุณไม่ได้รังแกเธอ อีกไม่กี่วันคุณก็จะได้ออกมาแล้ว ขอโทษนะครับที่ผมจัดการเรื่องนี้ช้าเกินไป” /

“ขอบคุณครับ ทำไมคุณถึงช่วยผมขนาดนี้” พินัยแสดงความรู้สึกจากใจจริง

/ “ผมเชื่อในคำพูดของคุณลุง” / รอยยิ้มชวนรู้สึกอบอุ่นแสดงออกมาจากใบหน้าหวานนั่น

“…” น้ำตาของพินัยไหลออกราวกับน้ำค้างกลิ้งบนใบไม้ในตอนเช้า

/ “ผมชื่อ นาวา ผมขอเรียกคุณว่า ธีรเดช หลังจากนี้ขอให้คุณใช้ชีวิตใหม่ ภายใต้ชื่อใหม่ คือคุณหน้าเหมือนดาราน่ะ” /  นาวายิ้มอย่างเป็นมิตร

ต่อจากนี้ พินัยจะอิสระ และชีวิตที่เหลือจะมอบให้บุคคลตรงหน้าเพียงผู้เดียว

 

“คุณธีรเดชครับได้ยินหรือเปล่า” เพชรหนึ่งในผู้คุ้มกันพูดทำให้ธีรเดชตื่นจากภวังค์

“ได้ยิน เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ” ธีรเดชถาม

“เรื่องที่คุณให้ไปสืบ ผมได้ความมาแล้ว คุณมิ้นเป็นทายาทเจ้าของโรงแรมชลนทีจริงๆ ครับ” เพชรผู้ชายผิวขาวหน้าจืดไว้ผมแสกกลางเป็นผู้มีไหวพริบแพรวพราวมาพร้อมกับนิสัยสอดรู้สอดเห็นตอบ

“แล้วรสนิยมล่ะ”

“ตอนนี้เธอยังไม่มีแฟน ยังระบุไม่ได้ แต่ดูจากสายตาและความสนใจแล้ว น่าจะชอบผู้ชาย” หินชายผิวคล้ำใบหน้าเข้มคิ้วหนาไว้ผมทรงสกินเฮดกล้ามใหญ่พูดน้อยต่อยหนักอีกหนึ่งผู้คุ้มกันพูด

“จะให้สืบเพิ่มเติมอีกไหมครับ”

“ไม่ต้อง” ในระหว่างที่ธีรเดชหน้าเครียดก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขาจึงยกหูทันที

/“ทางบริษัทชิปปิ้งขอพบค่ะ” /

“ให้เข้ามาก็ได้”

สาวสวยผิวขาวผมยาวหน้าตาจิ้มลิ้มคล้ายสาวเกาหลีเดินเข้ามา ธีรเดชรู้จักเธอคนนี้แล้ว เธอคือหลานสาวเจ้าของชิปปิ้งเพียงรายเดียวที่นาวาใช้บริการอยู่

“สวัสดีค่ะคุณธีรเดช ฉัน…” สาวหวานทำท่าจะแนะนำตัวแต่ก็ถูกธีรเดชพูดขัดเสียก่อน

“ผมรู้จักคุณ คุณพลอย นั่งก่อน ผมมีเวลาคุยกับคุณเพียงห้านาที มีอะไรก็รีบพูดมา” ธีรเดชพูดเสียงแข็งเหมือนกับว่าเขาไม่สนใจความหมวยความขาวรวมทั้งหน้าอกคัพบีนั่นด้วย

“ฉันอยากทราบว่าทางเราทำผิดพลาดอะไร ทำไมคุณถึงใช้บริการเราไม่มากเหมือนก่อน เราจะได้ปรับปรุงแก้ไข” สาวหวานนั่งลงบนเก้าอี้

“เพราะคุณส่งสินค้าให้เราล่าช้าเกินไป และผมตรวจสอบดูแล้วมีสินค้าบางตู้ถูกส่งด้วยการเลี่ยงภาษี” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียดเพราะถ้าถูกจับนั่นคือสินค้าจะถูกยึดและเสียภาพลักษณ์ของบริษัท

“แต่นั่นเป็น…ไม่มีอะไร ถือว่าฉันผิดก็แล้วกัน แล้วฉันจะกลับไปตรวจสอบให้” เหมือนกับว่าเธอจะหลุดคำพูดอะไรบางอย่างแต่เธอคิดได้จึงกลืนมันลงไป

“มีแค่นี้ใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ ที่ฉันมา ฉันอยากจะ ชวนคุณไปงานครบรอบสิบปีของบริษัทเรา เราเชิญลูกค้าทุกคนด้วยค่ะ” พลอยยื่นการ์ดให้

“ขอบคุณที่เชิญ แต่ผมคงไม่ว่าง” ธีรเดชบอกปัด

“ไปเถอะค่ะ บางทีคุณอาจจะได้เจออะไรดีๆ ก็ได้” พลอยยิ้มแล้ววางการ์ดไว้บนโต๊ะ

“ขอโทษนะ คุณอาจจะเห็นว่าคุณนาวาผู้บริหารคนเก่าเป็นคนไม่เคร่งเครียด คุณถึงมาโดยไม่ได้นัดก่อนได้ แต่เขาไม่เหมือนผม”

“ค่ะ แล้วคราวหน้าฉันจะโทรหานะคะ” พลอยยิ้มหวานก่อนที่จะเปิดประตูออกไป

 

บทที่ 1 ธีรเดช

บทที่ 1
ธีรเดช

ก้อนเมฆสีดำลอยเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ท่ามกลางท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงจากดวงดาว เด็กหญิงผมเปียอายุประมาณหกขวบ ในสภาพมอมแมมเปื้อนโคลนจับขาตัวเองอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดคล้ายกระดูกหัก เด็กเปียไม่สามารถขยับเพื่อปีนขึ้นกลับไปได้ เด็กน้อยเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีลักษณะเป็นวงกลมพลางส่งเสียงอันแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ

ร่างกายเริ่มอ่อนแรงหลังจากขาดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมง ก่อนหน้านี้เธอแอบพ่อมาเล่นในสวนหน้าคฤหาสน์แล้วเดินเรื่อยมายังสถานก่อสร้างหลังบ้าน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ปกครองจึงแอบวิ่งหนีจนตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่ แต่ก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องให้ช่วยเพราะกลัวถูกทำโทษ แต่เมื่อผู้ตามหาเดินจากไปเด็กน้อยจึงรู้ว่าการที่ทำแบบนั้นไม่ส่งผลดีกับตัวเองเลยสักนิด

เม็ดฝนหล่นลงบนมือเล็กและบริเวณโดยรอบไม่กี่เม็ดก่อนที่จะตกหนัก เด็กน้อยพยายามส่งเสียงให้ดังขึ้นจนไม่สามารถเปล่งเสียงได้อีก ระหว่างที่ร่างเล็กผู้น่าสงสารกำลังอ้อนวอนขอพรจากพระเจ้านั่นเองก็มีเสียง ของห้าวของเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้น

เอย!

เด็กหญิงเงยหน้ามองตามเสียงเห็นเงาคล้ายเด็กชายผมซอยสั้นในชุดกางเกงขาสั้นสะท้อนจากด้านหน้าแสงสายฟ้าแลบ

เปรี้ยง!

 

สาวผมหยักศกลืมตาขึ้นทั้งที่น้ำตายังคงอาบแก้ม ความรู้สึกโล่งใจครั้งแรกเมื่อตื่นกลับกลายเป็นเศร้าตามเดิม เพราะตอนนี้เด็กที่ช่วยเหลือเธอในตอนนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาคือนาวาเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

หลังจากงานศพของเขาได้ผ่านพ้นไปจนถึงวันเปิดพินัยกรรม ในพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่า เอยซึ่งเป็นลูกคนรับใช้คนสนิทในขณะเดียวกันก็เป็นคู่หมั้นปลอมของนาวาต้องแต่งงานกับธีรเดชบอดี้การ์ดมือขวาเป็นเวลาห้าปี หากใครคนใดคนหนึ่งสมรสกับคนอื่นคฤหาสน์หลังนี้จะเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินบริจาคให้การกุศล ทำให้สาวน้อยต้องจำใจมานอนในคฤหาสน์หลังใหญ่แทนที่จะไปนอนเรือนเดิมที่เธอเคยอยู่ตามความต้องการของพ่อและคนในคฤหาสน์ เพราะพวกเขากลัวว่าเอยอาจจะเปลี่ยนใจไปชอบผู้ชายคนอื่น อย่างน้อยให้ทั้งคู่ได้มีเวลาใกล้ชิดกันก่อนแต่งงานเพราะถึงยังไงเธอก็ต้องมานอนที่เรือนหลังใหญ่อยู่แล้ว

เอยปาดน้ำตาไล่ความเจ็บปวดในจิตใจแล้วลุกขึ้นจากเตียง หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงมองกระจกตรงหน้าซึ่งสะท้อนภาพสาวตาคมร่างบางผิวขาวผมหยักศก คิ้วเข้มเชิดขึ้นไปแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวจมูกโด่งรับกับใบหน้าได้อย่างลงตัว ตอนนี้เธออายุย่างเข้าสิบเก้า ถึงแม้ว่าในพินัยกรรมไม่ได้ระบุว่าจะต้องเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานหรือไม่ ระบุเพียงแค่ขอให้แต่งงานและอยู่ด้วยกันเป็นเวลาห้าปีก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ บ้านหลังนี้ก็จะไม่ถูกบริจาคให้การกุศล แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกที่จะเรียนก่อนอยู่ดี

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดัง เอยจึงเดินเข้าไปเปิดประตู

“สวัสดีค่ะ ฉันคือช่างทำผมที่คุณพ่อคุณให้มาค่ะ” ผู้หญิงปริศนาสะพายกระเป๋าใบใหญ่พูด

เอยหน้ามุ่ย พ่ออาจจะอยากให้ดูเป็นสาวเพื่อหมอนั่นล่ะสิ ผมเปียก็ดีอยู่แล้วทำไมต้องเปลี่ยนทรงผมด้วย เธอสาวเท้าลงไปยังชั้นล่างหาพ่อด้วยชุดนอนกางเกงขาสั้นเนื้อผ้าบางเบา เมื่อเห็นลุงแก่ไว้หนวดเครายาวผมขาวเช่นเดียวกับหนวดกำลังคุยกับหนุ่มร่างสูงอย่างจริงจังเธอจึงเข้าไปแทรกบทสนทนาอย่างไม่เกรงใจ

“ทำไมพ่อต้องให้คนมาทำผมให้เอยด้วย”

“ก็แกมันโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะไว้ผมเปียหัวยุ่งเหมือนแต่ก่อนได้ยังไง” บิดาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนที่จะตอบ

“ยังไงเอยก็ไม่ทำหรอกทรงเดิมก็ดีอยู่แล้ว พี่น้ำยังชมเลยว่าผมเปียเหมาะกับเอย พ่อเอาช่างทำผมกลับไปเลยนะ” เอยนึกถึงคำพูดของนาวา

“ผมว่าก็จริงของเอย จะทรงนี้หรือทรงเปียก็น่ารักดีนะ เหมาะกับความแก่นของเธอดี เวลาพาเอยไปไหนจะได้เหมือนควงเด็กมัธยม” ริมฝีปากบางของร่างสูงยิ้มพลางจ้องชุดนอนบนเรือนร่างทำให้อีกฝ่ายต้องรีบยกมือขึ้นปกปิด

“ฝันไปเถอะ เอยยอมทำก็ได้ นี่เพราะว่าเห็นแก่คุณพ่อนะ” เอยขมวดคิ้วแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน

“ยัยเด็กคนนี้นี่ ขอโทษแทนเอยด้วยนะ แม่แกตายตั้งแต่ยังเด็ก ผมก็ไม่ได้อบรมให้ดีอย่างที่ควร ไม่รู้ว่าจะเหมาะกับการเป็นเจ้าสาวของคุณหรือเปล่า” ลุงพ่อบ้านบ่นลูกสาวก่อนที่จะหันไปคุยกับคนตรงหน้า

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง ผมชินแล้ว เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” ธีรเดชยกมือไหว้แล้วเดินจากไป

 

เอยอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อเห็นว่าช่างกลับบ้านไปแล้วจึงรีบวิ่งไปดูกระจกอีกรอบด้วยความตื่นเต้น

สาวน้อยมองสาวตาคมผมตรงสยายดูสุขภาพดีตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิ้วที่เคยหนาไม่เป็นระเบียบถูกจัดแต่งออกมาให้ได้รูป เธอมองดูเวลาในนาฬิกาข้อมือที่ผ่านไปครึ่งวัน ให้ตายเถอะ ผู้หญิงจะสวยนี่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลย วันนี้ว่างนี่นา ตาขี้เก๊กก็น่าจะกลับดึกเหมือนทุกวัน แอบไปห้องหมอนั่นดีกว่าดูซิว่าเก็บความลับอะไรไว้บ้าง

เมื่อคิดได้แล้ว เอยจึงรีบลงไปข้างล่างค้นหากุญแจในตู้กระจกใต้บันได

 

@ ใต้บันได

เอยมองตู้กระจกที่จัดวางอย่างสวยงามในตู้ซึ่งตั้งติดกับฝาผนัง ตรงหน้าตู้นั้นมีโต๊ะเคาน์เตอร์ขนาดเล็กเอาไว้สำหรับใส่อุปกรณ์ที่คนในบ้านใช้ร่วมกันเช่น เครื่องมือช่าง ไขควง กระดาษโน้ต ปากกา  เธอพยายามเปิดตู้แต่เปิดไม่ได้เพราะมันถูกล็อกด้านนอกเอาไว้ เธอจำได้ว่ากุญแจของตู้นี้วางอยู่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ตรงไหนสักแห่ง จึงไล่เปิดออกทีละชั้น ในที่สุดเธอก็พบมันอยู่ในกล่อง

หญิงสาวมัดผมหางม้าสวมเสื้อด้านในสีขาวกระโปรงเอี๊ยมสีน้ำเงินซึ่งเป็นเครื่องแบบของคนรับใช้ประจำคฤหาสน์หลังนี้มองเอยที่กำลังทำท่าค้นหาของในลิ้นชักอย่างสงสัย

“คุณเอยทำอะไรคะ” สาวใช้ถามเสียงดังจนเอยสะดุ้งโหยง

“เอยหาของอยู่น่ะค่ะ” ผู้พูดทำท่าลุกลี้ลุกลน

“ให้พี่ช่วยหาไหม” สาวใช้ถามตามหน้าที่

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็เจอ”

“อ่อ…ค่ะ ขอให้เจอเร็วๆ นะคะ” ผู้พูดยิ้มเรียบแล้วเดินออกไป

เอยถอนหายใจหลังจากเธอเดินลับตาไปแล้วหันมาไขตู้กระจกหยิบกุญแจห้องฝ่ายตรงข้ามแล้วกำมันไว้แน่น

“หึหึ ทีนี้ล่ะ ตาขี้เก๊กนายเสร็จฉันแน่” รังสีความชั่วร้ายออกมาจากเอย

 

@ ห้องนอนธีรเดช

เอยสำรวจห้องทันทีที่เข้าห้องคู่หมั้นของเธอได้ ภายในห้องตกแต่งด้วยสีดำ ทั้งตู้เตียงผ้าม่านเครื่องเรือนนาฬิกาก็เป็นสีเดียวกันหมดดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเกรงขามปนมืดมนอย่างบอกไม่ถูก เธอเริ่มรื้อค้นของในลิ้นชักอย่างใจเย็นแต่ก็พบเพียงของใช้ทั่วไป จนกระทั่งเธอมองลอดใต้เตียงก็พบกล่องกระดาษใบใหญ่ใบหนึ่งวางไว้อยู่ มือเรียวยาวใช้มือเปล่าปัดฝุ่นแล้วเปิดมันออกอย่างเบามือ ด้านในมีรูปถ่ายและของเก็บความทรงจำหลายอย่าง

นาย พินัย คงมั่น เอยหยิบบัตรนักศึกษาขึ้นมาอ่านแล้ววางมันลงก่อนที่จะหันไปสนใจ รูปของธีรเดชกับเพื่อนในชุดตำรวจเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีรูปแนวตั้งของเขาในชุดเดิมมันถูกฉีกออก เอยพยายามหาเศษที่เหลือจนสามารถต่อติดกันเพื่อดูได้ จึงรู้ว่ารูปนั้นถ่ายคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายชายในรูปกำลังมองตาหญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงยาวอย่างมีความสุข

‘ตาขี้เก๊กเคยเป็นตำรวจด้วยเหรอ ส่วนผู้หญิงคนนี้คงเป็นแฟนเก่าของหมอนั่นล่ะสินะ’ เอยคิดก่อนที่จะเก็บและซ่อนมันไว้ตามเดิม แล้วคิดได้ว่าในลิ้นชักมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเธอจึงเปิดมันออก ยกเจ้าเครื่องคอมนั้นออกมาเสียบปลั๊กกางไว้บนโต๊ะแล้วเปิดดูเว็บไซต์เฟสบุ๊คทันที แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเจ้าของเครื่องไม่เคยเข้าเว็บนี้เลยดูได้จาก ไม่มีประวัติการเข้าสู่ระบบค้างไว้ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีสังคมแม้แต่ในโลกโซเชี่ยล

เอยเปลี่ยนใจหันไปเปิดประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ มีแต่เว็บยี่สิบบวกจึงรีบปิดทันที รวมทั้งไฟล์วิดีโอก็มีเพียงไฟล์หนังอย่างว่า สาวน้อยหน้าแดงก่ำรีบปิดมันด้วยความตกใจก่อนที่จะพับเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากห้องไป

“ผู้ชายคิดแต่เรื่องลามก”

 

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

ธีรเดชหนุ่มผิวขาวดวงตาของเขาคล้ำและค่อนข้างที่จะลอยกว่าแต่ก่อน จมูกโด่ง ริมฝีปากบางจนน่าจูบ หน้าตาคล้ายกับพระเอกในละครจนเพื่อนต้องนำฉายามาเรียกแทนชื่อ จากอดีตผู้คุ้มกันมือขวาของนาวากลับกลายมาเป็นเจ้าของกิจการทำให้เขาต้องรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง เขารู้ดีว่านาวาต้องการมอบบริษัทนี้ให้ แม้ว่ามันจะเป็นภาระที่ใหญ่เกินไปที่จะรับไหวแต่เขาจะทำให้ดีที่สุด

ชายหนุ่มมองสาวผมตรงในชุดนักศึกษากระโปรงสั้นด้วยสายตาไหววูบเล็กน้อย วันนี้เอยดูน่ารักเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะฝีมือช่างทำผมเมื่อวานทำให้เขาไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็เดินผ่านไปแล้ว

เอยขึ้นรถสีดำคันยาวหน้าคฤหาสน์โดยมีคนขับรถยืนรออยู่ ธีรเดชยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินขึ้นรถนั่งข้างเอยเธอจึงเขยิบหนี และทำท่าลงจากรถแต่ถูกมือกร้านดึงแขนไว้ก่อน

“จะไปไหน”

“ไปนั่งข้างหน้า” เอยพยายามดึงแขนออกจากคู่หมั้น

“จะกลับมานั่งดีๆ หรือจะให้ฉันกอดเธอไปตลอดทาง” ธีรเดชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องกลับมานั่งที่เดิมด้วยความรู้สึกจำใจ

ความเงียบก่อตัวเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในรถตลอดเส้นทางเหมือนเช่นเคย แม้แต่เพชรหุ่นนายแบบและหินหุ่นล่ำสูทดำแว่นดำสองบอดี้การ์ดที่นั่งเบาะหลังก็พลอยรู้สึกมืดมนไปด้วย เมื่อถึงจุดหมายพวกเขาถึงกับถอนหายใจเบาด้วยความโล่งอก

ธีรเดชหยิบกระเป๋าเงินในกระเป๋าเสื้อด้านในของสูทแล้วหยิบพันธบัตรหนึ่งร้อยบาทจำนวนสามใบ เอยกำลังจะรับมันแต่ก็ถูกเขาดึงกลับไปก่อน

“ผู้ใหญ่ให้ของต้องทำยังไง”

“แต่นี่เป็นเงินที่พ่อฝากให้มาไม่ใช่เหรอ” เอยขมวดคิ้วไม่พอใจ

“ถึงจะใช่หรือไม่ เธอก็ควรทำตัวนอบน้อมมากกว่านี้” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

“งั้นฉันไม่เอาละกัน เชอะ”  ผู้พูดเชิดหน้าก่อนที่จะลงจากรถ

“ยัยตัวแสบ”

“ผู้ชายขี้เก๊ก” เอยพูดจบแล้วปิดประตู

 

@ ภายในห้องกว้าง หนุ่มสาวทุกคนต่างคุยกันอย่างออกรส เอยเดินเข้ามาในห้องแล้ววางกระเป๋าถือสีดำลงบนโต๊ะและนั่งลงกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์หงุดหงิด ทำให้เพื่อนสนิทที่กำลังคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่นได้ยินเสียงหันมาทักทาย เธอคือ มิ้น เพื่อนที่เพิ่งรู้จักในกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ด้วยความเป็นลูกคุณหนูแตกต่างจากเอยซึ่งถูกยกระดับจากคนรับใช้กลายเป็นคู่หมั้นมหาเศรษฐีทั้งคู่จึงมีนิสัยแตกต่างกันพอสมควร

“เอยใช่ไหม วันนี้ดูสวยจนแทบจำไม่ได้เลยนะ ไปทำผมมาเหรอ” สาวผมประบ่าหน้าสวยถูกบดบังด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดพูด

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” เอยอมยิ้มเปลี่ยนโหมดเป็นอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเจอคำถามถัดไป

“แหม…แต่งตัวต้อนรับอนาคตการเป็นคุณนายล่ะสินะ” มิ้นนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าเอยแล้วหันหน้ามาคุย

“เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าไหม” เอยพูดเสียงเข้มพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ว่าที่สามีหล่ออย่างกับพระเอกช่องสามขนาดนั้นน่าจะดีใจ ว้า…เสียดายจัง ทำไมคนหล่อถึงมีแฟนแล้วนะ” มิ้นลุกขึ้นเดินออกไปนั่งที่นั่งของตัวเองซึ่งไม่ห่างกันนัก

“ตาขี้เก๊กนี่นะหล่อ ฉันว่า เคน ธีรเดชตัวจริงหล่อกว่าอีก”

“แต่คนนี้ก็พ่วงด้วยมรดกกิจการส่งออก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายกิจการไม่ใช่ดาราธรรมดา แถมมีฝีมือการต่อสู้อีก อะไรจะครบเครื่องขนาดนี้ รางกับพระเอกหลุดออกมานอกจอ ยัยตัวร้ายกับบอดี้การ์ดสุดหล่อ” มิ้นเท้าคางเพ้อ

“บ้าไปละ ฉันไม่ได้คิดอะไรกับตาขี้เก๊กสักหน่อย ถ้าฉันจัดการเรื่องมรดกได้ฉันจะยกให้เธอทันทีเลย” เอยหงายมือทั้งสองข้างทำท่ายกอากาศ

“สัญญาแล้วนะ” มิ้นยกนิ้วชี้กับนิ้วโป้งพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งหยอกตามประสาสาวโสด

“อือ” เอยพูดจบก็นำกระเป๋าถือมาวางบนหน้าตักแล้วค้นดูกระเป๋าสตางค์ ในใจก็คิดเสียดายที่ไม่ได้เอาเงินมาจากธีรเดชแต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าเสียหน้า แต่เมื่อเธอเปิดกระเป๋าเงินออกดูก็พบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทสามใบอยู่ในกระเป๋าจึงยิ้มได้ พ่อคงจะแอบเอามาใส่ไว้ให้เพราะกลัวลูกสาวลำบากล่ะสิ

 

@ โรงอาหารอาหารขนาดใหญ่ มีโต๊ะสีขาวและเก้าอี้ไม้ขนาดยาวเท่ากับโต๊ะหลายชุดจัดวางเต็มพื้นที่ ด้านซ้ายมีร้านค้าหลายห้องพร้อมกับอาหารหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ราคาอาหารก็ไม่แพงทำให้ช่วงเวลานี้มีนักศึกษารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

เอยนั่งทานข้าวกลางวันพร้อมกับมิ้นเพื่อนสนิท เธอเห็นผู้ชายหลายคนต่างมองตัวเองกับเพื่อน แม้กระทั่งตอนพวกกำลังตักข้าวใส่ปากก็ยังไม่วาย ดูแล้วน่ารำคาญเป็นที่สุด

“มองหน้าหาเรื่องหรือไง” เอยตะโกนใส่ทำให้แต่ละคนต่างกลับมาทานข้าวตรงหน้าอย่างตั้งใจ

“เอย ใจเย็นสิ เขาก็แค่มองน่ะ ผู้ชายก็ต้องมองผู้หญิงน่ารัก แกก็ต้องทำใจ อย่างฉันนี่ ไม่เคยมีปัญหา” มิ้นซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกนิ้วป้องปากให้เพื่อนเบาเสียงลงแล้วยิ้มอย่างมั่นใจในความสวยของตัวเอง

ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทานข้าวอยู่นั่นเองก็มีชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาดีคล้ายคนออกเชื้อสายจีนเล็กน้อยแต่ตาไม่ตี่ร่างสูงแต่งกายสะอาดสะอ้านเข้ามาทักเอย

“น้องเอยใช่ไหมครับ พี่ชื่อวินเป็นพี่รหัสของน้อง”

“เดี๋ยวนะ ที่รู้มาตามธรรมเนียมปฏิบัติ รุ่นน้องต้องตามหารุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ มิ้นเขย่าแขนฉันทำไม” เอยรู้สึกสับสนข้องใจก่อนที่จะหันมาคุยกับเพื่อนสนิทที่กำลังยิ้มราวกับเห็นชายในฝัน

“นี่พี่วิน เดือนมหาวิทยาลัย” มิ้นแสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดแตกต่างจากเอยซึ่งทำเป็นไม่แยแส

“พี่ก็ไม่ดังเท่าเดือนคนเก่าอย่างคุณนาวาหรอก ก็ใช่นะ แต่พี่ไม่ชอบอะไรที่ค้างคา ในเมื่อพี่รู้จักน้องแล้วทำไมต้องตามกันไปหากันมาให้มันเมื่อยด้วยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเขินก่อนที่จะพูดกับเอย ถึงจะมีความหล่อใสขาวตี๋ดูแมนแต่ก็ไม่ได้ทำให้เอยรู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด

“ก็ดี รวบรัดตัดความง่ายดี” เอยหยิบกระดาษในกระเป๋ายื่นให้พี่รหัสลงชื่อ

“แต่เดี๋ยว จุดประสงค์ของการเป็นพี่รหัสกับน้องรหัสคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอ พี่ไม่ชอบอะไรให้มันค้างคาก็จริง แต่ก็ใช่ว่าน้องจะได้ลายเซ็นพี่ง่ายๆ นะ” พี่รหัสยกมือกันกระดาษนั้นไว้

“พี่มีเวลาให้หนึ่งเดือน น้องต้องอยู่ในโอวาทพี่ แต่ก่อนอื่นขอไอดีลายก่อนได้ไหม” วินยิ้มแล้วยื่นมือถือให้เอย มิ้นยิ้มเพ้อตามด้วยความฟิน

 

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยเอยและมิ้นจึงขอตัวเดินออกไปจากที่นั่น มิ้นแหล่มองเพื่อนแล้วพูดขึ้นด้วยความอิจฉา “น่าอิจฉาจัง ทั้งคุณธีรเดชทั้งพี่วินเทขนมจีบอย่างนี้ ทำไมฉันถึงไม่มีสักคนเลยนะ”

“อยากกินหรือไง เดี๋ยวฉันพาไปเซเว่น” เอยหรี่ตามองเพื่อน

“เธอนี่พูดดักอารมณ์ฉันทุกทีเลย” มิ้นกอดอกหน้ามุ่ยสักพักก่อนที่จะถอนหายใจ “เฮ้อ”

“อะไรของเธอ เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวถอนหายใจ”

“ถ้าต่อไปเธอมีแฟนแล้วฉันจะทำยังไง คงเหงาแย่เลย” มิ้นหยุดเดินทำให้เอยซึ่งเดินนำไปเล็กน้อยต้องหยุดตาม

“ไม่หรอกน่า”

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ฉันขอนอนบ้านเธอหน่อยสิ ขี้เกียจกลับบ้าน กลับไปก็ไม่เจอใคร” มิ้นเดินเข้ามาจับมือเอย

“ก็ได้” เอยตอบแบบไม่คิด เมื่อมิ้นได้ยินอย่างนั้นจึงหอมแก้มและกอดเอยด้วยความดีใจ

“น่ารักที่สุดเลย”

 

@ นาวากรุป บริษัทนำส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทย ใครก็ตามที่ต้องการส่งออกอาหาร สินค้า เครื่องประดับ ของตกแต่งจะต้องมาขอคำปรึกษา สินค้าที่ผ่านมาตรฐานเท่านั้นที่จะได้ชื่อแบรนด์จากบริษัทแห่งนี้ เพียงแค่ชื่อการการันตีการสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างมหาศาล ของทุกชิ้นต้องทำมาจากวัสดุชั้นดีเท่านั้น

ภายในห้องผู้บริหารขนาดกว้างพอที่จะเป็นบ้านทั้งหลังของคนจนได้ นอกจากโต๊ะเก้าอี้และเครื่องใช้สำหรับทำงานแล้ว ยังมีโซฟาสีน้ำเงินเข้ม โต๊ะเล็กไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และเอาไว้รับแขกพิเศษในหลายโอกาส

ธีรเดชตรวจเอกสารบนโต๊ะหลังจากจบการประชุมมาสักพักโดยมีเพื่อนบอดี้การ์ดยืนอยู่ข้างซ้ายขวา

กริ๊ง! เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หนุ่มหล่อยกหูรับทันที

/“คุณทรงพลต้องการพบค่ะ”/ น้ำเสียงที่คุ้นหูปลายสายเอ่ย เขารู้ทันทีว่าเป็นเสียงเลขาหน้าห้องของเขาเอง

“ให้เข้ามาได้”

ทรงพลชายวัยสี่สิบแต่งกายภูมิฐานสมกับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งออกเดินเข้ามา เขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ นาวา ผู้บริหารคนเก่าไว้ใจมอบหมายงานสำคัญ แน่นอนว่านาวาไม่ค่อยสนใจงานบริหารสักเท่าไร และในบางช่วงก็ให้คนรับใช้คอยดูแลงานแทนในช่วงที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

“มีอะไรเหรอครับ”

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณเปลี่ยนบริษัทชิปปิ้งโดยไม่บอกผมสักคำ” สีหน้าไม่พอใจถูกเก็บเอาไว้ไม่มิด แต่ก็ไม่โจ่งแจ้งจนถึงขนาดไม่ไว้หน้าฝ่ายตรงข้าม

“ผมต้องขอโทษด้วย ที่ยังไม่ได้บอกคุณ พอดีผมตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าบริษัทชิปปิ้งที่เราใช้อยู่ส่งของช้า ผมจึงหาอีกทางเลือก แต่แน่นอนว่าบริษัทเก่าเราก็ยังใช้บริการอยู่ เพียงแต่เรากำลังดูว่าทางเลือกไหนที่ดีที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องรบกวนคุณช่วยดูต่อจากนี้ด้วยนะครับ เพราะถึงอย่างไรคุณก็รู้จักบริษัทนี้ดีกว่าผม” ธีรเดชยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องขอโทษด้วยก็แล้วกัน  ผมขอตัว” ทรงพลปรับสีหน้าเก็บความขุ่นมัวไว้ในใจแล้วเดินออกจากห้องไป

 

ทรงพลเดินกลับห้องแล้วปัดเอกสารบนโต๊ะลงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้แกหรอก”

 

@ คฤหาสน์

ภายใต้ท้องฟ้ามืดมิด ไฟหลายดวงสาดส่องต้อนรับความสวยงามของดวงดาว รั้วสูงหรือความมืดไม่สามารถปิดกั้นความหรูหราสวยงามสไตล์ยุโรปสีขาวของคฤหาสน์ ด้านหน้ามีสวนจัดเป็นรูปวงกลมเพื่อให้รถหรูคันงามสะดวกในการกลับรถ ใจกลางวงกลมนั้นคือน้ำพุที่ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยรูปปั้นเด็กถือคันศรคล้ายกับกามเทพหลายตน

ธีรเดชลงจากรถเอาเสื้อสูทพาดบ่าด้วยอาการอ่อนเพลียเดินเข้าคฤหาสน์หลังงาม หลังจากได้ยินว่าเอยพาเพื่อนผู้หญิงเข้ามาในบ้านจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องคู่หมั้น เมื่อเอยเปิดประตูและเห็นว่าเป็นธีรเดชจึงรีบปิดแต่ก็ถูกมือหนาดันทำให้ปิดไม่ได้ เธอจึงถอดใจยอมเปิดแต่โดยดี

“พาเพื่อนมาทำไมไม่บอกฉัน”

มิ้นซึ่งก่อนหน้านี้นอนอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้ามายกมือไหว้ ธีรเดชยิ้มรับเล็กน้อยตามมารยาท แต่ก็กลับมาทำหน้าดุใส่เอยทำให้มิ้นต้องเกาะแขนเพื่อนด้วยความกลัว

“แฟนแกโกรธแน่เลย” มิ้นพูดเบากับเพื่อน

“ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เอยเดินออกไปหน้าห้องพร้อมกับธีรเดชแล้วปิดประตูเพราะไม่อยากให้เพื่อนได้ยินการสนทนา

 

“มีอะไรว่ามา” เอยทำลอยหน้าลอยตา

“คุยตรงทางเดินนี่เลยเหรอ” ธีรเดชมองซ้ายมองขวา

“แล้วจะให้คุยที่ไหน”

“ก็ที่เงียบๆ อย่างห้องฉันไง” ธีรเดชยิ้มแกล้งยั่วโมโห

“ทะลึ่ง” เอยหน้าแดงก่อนที่จะเดินนำคู่หมั้นลงไปที่ห้องโถงซึ่งมีโซฟาขนาดใหญ่สีเทาวางเรียงเป็นกลุ่มล้อมรอบโต๊ะรับแขกอย่างสวยงาม “ที่นี่คงไม่มีปัญหานะ”

“อือ…เด็กคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” ธีรเดชถามทันทีเมื่อนั่งลงบนโซฟาเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

“มิ้น เป็นทายาทเจ้าของโรงแรมในพัทยากลาง”

“ชื่อโรงแรม” ชายหนุ่มถามทันควัน

“ฉันลืมไปแล้ว ถามแค่นี้ใช่ไหม” เอยหงุดหงิดแล้วรีบลุกขึ้น

“เดี๋ยว!” หนุ่มหล่อเอ่ยเสียงเข้ม

“อะไรอีก” เอยหยุดแล้วใช้น้ำเสียงเชิงรำคาญ

“คราวหลังถ้าจะเข้าห้องฉันเธอเข้าได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องหลบซ่อนหรอกนะ” ธีรเดชหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้เอยจนเธอต้องกลับไปนั่งอย่างเดิม มือทั้งสองข้างของเขากำลังค้ำพนักพิง

เอยซึ่งกำลังนั่งอยู่ระหว่างเขานิ่งไม่ตอบเมื่อเห็นอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาจึงรีบก้มตัวลอดแขนฝ่ายตรงข้ามออกไปแล้วแลบลิ้นใส่ธีรเดชทันทีที่ออกมาได้

“แบร่ ตาขี้เก๊ก”

พินัยภัยรัก

ชีวิตสาววัยใสในรั้วมหาวิทยาลัยกำลังจะหายไปเมื่อรู้ว่าจะต้องแต่งงานกับธีรเดชอดีตบอดี้การ์ดมือขวาของแฟนเก่าตามพินัยกรรม ใครจะไปยอมรับเรื่องน้ำเน่าแบบนี้กันล่ะ

บทที่ 1 ธีรเดช

บทที่ 2 พินัย

บทที่ 3 วิน

บทที่ 4 แผน

บทที่ 5 พี่รหัส

บทที่ 6 จัดการ

บทที่ 7 จับตัวจับตา

บทที่ 8 ความแตก

บทที่ 9 จับให้ได้ไล่ให้ทัน 

บทที่ 10 ความรู้สึก 

บทที่ 11 คนรักคนร้าย

บทที่ 12 บอดี้การ์ดส่วนตัว

บทที่ 13 คิดไปเอง

บทที่ 14 พักผ่อน