บทที่ 5 พี่รหัส

บทที่ 5 พี่รหัส

ติ๊ง!

/ “เอย เอาใบลงชื่อพี่รหัสไปด้วยนะ พรุ่งนี้จะเซ็นให้” / ข้อความสนทนาปรากฏบนหน้าจอมือถือ

‘นายวินคงไม่เซ็นให้เราง่ายๆ แน่’ เอยคิดในใจ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยลงจากรถคันยาวสีดำแล้วก่อนที่จะเหลือบมองเห็นหนุ่มผิวขาวหน้าหล่อจืดกำลังนั่งบนม้านั่งโบกมือทักทาย

ด้วยความปรารถนาลายเซ็นเธอจึงเดินเข้าไปหาโดยไม่รู้ว่าธีรเดชกำลังมองอย่างไม่พอใจแม้ว่ารถจะเคลื่อนตัวไปไกลแล้วเขาก็ยังคงมองตามจนลับตาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“คุณธีร์กลัวว่าคุณเอยจะชอบผู้ชายคนนั้นหรือครับ” ลุงขับรถสังเกตธีรเดชจากกระจกหลัง

“เปล่าซะหน่อย” ธีรเดชหยุดมองหันหน้ากลับมานั่งปกติเหมือนเดิม

“ชอบเขาก็บอกเขาไปเถอะ ลดทิฐิบ้างจะได้มีความสุขนะคุณธีร์” ลุงขับรถยิ้ม

 

“กระดาษลงชื่อพี่รหัส” เอยยื่นกระดาษให้วิน

วินรับมันใส่กระเป๋าเสื้อ

“ทำไมนายไม่เซ็นเลยล่ะ” เอยแกล้งทำเป็นรู้ไม่ทันทั้งที่ในใจกำลังคิดว่าเขาจะมาไม้ไหน

“ไม่ล่ะ พี่จะคืนให้ตอนเย็น พี่จะได้เจอน้องเอยอีก” วินยิ้ม

“เชื่อเลย” เอยพูดจบก็เดินตรงไปยังคณะของตัวเองโดยมีวินเดินตาม

“จะเดินตามมาทำไม” เอยพูดเมื่อเดินมาถึงหน้าอาคารเรียน

“ไม่ได้เดินตามซะหน่อย พี่ก็ต้องเข้าเรียนอาคารนี้เหมือนกัน”

“เหรอ” เอยพูดจบก็ขึ้นบันได

“รอก่อนสิ” วินขึ้นบันไดตาม

“มีอะไรอีก” เอยรีบเดินก่อนที่จะหยุดเมื่อถึงหน้าห้องเรียน

“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่อยากจะบอกว่า เมื่อกี้พี่โกหก คาบนี้พี่ไม่ได้เรียนตึกนี้หรอก ที่จริงแล้วพี่อยากมาส่งเอย เย็นนี้เจอกันนะ” วินยิ้มเขินก่อนที่จะหมุนตัวแล้วเดินออกไป เป็นเวลาเดียวกับที่มิ้นมองผ่านหน้าต่างกระจกหน้าห้อง

“พี่วินมาส่งแกเหรอ มันชักจะยังไงกันนะ” มิ้นเดินเข้ามาสะกิดเอย

“จะไปรู้เขาเหรอ” เอยเดินมานั่งบนเก้าอี้

 

ที่ว่าการอำเภอ

ธีรเดชเดินออกมาจากห้องงานทะเบียนจนถึงที่จอดรถก็พบกับพลอยซึ่งกำลังเปิดกระโปรงรถคันเล็กสีชมพู

“รถเป็นอะไรหรือครับ”

“สตาร์ทไม่ติดน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร” พลอยละสายตาจากรถแล้วมองคู่สนทนา “อุ๊ย คุณธีรเดช คุณมาทำอะไรที่นี่คะ”

“ผมมาต่ออายุบัตรประชาชนน่ะครับ แล้วคุณล่ะ”

“ฉันมาติดต่อกรมสรรพากรน่ะค่ะ” พลอยยิ้มแสร้งหลบตาก่อนที่จะปิดฝากระโปรงแล้วเดินไปนั่งในรถ

“เรื่องแบบนี้ให้ฝ่ายบัญชีจัดการก็ได้นี่ครับ”

“ฉันอยากจะรู้ว่าต้องทำไง เลยมาเองค่ะ” พลอยพูดก่อนที่จะบิดกุญแจรถซึ่งผลก็ออกมาเหมือนเดิม เธอถอนหายใจแล้วเดินออกจากรถ

“เอาอย่างนี้ เดี๋ยวเอารถผมลากไปอู่ก็แล้วกัน” ธีรเดชกดมือถือต่อสายไปยังคนขับรถ “คุณลงช่วยขับรถกลับบริษัทไปเอาสายลากรถมาหน่อยครับ พอดีรถคุณพลอยเสีย”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ พลอยมีสายลาก พอดีฉันมีติดรถไว้เผื่อลากรถขนส่งของบริษัทเมื่อเสีย” พลอยพูดจบก็เปิดกระโปรงหลังรถ

“ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องแล้วล่ะ เดี๋ยวฉันไปที่รถ” ธีรเดชเอามือถือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วหันมาคุยกับพลอยแล้วเดินจากไป “คุณรอที่นี่นะ เดี๋ยวผมมา”

 

ภายในร้านอาหารตามสั่ง

“ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่ได้คุณฉันคงแย่” พลอยแสร้งยิ้ม

“ไม่เป็นไรครับ คุณพลอยจะเอาอะไรครับ” ธีรเดชจดรายการอาหารลงใส่สมุดฉีก

“ฉันขอเป็น ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาวค่ะ เอ่อ คุณมาทานร้านนี้บ่อยหรือคะ” พลอยถามในขณะที่ชายหนุ่มฉีกกระดาษ

“เคยทานอยู่สองสามครั้งน่ะครับ” ธีรเดชพูดจบก็ลุกขึ้นเอากระดาษให้แม่ค้า

พลอยมองสภาพร้านอย่างผิดหวังเพราะทีแรกที่ธีรเดชบอกว่าจะเลี้ยงข้าว เธอนึกว่าจะพาไปร้านอาหารหรูที่แท้ก็แค่ร้านอาหารตามสั่งข้างถนน จริงสินะ เขาเคยเป็นบอดี้การ์ดกินเงินเดือนก่อนที่จะเป็นหนูตกถังข้าวสารรับมรดกก้อนโต คงไม่แปลกที่เขาจะทำอะไรไร้รสนิยมอย่างที่เห็น

“คุณพลอยไม่เคยกินร้านอาหารแบบนี้หรือครับ” ธีรเดชกลับมานั่งเก้าอี้

“เปล่านี่คะ พลอยกินออกจะบ่อย” พลอยแสร้งยิ้มอย่างแนบเนียน

“เหรอครับ ผมเห็นคุณเอาแต่มองรอบๆ ก็นึกว่าผมพามาผิดร้านเสียอีก” ธีรเดชยิ้ม อันที่จริงเขาจงใจมาร้านนี้เพราะอยากจะแกล้งแม่สาวน้อยตรงหน้า คราวหน้าจะได้ไม่ตามตอแยเขาอีก

“วันนี้ไม่เห็นบอดี้การ์ดติดตามคุณเลยนะคะ” พลอยเปลี่ยนเรื่องคุย

“พวกเขายังไม่เป็นงานพอเท่าหินและเพชร  ผมเกรงว่าพวกนั้นจะยิงถูกผมแทนที่จะช่วยผมมากกว่า” ธีรเดชยิ้มปนหัวเราะ

 

ทางด้านวิน

“ทำไมมึงถึงใช้วิธีนี้วะ ถ้าสาวจับได้มึงจะซวยรู้ไหม คิดจีบสาวมึงต้องเอาความจริงใจเข้าแลก” หนุ่มผิวเข้มบ่นขณะที่กำลังลงลายมือชื่อในกระดาษเอสี่

“ถ้ามึงไม่พูด กูไม่พูดแล้วใครจะรู้วะ” วินรีบหยิบกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อหลังเขียนเสร็จราวกับว่ากลัวอีกฝ่ายจะยึดคืน

“เออ ถ้าสำเร็จกูก็ดีใจด้วย” หนุ่มผิวเข้มพูดอย่างเสียไม่ได้

“เรื่องนี้กูเอาอยู่แน่นอน มึงไม่ต้องห่วงหรอก กูไปนะ เดี๋ยวน้องเอยจะรอนาน” วินรีบเดินออกไป

 

เอยนั่งอยู่ริมม้านั่งที่เดิม เธอดูข้อความในมือถือระหว่างรอจนกระทั่งวินเดินเข้ามาโปรยยิ้มก่อนที่จะนั่งลง

สาวแก่นหงายมือขึ้นรอรับบางสิ่ง วินถอนหายใจก่อนที่จะวางกระดาษลงบนมือของเธอ

“ขอบคุณนะ” เอยฉีกยิ้มแล้วลุกขึ้นเดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่

วินพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ แต่ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมแพ้ สักวันเอยจะต้องหันมาสนใจในตัวเขา

 

ภายในรถ

“วินของเธอมาอีกแล้วนะ คงจะดีใจล่ะสิที่มีหนุ่มหล่อมาจีบ” ธีรเดชพูดทันทีที่เอยมานั่งเบาะข้าง

“แน่นอน” เอยหยิบกระดาษใส่กระเป๋า

“จัดตารางให้ว่าง วันเสาร์ถึงวันจันทร์นี้เราจะไปเที่ยวกัน” ธีรเดชยิ้ม

“เดี๋ยวนะ ทำไมจู่ๆ นายถึงอยากไปเที่ยว” เอยแปลกใจเพราะคนที่จริงจังอย่างเขาไม่น่ามีอารมณ์สุนทรีย์เหมือนคนทั่วไป

“ฉันแค่อยากให้พนักงานผ่อนคลายบ้าง”

“นายไม่กลัวคนตามล่าเหรอ ถ้ามันลอบกัดนายจะทำไง”

“พูดอย่างกับไม่รู้จักฉัน” ธีรเดชใส่แว่นดำ

‘ฉันไม่รู้จักนายหรอก’ เอยเชิดหน้า

 

วันเสาร์

ท้องฟ้าสีครามบนทะเลสีฟ้าเขียว ลมปะทะร่างเอยจนผมและเสื้อผ้าสบัด เธอหลับตาสูดอากาศกางแขนอย่างสบายใจ

“เป็นไงรู้สึกดีใช่ไหม” ธีรเดชมองหน้าเอยใกล้ๆ

“เอาหน้าไปห่างๆ เลย” เอยดันอกฝ่ายตรงข้ามทันทีที่รู้ตัว

“ถ้าเป็นนายวิน คงไม่เป็นไรใช่ไหม”

“แน่นอน นายไม่เข้าไปข้างในเหรอ เดินทางมาไกลน่าจะนอนพักผ่อนหน่อยนะ” เอยยักคิวมองไปข้างหน้า

“ตอนเย็นมีกิจกรรม ค่อยเข้าไปตอนนั้นก็ได้ ฉันจะไปตลาดน้ำสี่ภาค ไปด้วยกันนะ” ธีรเดชยิ้ม

“ไม่ล่ะ ฉันจะอยู่ที่นี่” เอยนั่งลงบนหาดทราย

“งั้นฉันอยู่ด้วย” ธีรเดชนั่งลงเอามือชันเข่า

“นายก็ไปสิใครห้าม”

“ฉันอยากอยู่กับเธอมากกว่า”

‘ทำไมต้องแกล้งพูดให้ฉันดีใจด้วย นี่ฉันกำลังดีใจอยู่เหรอ ไม่นะ’ เอยเบือนหน้าหนีแอบยิ้มก่อนที่จะทำหน้าปกติ

“คิดอะไรอยู่” ธีรเดชมองเอยด้วยสีหน้าปกติ

“เปล่าสักหน่อย จะไปก็ไปสิ ไม่งั้นไม่ไปด้วยนะ” เอยลุกขึ้นเดินนำ

“รอด้วย” ผู้พูดยิ้มแล้ววิ่งตามไปโดยที่ไม่รู้ว่ามีสายตาของใครบางคนกำลังมองพวกเขาอยู่

 

ตลาดน้ำสี่ภาค

เรือลำใหญ่ตั้งตระหง่านหน้าตลาด สินค้าท้องถิ่นหลายอย่างตั้งอยู่บนสะพานและสิ่งก่อสร้างทำด้วยไม้ เอยและธีรเดชพากันเดินดูของกินของใช้ จนกระทั่งพากันนั่งบนจุดพักซึ่งอยู่ริมทางของสะพาน

“นี่น้ำ” ธีรเดชยื่นแก้วน้ำให้ก่อนที่จะนั่งลง เอยแปลกใจกับสายตาที่ดูอบอุ่นและเป็นกันเองของเขา

“โกโก้ปั่น” เอยดื่มน้ำรสขมหวานน้อย ธีรเดชรู้ได้ยังไงว่าเธอชอบน้ำรสชาติแบบนี้

“น่าจะชอบนะ สมัยก่อนฉันเห็นเธอมักจะสั่งอาหารเหมือนคุณนาวาเสมอ”

เอยหรี่ตารู้สึกเซ็งเล็กน้อยเมื่อรู้เหตุผล

“ความทรงจำบางอย่างมันก็มีค่าพอจดจำ ความทรงจำบางอย่างมันก็ควรลืม ถึงเธอยังรักคุณนาวาอยู่ก็ไม่เป็นไรหรอก แค่สนใจฉันบ้างก็พอ” ธีรเดชพูดต่อ

“เดี๋ยวนะ นี่นายพูดอย่างกับจะจีบฉัน” เอยขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจ

“เอาไงดีล่ะ ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากคบกับเธอ ยังไงอีกห้าปีเราก็ต้องแต่งงานกัน เธอควรจะชินเมื่ออยู่กับฉัน” ธีรเดชยิ้มอ่อน

คำตอบของธีรเดชยังไม่ชัดเจนทำให้เอยยิ่งไม่มั่นใจ

“เอาไง ตกลงนายจะจีบหรือไม่จีบ” เอยถามอย่างหนักแน่น

“แล้วแต่จะคิด”

“ทำไมชอบทำอะไรให้เข้าใจยากตลอดเลย”

“เอางี้ อาจจะเป็นเพราะฉันกับเธอไม่รู้จักกันดีพอ ดังนั้นเธอถามฉันมาได้เลย แล้วพอฉันถามเธอต้องตอบนะ”

“นายรู้จักฉันดีกว่าฉันรู้จักนายอีก ชื่อจริงของนายฉันยังไม่รู้เลย” เอยพูด เธอแอบเห็นแววตาเศร้าของธีรเดชจึงหยุดมอง

“ถูกอย่างที่เธอพูด ถ้าพร้อมเมื่อไรฉันจะเล่าให้เธอฟังแล้วกัน” ภาพความทรงจำเมื่อครั้งเป็นตำรวจเข้ามายังสมองอย่างรวดเร็ว ธีรเดชไม่พร้อมที่จะเปิดกล่องความทรงจำในตอนนี้

“ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ ฉันไม่อยากรู้หรอก” เอยรู้สึกถึงบางอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับเขา

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ก็มีเสียงแทรกเข้ามาขัดจังหวะ

“สวัสดีค่ะ คุณธีร์คุณเอย มาเที่ยวเหรอคะ” พลอยโค้งตัวทักทาย

“ผมพาลูกน้องมาเที่ยวประจำปี แล้วคุณพลอยมาทำอะไรที่นี่ครับ” ธีรเดชแปลกใจที่ช่วงนี้ไปที่ไหนก็พบกับพลอยบ่อย

“พลอยก็มาพักผ่อนแถวนี้ล่ะค่ะ ได้อะไรมาบ้างคะ”

“ก็ของกินของที่ระลึกนิดหน่อย พอดีแฟนเอยเป็นคนซื้อให้ก็เลยหนักมือไปหน่อย” เอยคล้องแขนคู่หมั้น

“นั่งด้วยกันสิครับ”

“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่ดีกว่าคุณสองคนจะได้สวีทกัน แต่ว่าช่วงกิจกรรมขอฉันเข้าไปดูได้ไหมคะ เผื่อมีอะไรสนุกฉันจะได้เอามาใช้กับลูกน้องฉันบ้าง” พลอยยิ้มเล็กน้อย

“ยินดีเสมอ แล้วเจอกันครับ”

“แล้วเจอกันค่ะ”

 

พลอยขมวดคิ้วกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจหลังจากเดินจนลับตาทั้งคู่

เธอกดมือถือโทรหาใครบางคน

คิง ฉันว่าแผนของนายมันช้าเกินไป ใช้แผนฉันดีกว่า ขืนช้ากว่านี้ยัยเด็กแสบจับคุณธีรเดชไปกินแน่”

/ “อะไรกัน จะให้คุณพลอยที่เคยดูเรียบร้อยมาลุกขึ้นปลุกปล้ำผู้ชายได้ยังไง” / หนุ่มผิวขาวริมฝีปากบางพูด

“ใครว่าฉันจะปล้ำคุณธีรเดช ให้เขาเป็นคนจัดการเองดีกว่า” พลอยวางสายทันทีหลังจากพูดจบ

 

บทที่ 4 แผน

บทที่ 4 แผน

ภายในห้องโถงประชุมของบริษัทชิปปิ้ง

ธีรเดชเดินเข้ามาในงานพร้อมกับหินและเพชร พลอยในชุดเดรสสั้นกระโปรงบานลูกไม้สีชมพูเดินเข้ามาต้อนรับด้วยความยินดี

“ขอบคุณที่มางานนะคะ เชิญทางนี้ค่ะ เราจัดโต๊ะไว้ให้แล้ว” พลอยเดินนำไปยังโต๊ะที่วางป้ายชื่อบริษัทของเขาแล้วเธอก็จากไป “เดี๋ยวฉันขอตัวไปต้อนรับแขกก่อนนะคะ”

“นั่งด้วยกันก่อน สามทุ่มค่อยกลับก็แล้วกัน ฉันไม่อยากเป็นจุดสนใจ” ธีรเดชยิ้มให้หินและเพชร ทั้งคู่ก้มโค้งรับตามคำชวน ทั้งหมดนั่งลง ในเวลาไม่นานอาหารขบเคี้ยวก็ถูกเสิร์ฟลงบนโต๊ะ

“หวังว่าในอาหารคงไม่มียานอนหลับนะ” เพชรพูด

“ดูละครมากเกินไปแล้ว” หินแกล้งแซวเพื่อน

พลอยเดินถือไวน์องุ่นเข้ามาหาธีรเดชหลังจากแขกหลายท่านมากันพร้อมหน้าพร้อมตา

“วันนี้คุณมาคนเดียวเหรอคะ” พลอยถาม

“คุณก็เห็นอยู่ว่าผมมากันสามคน หรือคุณเห็นว่าบอดี้การ์ดพวกนี้ไม่มีตัวตน” ธีรเดชฉีกยิ้ม

“เอ่อ เปล่าค่ะ ฉันหมายถึงคู่หมั้นของคุณไม่มาด้วยเหรอคะ” พลอยรู้สึกถึงความนัยของธีรเดชจึงพูดปัดออกไป

“เดี๋ยวเธอมาที่หลัง เรามากันคนละทาง”

“นี่เป็นไวน์ที่ฉันบ่มเพาะมานาน อยากจะให้คุณลองชิมว่ารสชาติดีพอที่จะส่งออกได้ไหม” พลอยพยายามเปิดจุกขวดด้วยที่เปิดอย่างทุลักทุเล ธีรเดชเห็นอย่างนั้นจึงยื่นมือออกไป

“มาเดี๋ยวผมเปิดให้ กดแล้วก็หมุนสี่ห้ารอบให้ได้ในระยะที่ค้ำตรงกับปากขวด แล้วกดที่ค้ำเข้าไป แล้วก็ดึง” ธีรเดชใช้เวลาเปิดเพียงสองนาทีก็สำเร็จ เขาเดินอ้อมไปรินไวน์ใส่แก้วที่อยู่ตรงหน้าเธอแล้วจัดแจงให้กับทุกคน “คุณก็ทานด้วยสิ เพชรและหินด้วย จะได้ช่วยวิจารณ์” พลอยรู้สึกอึดอัดเมื่อหินและเพชรนั่งร่วมโต๊ะแทนที่จะยืนคุ้มกันเหมือนทุกครั้ง

“อร่อยดีนะ” หินดื่มอย่างไม่ประณีตเหมือนกับน้ำเปล่าต่างจากเพชรและธีรเดช

“รสชาติกำลังดี แต่รู้สึกบาดคอนิดหน่อย” เพชรตอบ

“ผมก็คิดเหมือนเพชร” ธีรเดชคนน้ำในแก้วไวน์ด้วยการหมุนข้อมือ

“ไม่เห็นบาดตรงไหนเลย” หินวางแก้วลงบนโต๊ะ

“ต่อให้นายกินกระดาษทรายยังไม่รู้รสเลย” เพชรแกล้งเย้าเพื่อน เป็นเวลาเดียวกันกับที่เอยเดินเข้ามา

“เชิญนั่งครับคุณเอย” เพชรลุกให้นั่งข้างธีรเดชแล้วย้ายตัวเองไปยังเก้าอี้ถัดไป

ธีรเดชเงยหน้ามองผู้หญิงตรงหน้า วันนี้เธอแต่งหน้าอ่อน เดรสกระโปรงบานสีฟ้าอ่อนทำให้ดูน่ารักแปลกตาสำหรับคู่หมั้น

“มองตาไม่กะพริบเลยนะนายเรา” เพชรพูดธีรเดชจึงละสายตาหันมองไปทางอื่น

เอยนั่งลงข้างคู่หมั้นอย่างไม่รังเกียจ

“คุณพลอย นี่เอยครับเป็นคู่หมั้นผม เอย คุณพลอยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทชิปปิ้ง”

“สวัสดีค่ะ” เอยยิ้ม

“สวัสดีค่ะ เคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เพิ่งเห็นตัวจริงวันนี้ แฟนคุณน่ารักดีนะคะ” พลอยแสร้งยิ้มจริงใจแต่ก็ใช้ไม่ได้ผลกับเอย

“ขอบคุณค่ะ” เอยกอดแขนธีรเดชแสดงความเป็นเจ้าของ ผู้ถูกกระทำจึงใช้มืออีกข้างจับมือเธอแล้วยิ้ม

เอยขมวดคิ้วมองธีรเดชพยายามดึงแขนตัวเองออกแต่ก็ไม่อยากให้เป็นพิรุธเลยปล่อยไว้อย่างนั้นก่อน

“ที่รัก ลองดื่มไวน์ของคุณพลอยสิ รสชาติใช้ได้เลยนะ เป็นสินค้าใหม่”

“เดี๋ยวฉันไปเอาแก้วมาให้นะคะ” พลอยทำท่าจะลุกธีรเดชจึงห้ามเอาไว้

“ไม่ต้องหรอกครับ แฟนกันกินแก้วเดียวกันได้”

“เอ่อค่ะ” พลอยตอบอย่างสุภาพทั้งที่ในใจอยากกรี๊ดให้ลั่นงาน

ในขณะที่สนทนากันอยู่นั่นเอง เพชรก็สังเกตเห็นอาการของหินท่าทางหอบเหมือนหายใจไม่ออก

“เป็นอะไรหรือเปล่าหน้าซีด” เพชรทัก

“หิน ทำไมนายตาบวมปากเจ่อแบบนั้น” ธีรเดชมองหินซึ่งนั่งอยู่ข้างซ้ายของเขา

“ไม่เป็นไรครับนาย รู้สึกหายใจติดขัดนิดหน่อย” หินจับอกตัวเองเหงื่อท่วมตัว

“เพชร พาหินไปโรงพยาบาลก่อน”

“ไม่เป็นไรครับนาย เดี๋ยวก็หาย” หินแสดงอาการอ่อนเพลียขัดแย้งกับสิ่งที่พูด

“ให้หมอตรวจก่อน ถ้าไม่เป็นอะไรมากถือว่าโชคดี” เอยช่วยพูด

“เดี๋ยวผมให้พวกที่บ้านมาคุ้มกันนายแทนนะครับ ผมกับหินจะได้สบายใจ”

“ไม่ต้องเรียกใคร ผมจะไปด้วย คุณพลอย เดี๋ยวผมต้องไปก่อน ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ธีรเดชกับเพชรช่วยกันพยุงร่างใหญ่ให้ลุกขึ้น ส่วนเอยรีบเก็บของทั้งหมดเตรียมออกไป

“ไม่เป็นไรค่ะ รีบไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ” พลอยแสดงท่าทางตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“อาการเป็นยังไงช่วยโทรบอกฉันด้วยนะคะ” พลอยเดินมาส่งที่รถ

ธีรเดชพยักหน้ารับคำก่อนที่จะพาหินนั่งเบาะหลังแล้วอ้อมไปขับรถโดยมีเอยนั่งอยู่ข้างคนขับ

 

โรงพยาบาล

บุรุษพยาบาลเข็นเตียงมารับทันทีที่รถจอด เพชรและธีรเดชช่วยกันยกชายร่างใหญ่ขึ้นนอน แล้วเข็นเตียงเข้าไปในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน

“ญาติผู้ป่วยรอข้างนอกก่อนครับ” บุรุษพยาบาลพูด

ธีรเดชและเพชรจึงรออยู่นอกห้อง ส่วนเอยเดินตรงเข้าไปในห้องบัตรแล้วเข้ามานั่งข้างเพชร

“ญาติ คุณอัคนี สายเลียบ เชิญเข้าพบที่ห้องฉุกเฉินค่ะ” เสียงประกาศดังขึ้น

ธีรเดช เอย และ หิน รีบเข้าไปข้างใน

“คนไข้แพ้อาหารนะครับ หมอได้ฉีดยาเอพิเนฟรีนไว้แล้ว ต้องแอดมิตโรงพยาบาล รอดูอาการก่อนสักระยะ” หมอพูดก่อนที่จะเขียนบางอย่างลงบนเอกสารที่อยู่ในแฟ้ม

“ขอบคุณครับคุณหมอ” ธีรเดชยกมือไหว้เช่นเดียวกับเอยและเพชร

 

ในห้องพักผู้ป่วย

“หินอยู่ในมือหมอแล้วคงไม่เป็นไรเดี๋ยวผมไปส่งคุณเอยกับนายก่อนดีกว่าครับ” เพชรพูดในขณะที่หินหลับสนิทแล้ว

“ไม่เป็นไร นายอยู่ที่นี่แหละ ฉันดูแลตัวเองได้ แต่หินคงต้องการใครอยู่ข้าง นี่สี่พันเอาไว้เวลาซื้อของไว้ใช้ในโรงพยาบาล” ธีรเดชหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อ แล้วยิ้มพลางตบบ่าลาเพชร

“ขอบคุณครับนายถ้าหินรู้มันคงดีใจ ผมจะช่วยดูจนกว่าญาติของหินจะมา แล้วจะรีบกลับไปทำงานครับ”

“ไม่ต้องรีบก็ได้”

“ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวผมตกงาน” เพชรยิ้มส่วนเอยเปิดประตูรอเพราะรู้สึกง่วงเต็มที

“ไปเถอะ ฉันง่วงแล้ว”

 

ธีรเดชขับรถจนถึงหน้าคฤหาสน์ หลังจากเขาหันไปมองเอยที่นอนหลับสนิทอยู่เบาะหลัง ก่อนที่จะลุกไปเปิดประตูอุ้มเอยขึ้น

ธีรเดชวางเอยไว้บนเตียงนอน ลูบหัวเอยที่หลับสนิทอย่างเอ็นดูก่อนที่จะกลับห้องของตัวเอง

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยลงมาทานข้าวเช้าพร้อมกับธีรเดช เพราะถูกพ่อบังคับให้ลงมาทานข้างล่าง ไม่ให้ทานในห้องนอนเหมือนเคย

“เมื่อคืนฉันขึ้นมานอนในห้องได้ยังไง” เอยพูดหลังจากทานข้าวเสร็จ

“เมื่อคืนเธอคงจะง่วงมากสิ เลยไม่รู้ตัว” ธีรเดชตักข้าวเข้าปากเมื่อพูดจบ

“ก็มันเลยเที่ยงคืนแล้ว ใครจะไปทนไหว” เอยจิบน้ำ

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มดื่มน้ำหลังจากทานเสร็จเรียบร้อย แล้วหยิบเสื้อนอกมาใส่ก่อนที่จะเดินออกไป

“นายยังไม่ตอบเลย” เอยเดินตามมาจนถึงรถ

“ฉันแค่อุ้มเธอขึ้นไปนอนเอง” ธีรเดชนั่งรถทันทีที่คนขับเปิดประตูให้

“นี่นายถือดียังไงมาอุ้มฉัน” เอยนั่งข้างธีรเดช ส่วนคนขับก็ปิดประตูแล้วออกรถ การสนทนาของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไป

“ถ้าฉันไม่อุ้มแล้วใครจะอุ้ม”

“ปลุกฉันก็ได้” เอยอารมณ์เสีย

ตรู๊ด! ตรู๊ด!

“สวัสดีครับ” ธีรเดชรับโทรศัพท์

/ “สวัสดีค่ะคุณธีร์ นี่พลอยเองค่ะ ต้องขอโทษที่โทรมาแต่เช้า” /

“คุณพลอยนี่เองมีอะไรครับ” ธีรเดชพูดทั้งที่สายตายังคงมองเอยอยู่

/ “คุณหินเป็นยังไงบ้างคะ” /

“แพ้อาหาร ตอนนี้แอดมิตอยู่โรงพยาบาลครับ แต่อาการไม่น่าห่วงคุณพลอยสบายใจได้” ธีรเดชหันไปมองด้านนอกกระจกรถ

/ “ยังไงพลอยก็ไม่สบายใจ คุณหินอาจจะแพ้ไวน์ที่ชิมก็ได้” /

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณพลอยเลยครับ หินนอนอยู่โรงพยาบาลเทพนคร หินคงดีใจที่คุณเป็นห่วงเขา” ธีรเดชยิ้มก่อนที่จะวางสาย

“ไม่ไปรับเขาเลยล่ะ” เอยพูดทันทีที่มีโอกาส

“ไม่หรอก ฉันกลัวคู่หมั้นหึง” ธีรเดชยิ้ม

“ฉันไม่ได้หึงสักหน่อย ออกจะสนับสนุนซะด้วยซ้ำ”

 

มหาวิทยาลัย ในเวลาเย็น

เอยนั่งทำการบ้านบนม้านั่งประจำ

“เดี๋ยวนี่เธออารมณ์เสียบ่อยจัง คุณสามีทำอะไรให้ไม่พอใจเหรอ” มิ้นยิ้มแล้ววางแก้วลงบนโต๊ะ

“ตาขี้เก๊กไม่ใช่สามีฉันสักหน่อย”

“แต่พวกเธอก็ถูกพันธนาการจากคนที่รักเหมือนกันนี่ คุณนาวาคงดีใจถ้าเธอกับคุณธีรเดชคบกันได้”

มิ้นดื่มน้ำไปหนึ่งอึก

“ฝันไปเถอะ ในใจของฉันมีแต่พี่น้ำคนเดียว”

“จริงเหรอ แล้วพี่วินล่ะ เอาไปทิ้งไว้ไหน”

“ฉันไม่เคยทิ้ง แต่กองไว้ตรงนั้นเลยต่างหาก”

“ว้า… อย่างนี้พี่วินก็เสียใจแย่เลย มานั่นแล้วไง” มิ้นมองหนุ่มหน้าใสผิวขาวกำลังเดินเข้ามา

“พี่ขอนั่งด้วยคนนะ” วินยิ้มทัก

“ได้สิคะ เดี๋ยวนี้เจอพี่วินบ่อยจังเลยนะคะ” มิ้นยิ้มแล้วมองเอยซึ่งส่งสัญญาณคล้ายกับว่าไม่อยากให้เพื่อนอนุญาต

“เอยทำการบ้านอยู่เหรอ ให้พี่ช่วยไหม”

“ช่วยไปไกลๆ เลยจะดีกว่า”

“ไม่ต้องตกใจหรอกพี่วิน เอยมันผีเข้าผีออกแบบนี้แหละ รถมารับแล้วมิ้นไปก่อนนะ” มิ้นยิ้มลาก่อนที่จะลุกขึ้นจากไป

วินนั่งรอคนมารับเป็นเพื่อนเอย แล้วหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาทำงานส่งอาจารย์

“นายไม่คิดจะไปไหนเหรอ” เอยถาม

“พอดีเหลืออีกหนึ่งคาบ รู้สึกเบื่อๆ ไม่รู้จะไปไหน”

“แล้วแต่” เอยพูดจบก็ทำงานต่อ

เวลาผ่านไปนานจนเอยรู้สึกหงุดหงิดจึงโทรไปหาคู่หมั้น

/“สวัสดีค่ะ”/ เสียงปลายสายพูดทำให้เอยต้องสำรวจหน้าจอมือถือว่าหมายเลขถูกต้องหรือไม่

‘นี่คงจู๋จี๋อยู่กับผู้หญิงสินะ เลยมารับฉันช้า’ เอยคิดก่อนที่จะเอ่ยเสียงเข้ม

“ขอสายคุณธีรเดชหน่อยค่ะ”

/ “คุณธีรเดชพาคุณเพชรไปโรงพยาบาลค่ะ” /

“นายเพชรเป็นอะไร” เอยตกใจจนวินละสายตาหันมามองเอย

/ “พอดีท่อนเหล็กที่พิงไว้ตกถูกขาตอนไปดูงานก่อสร้างกับคุณธีร์” /

“ขอบคุณค่ะ” เอยวางโทรศัพท์ลงเมื่อพูดจบ

“ใครเป็นอะไรเหรอ”

“ไม่มีอะไร” เอยพูดจบก็ยกมือถือขึ้นต่อสายไปหาคนขับรถทันที

“ตอนนี้คุณลุงอยู่ไหนคะ” เอยพูดทันทีที่มีคนรับ

“ใกล้ถึงแล้วครับคุณเอย”

“ค่ะ” เอยวางสายแล้วเก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋า เป็นเวลาเดียวกันกับรถสีดำคันยาวเข้ามาจอด

“จะไปแล้วเหรอ”

“อือ ขอบใจนะที่นั่งเป็นเพื่อน” เอยเดินไปเปิดประตูรถแล้วหันมาพูดกับวิน

 

รถแล่นออกจากมหาวิทยาลัยไปสักพักคนขับจึงถามเอย

“คุณเอยจะกลับบ้านก่อนหรือจะไปโรงพยาบาลครับ”

“ไปโรงพยาบาลสิ พี่เพชรเป็นอะไรมากหรือเปล่า”

“หลังจากเกิดเรื่องลุงก็รีบไปโรงพยาบาล แล้ววนกลับมารับคุณเอย ลุงเลยไม่รู้ว่าเป็นยังไงแต่ดูจากภายนอกแล้วขาอาจจะหัก” คนขับรถพูดเสียงเครียด

“มันเกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง” เอยเอามือทั้งสองข้างจับเบาะด้านหน้า

“อันที่จริง เหล็กพวกนั้นล้มใส่คุณธีร์ เพชรสังเกตเห็นเลยช่วยไว้ได้ทัน บางทีอาจจะเป็นฝีมือของใครบางคน”

เอยนึกถึงตอนถูกกราดยิงโดยมือปืน พวกนั้นคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ และถ้าเป็นอย่างที่ลุงขับรถพูดจริงก็เป็นไปได้มากกว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนในบริษัท

 

เมื่อรถแล่นมาถึงโรงพยาบาล ลุงคนขับรีบโทรศัพท์หาเพชรจึงทราบว่าพวกเขาพากันมาเยี่ยมหิน

เอยเปิดประตูเข้าไปเห็นพลอยกับธีรเดชกำลังยืนใกล้กัน เมื่อคนภายในห้องมองคนที่เดินเข้ามาจึงรู้ว่าเพชรกำลังนั่งอยู่บนรถเข็นโดยมีธีรเดชยืนจับรถเข็นอยู่ เธอเข้าไปนั่งยองคุยกับเพชรด้วยความเป็นห่วงทำให้พลอยเดินหลบออกไปอยู่อีกฝั่งของเตียง

“พี่เพชรเป็นยังไงบ้าง เจ็บไหม” เอยมองตัวเพชรซึ่งเลอะฝุ่นไปทั้งตัว สิ่งที่ใหม่บนตัวเขามีเพียงเฝือกสีขาวที่พันจากเท้าถึงเข่า

“นิดหน่อย ไกลหัวใจตั้งเยอะ” เพชรยิ้ม

“แล้วเราล่ะไม่เห็นถาม” หินแกล้งงอน

“อย่าน้อยใจไป เอยก็ห่วงทั้งคู่นั่นแหละ” เอยยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน

“คู่หมั้นของคุณมาแล้วเดี๋ยวพลอยกลับก่อนนะคะ” พลอยยกมือไหว้ทุกคนยกเว้นเอย

“คุณจะกลับยังไงในเมื่อคุณมากับผม เดี๋ยวผมให้คุณลุงไปส่งดีกว่า”

“ขอบคุณค่ะ รบกวนแย่เลย”

“ด้วยความยินดีครับ เดี๋ยวผมไปส่ง”

พลอยยิ้มแล้วเดินนำโดยมีธีรเดชเดินตามไปพร้อมกับลุงคนขับ ปล่อยเอยยืนกำหมัดแน่นไม่พอใจ

“หึงล่ะสิ” เพชรเย้า

“ใครว่า พี่เพชรไม่น่าช่วยเลย ปล่อยให้เจ็บซะบ้างก็ดี”

“ให้มันจริงเถอะ” เพชรพูดแล้วมองตาหินอย่างรู้ทัน