บทที่ 6 จัดการ

บทที่ 6 จัดการ

โรงแรม

ท้องฟ้าใกล้มืด รถสีดำคันยาวแล่นเข้าไปยังอาคารจอดรถซึ่งก่อตั้งติดกับโรงแรม

“เป็นอะไรไป เห็นบึ้งตึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” ธีรเดชคว้าแขนเมื่อเห็นเอยกำลังจะลงจากรถ

“ไม่ได้หงุดหงิดอะไรสักหน่อย” เอยทำลอยหน้าลอยตากลับมานั่งตามเดิม

“ก็แล้วไป นึกว่าหึง” ธีรเดชดับเครื่องยนต์

“เปล่าสักหน่อย” เอยลงจากรถเช่นเดียวกับธีรเดชก่อนที่จะเดินนำ

‘เมื่อไรยัยตัวแสบจะเลิกนิสัยแบบนี้นะ’ ชายหนุ่มถอนหายใจ

 

เอยยืนรอลิฟต์ก่อนที่ธีรเดชจะเดินเข้ามา เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เอยจึงเห็นหนุ่มหล่อหน้าขาวยืนอยู่คนเดียว

“วิน!”

“เอย สวัสดีครับคุณลุง” วินเรียกเอยก่อนที่จะยกมือไหว้ธีรเดช

“คราวหลังเรียกชื่อดีกว่านะ ชั้นสิบเอ็ด” ธีรเดชพูดเสียงเรียบพลางเดินเข้าไปในลิฟต์เหมือนกับเอย

“ครับ” วินกดปุ่มตามคำสั่ง

“นายมาที่นี่ได้ยังไง” เอยถามด้วยความสงสัย ถ้ารู้จากมิ้นก็ไม่น่าใช่เพราะเธอก็ยังไม่รู้ว่าเพื่อนจะมาเที่ยวกับพนักงานบริษัท

“จะสืบคนดังอย่างเอยมันจะยากแค่ไหนกันเชียว”

“นายก็พูดเกินไป นี่นายพักชั้นสิบเหรอ” เอยสังเกตปุ่มกดเรืองแสงตรงหน้า

“ต่างกันชั้นเดียวอย่างกับนัดกันไว้” ธีรเดชยิ้มเบาด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย สายตามองตัวอักษรที่กำลังวิ่งไปชั้นต่อไปเรื่อยๆ ราวกับว่าอยากจะออกจากลิฟต์ไวๆ

“แหม ผมจะรู้ได้ยังไงว่าพวกคุณจะเช็คอินห้องไหน มันคงจะเป็นพรหมลิขิตนะครับ ถึงชั้นแล้ว ไปล่ะนะ แล้วพี่จะไลน์ไปหา” วินยิ้มแล้วออกจากลิฟต์ไป

“ได้คิดว่าฉันนัดนายวินมาที่นี่เหรอ” เอยกอดอกขมวดคิ้วเมื่อลิฟต์ปิด

“ทำไมฉันจะคิดแบบนั้นไม่ได้” ธีรเดชเดินออกจากลิฟต์เมื่อถึงจุดหมาย

“อย่าบอกนะว่านายกำลังหึงฉันน่ะ” เอยเดินตามออกมาคาดคั้น

“ไม่รู้สิ แต่ที่รู้ๆ ฉันไม่ชอบใจ แต่ถ้าเธออยากรู้ว่าฉันคิดยังไงก็เข้ามาในห้องด้วยกันสิ ฉันจะได้พิสูจน์ความจริง” ธีรเดชไขกุญแจเปิดประตูห้อง แล้วหันไปมองเอยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ

“ตาบ้า” เอยรีบถอยแล้วหันไปเปิดห้องตัวเองแล้วรีบเข้าไปก่อนจะปิดประตู

 

ภายในห้องของโรงแรมเครื่องเรือนทำด้วยไม้สีน้ำตาลอ่อน

ธีรเดชเปิดไฟเปิดแอร์วางของในกระเป๋าเสื้อและกางเกงของตัวเองลงบนที่นอนสีขาวก่อนที่จะล้มตัวลงบนเตียง

ตรู๊ด!

“เพชร”

เสียงเรียกเข้ามือถือดัง ธีรเดชรีบควานหาจับโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อแล้วกดรับสาย

/“เดทเป็นยังไงบ้างครับคุณผู้ชาย”/ ปลายสายพูดทันที

“น้ำเสียงร่าเริงแบบนี้ท่าทางขาของนายคงจะหายดีแล้วสินะ”

/“โหย..นาย ผมไม่ได้ใช้ขาพูดสักหน่อย แล้วเป็นยังไงบ้าง”/ เพชรพูดอย่างคนสนิทสนม แน่นอนล่ะ เพราะแต่ก่อนเขาก็เป็นบอดี้การ์ดเหมือนกัน เส้นคั่นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจึงแทบจะไม่มี แต่ก็ยังคงเหลือความเคารพดังเช่นแต่ก่อน

“ยุ่ง”

/“เอาน่านายเล่ามาเถอะ คิดจะมีเมียเด็กมันก็ต้องเหนื่อยกันหน่อยผมจะบอกเคล็ดลับให้เอาไหม”/

“เคล็ดลับอะไร”

/ “ในระหว่างที่นายวินไม่อยู่ นายก็ใช้โอกาสนี้รวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัวคุณเอยซะเลยดีไหมครับ” /

“จะบ้าหรือไงลูกเขามีพ่อมีแม่ แล้วก็นายวินก็มาอยู่นี่แล้วด้วย”

/ “วินก็อยู่ที่นั่นด้วย!  รุกหนักมาก นายก็ต้องระวังคุณเอย อย่าให้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง เกาะติดคุณเอยได้ยิ่งดี” / ปลายสายตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะเบาเสียงลง

“เพชรคิดว่าวินจะทำอะไรเอย”

/ “ทำไม่ทำไม่รู้ แต่ที่แน่ นายนั่นต้องทำคะแนนชัวร์ อันที่จริงผมอยากบอกนายมานานแล้วว่า นายต้องเข้าไปในโลกของคุณเอยบ้าง” /

“นายหมายถึงอะไร” ธีรเดชขมวดคิ้วลุกขึ้นนั่ง

/ “นายครับ เด็กสมัยนี้เป็นเด็กที่โตมากับเทคโนโลยี นายก็ลองเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเช่นพวกเฟสบุ๊ก ไลน์ นายก็ควรจะหัดเล่นนะ” /

“เล่นแล้วจะได้อะไร ไร้สาระ” ชายหนุ่มสายหน้า

/ “นาย โลกหมุนไปทุกวัน ประโยชน์มันก็มี นายรู้เปล่า ในเฟสบุ๊กสามารถกำหนดสถานะการเป็นแฟนกันได้ด้วย นายต้องขอเป็นแฟนแล้วให้คุณเอยกดรับ ลองดูนะนาย” /

“มันทำได้ขนาดนั้นเลยหรอแล้วมันทำยังไง”

/ “ถามอากูเกิลเลยบอกทุกเรื่อง อย่าลืมนะนาย อยู่ใกล้ๆ คุณเอยเข้าไว้” / ปลายสายวาง ธีรเดชจึงใช้เวลาครุ่นคิด

จริงสิ เมื่อครู่เห็นว่าจะส่งไลน์หากัน ถ้าพวกเข้าส่งข้อความไปนัดกันข้างนอกเขาจะทำยังไง ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันโอกาสที่จะขัดขวางไม่ให้พบกันมันก็ยิ่งยากมากขึ้น

“ไม่น่าจองห้องให้ยัยตัวแสบเลย”

 

ทางด้านเอย

‘กริ้ง!’

“นายมีธุระอะไรมิทราบ” เอยเปิดประตู

“ให้ฉันเข้าไปหน่อยสิ”

“จะบ้าเหรอนายเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิง จะอยู่ในห้องสองคนได้ไง นายไปเถอะ ฉันอยากพักผ่อน”

“ถ้างั้นหนึ่งทุ่มเราไปกินข้าวกัน สองคนนะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย” ธีรเดชยิ้ม เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงคงไม่เพียงพอให้สองคนนั้นนัดพบกัน

“ได้สิ” เอยปิดประตูก่อนที่จะล้มตัวลงนอนบนเตียงสีขาว

 

ร้านอาหารริมทะเล ซึ่งอยู่ข้างโรงแรม

เสียงน้ำทะเลปะทะชายหาด เอยกับธีรเดชนั่งทานอาหารในร้านเรือนไม้

“นายมีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยกับฉัน” เอยพูดก่อนที่จะตักผัดฉ่าเข้าปาก

“เอย คือ…เธอ…ช่วยสมัครเฟสสมัครไลน์ให้ฉันหน่อยสิ” คำพูดอ้ำอึ้งของธีรเดชทำให้เอยต้องหยุดกินและตั้งใจฟังเขา แต่เมื่อชายหนุ่มพูดจบเธอจึงรู้สึกผ่อนคลาย

“เรื่องแค่นี้เอง ทำอย่างกับจะคุยเรื่องปัญหาระดับชาติ เอามือถือมาสิ” เอยหงายมือชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงมาให้

“ปลดล็อกด้วย” เอยทำท่ายื่นมือถือคืนแต่ชายหนุ่มกลับบอกรหัสแทนเธอจึงดึงมือกลับ

“ตัวเอ็นใหญ่”

“นายจะใช้ชื่อว่าอะไร แต่ฉันว่านายควรใช้ชื่ออื่นนะ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด” เอยพูดพลางกดมือถือ

“มิสเตอร์ที นาวากรุ๊ป ละกัน” ธีรเดชใช้ความคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบ

เอยใช้เวลาตั้งค่าและสมัครสิบนาทีแล้วยื่นมือถือคืนเจ้าของ

“เธอเป็นแฟนฉันได้ไหม ฉันหมายถึงแฟนในเฟสน่ะ”ธีรเดชถาม

“คงไม่ได้ ก็นายไม่ได้เป็นแฟนฉัน” ธีรเดชแสดงสีหน้าผิดหวังแต่ก็แสดงสีหน้าดีขึ้นหลังเอยพูดจบ

“หวังว่าจะไม่มีใครขึ้นสถานะแฟนกับเธอนะ”

“นายกลัวฉันจะทำให้นายเสียชื่อเหรอ ฉันไม่สิ้นคิดอย่างนั้นหรอกน่า” เอยทานได้สักพัก พลอยก็เดินเข้ามา

“สวัสดีค่ะคุณธีรเดช มาทานร้านนี้ด้วยหรือคะ ไม่เห็นชวนพลอยมาเลย”

“ทานด้วยกันสิครับ” ธีรเดชชวนนั่งตามมารยาท

“พลอยไม่เกรงใจนะคะ” พลอยนั่งลงบนเก้าอี้ข้างธีรเดช เอยแอบไม่พอใจ ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายจะมา ที่ตรงนั้นไม่มีทางว่างแน่

“คุณพลอยมาคนเดียวหรือครับ ทำไมไม่ชวนเพื่อนมาด้วย”

“พอดีเพื่อนพลอยมีธุระรีบกลับน่ะค่ะ พลอยกำลังสนุกและไม่อยากเสียค่าที่พักฟรีก็เลยอยู่ต่อ” พลอยยิ้ม

“คุณพลอยสั่งอะไรเพิ่มก็สั่งเลยนะครับ” ชายหนุ่มพูด เอยรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันขอตัวก่อนนะ พอดีฉัน…ฉันปวดท้องน่ะ ขอตัวนะคะ” เอยลุกขึ้น

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” ธีรเดชรู้สึกเป็นห่วง

“นายอยู่กับคุณพลอยเถอะ” เอยเดินออกไปอย่างรวดเร็วทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอแกล้งป่วยหรืออาจจะกำลังหึง

 

@

‘เชอะ ทำมาเป็นขอแฟนในเฟส เดี๋ยวก่อน! ถ้าเราออกมาแบบนี้ยิ่งเข้าทางสองคนนั้นไปกันใหญ่ กลับดีกว่า แต่ ทำไมฉันจะต้องสนใจสองคนนั้นด้วย’ เอยเดินออกมาสักพักก่อนที่จะหยุดทำท่าจะเดินกลับแต่ก็เปลี่ยนใจหมุนตัวกลับที่เดิมจึงพบกับวิน

“เอย ทำไมไม่ตอบไลน์” วินในชุดเสื้อยืดแขนยาวสีเขียวกางเกงยีนขายาวเดินเข้ามาทักทาย

“พอดีฉันยังไม่ได้ซื้อสัญญาณอินเตอร์เน็ตน่ะ” เอยพูดแต่กลับมีเสียงข้อความแชทดังขึ้น

‘ติ้ง!”

“ว่าไง แล้วเสียงเมื่อกี้ล่ะ”

“ก็…” เอยพูดกับวิน โดยที่ไม่รู้ว่ามีคนเดินตามมา

 

@ทางด้านธีรเดช

“ที่แท้ นัดกับนายวินนี่เอง” ธีรเดชเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างไม่พอใจ

“เป็นอะไรไปคะ ดูหงุดหงิดจัง” พลอยถาม

“น้องขอเหล้าหน่อย ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องครอบครัวน่ะ” ธีรเดชเรียกเด็กเสิร์ฟก่อนที่จะตอบคำถาม

“ถ้ามีอะไรให้พลอยช่วยก็บอกได้นะคะ” พลอยยิ้มอ่อนแต่ในใจแฝงความเจ้าเล่ห์ไว้ ‘พลอยจะช่วยทำให้คุณสบายจนลืมเรื่องครอบครัวไปเลยค่ะ คุณธีรเดช’

 

@ทางด้านเอย

“เอาจริงๆ นะ ฉันไม่ได้ชอบนาย อย่าพยายามเลย ไม่สำเร็จหรอก คนไม่รักก็คือไม่รัก และฉันก็มีแฟนอยู่แล้วด้วย” เอยพยายามพูดให้ชัดเจน

“พี่ไม่เชื่อ ทุกอย่างเปลี่ยงแปลงได้เสมอ แล้วเอยก็ยังไม่มีแฟนด้วย” วินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นายรู้ได้ยังไง” เอยถามทันควัน

“รู้สิ วันที่เราไปเที่ยวกัน ไม่เห็นเขาจะทำท่าขัดขวางเลย ถ้าเป็นแฟนกันจริงก็ต้องมาขวางแล้วสิ” วินอธิบาย ทำให้เอยได้รู้ว่าอีกฝ่ายรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของเธอและคู่หมั้นแต่ไม่ได้พูดออกมา

“ฉันเหนื่อย ขอตัวแล้วกัน” เอยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงรีบเดินเข้าที่พัก

 

เอยใช้เวลาสงบสติอารมณ์ด้วยการดูทีวีในห้องนอนจนรายการจบ เธอหยิบมือถือมาดูเวลาซึ่งผ่านไปหนึ่งชั่วโมง

หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจจึงโทรไปหาแต่ก็ถูกตัดสายทิ้งยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิด จึงเดินไปกดกริ่งห้องข้างแต่ไม่มีคนต้อนรับ

‘หรือว่าตาขี้เก๊กยังไม่กลับห้อง’

 

@ร้านอาหาร

แม้ว่าธีรเดชจะดื่มไปหลายแก้วเขาก็ยังคุมสติได้

พลอยชงเหล้าให้แล้วแอบใส่ยาลงไปในแก้วอย่างแนบเนียน

“ฉันว่าคุณเริ่มเมาแล้วล่ะ”

“พูดเป็นเล่น” ธีรเดชยิ้ม

สาวหวานยื่นแก้วเหล้าให้ธีรเดช อีกฝ่ายทำท่าจะรับมันแต่ไม่ไวเท่าเอย

เอยแย่งแก้วเหล้ามาดื่มจนหมดไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกตะลึงของพลอยและธีรเดช

เอยเห็นเหล้าเหลือครึ่งขวดจึงยกขวดกินเพียวโดยไม่อาศัยโซดาน้ำแข็ง

ธีรเดชเห็นท่าไม่ดีจึงรีบดึงเหล้าออกจากมือเอยทำให้เหล้าบางส่วนหกใส่เสื้อ

“ขอโทษนะครับ ผมขอตัวพาเอยไปพักผ่อนก่อน” ธีรเดชรีบดึงมือเอยออกไปจากที่นั่น

“ค่ะ” พลอยแสร้งยิ้ม แต่เมื่อเห็นทั้งคู่เดินลับตาไปเธอจึงกำหมัดแน่นด้วยความโมโห

“ยัยเด็กบ้า”

 

ธีรเดชดึงแขนเอยพากันออกไปจนพ้นสายตาของคนรู้จัก

“ทำอะไรลงไปรู้ตัวหรือเปล่า” เขาพูดเสียงดัง

“ทำไม ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นเหรอถึงกินได้” เอยสะบัดแขนออกแล้วตะโกนกลับก่อนที่จะรู้สึกเวียนหัว

ธีรเดชเดินเข้าไปประคองโดยที่อารมณ์ยังคงคุกรุ่นอยู่ แต่เอยก็ปัดแขนเขาแต่เดินไม่กี่ก้าวก็ล้มลง

“กินไปขนาดนั้นจะเดินไหวได้ไง” ธีรเดชลดน้ำเสียงลงดึงแขนเอยขึ้น

“ปล่อยฉัน” เอยยังคงขัดขืนแต่แรงน้อยกว่าตอนแรก

“อย่าดื้อเลยน่า” ธีรเดชเข้าไปอุ้มเอย

“ปล่อยฉัน”

 

ธีรเดชหยุดตรงหน้าห้องเอยก่อนที่จะควานหากุญแจห้องจากกระเป๋าเสื้อนอกของหญิงสาว เขาเข้าไปในห้องวางเอยลงบนเตียง

เอยซึ่งอยู่ในอาการสะลึมสะลือคว้าหมอนเข้ามากอด

ธีรเดชหันไปดูตู้เสื้อผ้าซึ่งทำด้วยไม้สีน้ำตาลอ่อนสร้างทะลุเข้าไปในกำแพงซึ่งถ้ามองจากภาพนอกก็เหมือนกับประตูหนึ่งบาน

ชายหนุ่มพบเสื้อผ้าของเอยแขวนเอาไว้ จึงเลือกเสื้อยืดมาหนึ่งตัว

เขาเอาหมอนข้างออกจากตัวเอย ถอดเสื้อนอกออกก่อนที่จะปลดกระดุม

“ทำไมมันร้อนแบบนี้นะ” เอยพูดทำให้ธีรเดชหยุดชั่วครู่

‘ยัยบ้าเอ้ย มีใครพูดแบบนี้กับผู้ชายที่กำลังจะถอดเสื้อของตัวเองกัน’ ชายหนุ่มคิดแล้วใช้มือสั่นเทาปลดกระดุมต่อ เขาปาเสื้อลงบนตะกร้าหวาย

โชคดีที่เอยใส่เสื้อกล้ามข้างใน แต่มันก็ยังคงเปียกจึงจำเป็นต้องถอดออก

ธีรเดชถอดเสื้อเอยช้าๆ ดวงตาของเขาสั่นไหว มองใบหน้าหญิงสาวที่กำลังนอนหลับสายคนสติเลือนรางขยับตัวไปมาเหมือนคนนอนดิ้นเล็กน้อย ไม่อยากจะเชื่อว่า ยัยเด็กแสบก็มีมุมเซ็กซี่เหมือนกัน

ธีรเดชถอดเสื้อกล้ามสำเร็จแล้วรีบหันไปหยิบเสื้อที่วางเตรียมไว้

“ตาขี้เก๊ก นายจะทำอะไรฉัน” เอยพูดด้วยน้ำเสียงเบาคล้ายคนไม่มีแรงพูด

“ถ้าฉันจะทำก็ทำไปนานแล้ว ยัยเด็กแสบ” ชายหนุ่มช้อนตัวเอยขึ้นเพื่อใส่เสื้อสวมหัวและแขนทั้งสองข้าง

“ใช่สิ เพราะฉันไม่อ่อนหวานเหมือนคุณพลอย” เอยนอนส่ายหัวไปมาด้วยอาการวิงเวียน แล้วลุกขึ้นนั่งกุมขมับทำท่าจะเดินไปห้องน้ำ ธีรเดชจึงรีบประคอง

“ฉันเดินเองได้” เอยใช้แรงขัดขืนเล็กน้อยจึงไม่เป็นผล

“ยัยบ้า ดูสภาพตัวเองซะก่อน มาให้ฉันช่วยดีกว่า” ธีรเดชพาเอยเข้าห้องน้ำสำเร็จ เธออ้วกใส่โถส้วมจนหมดไส้หมดพุง โดยมีคู่หมั้นคอยถูหลังให้

 

สายวันรุ่งขึ้น เอยตื่นพร้อมกับอาการปวดหัวเธอควานหามือถือเพื่อดูเวลาก่อนที่จะนอนต่อ แต่ก็เปลี่ยนใจลืมตาขึ้น เธอจำได้ว่าธีรเดชพาเธอมาที่ห้องแล้วเปลี่ยนเสื่อผ้าให้

เอยดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง

“ตื่นแล้วเหรอ” ธีรเดชเข้ามาในห้องพร้อมกับถุงข้าวต้มในมือ

“นาย! เมื่อคืนนายทำอะไรฉันหรือเปล่า”

“หมายถึงอะไร”

“นี่นาย อย่าให้ฉันพูดได้ไหม” เอยขึ้นเสียง

“ก็ทำหลายอย่างนะ” ธีรเดชเข้ามาวางของบนโต๊ะ

“นี่นาย!” เอยขมวดคิ้ว

“โกรธอะไร ที่จริงเธอต้องขอบคุณฉัน ทั้งพาเข้าห้องน้ำ ทั้งเช็ดตัว หาน้ำให้กินอีก ถ้ากินแล้วเมาขนาดนี้ไม่ต้องกินดีกว่า” ธีรเดชหันไปจัดอาหารใส่จาน อันที่จริงเขาจูบหน้าผากเธอด้วยแต่ไม่บอก

“สรุปว่า…” เอยรีบเข้าไปในห้องน้ำสำรวจตัวเอง แล้วออกมายิ้มอย่างสบายใจ

“กินข้าวได้แล้ว”