บทที่ 8 ความแตก

บทที่ 8

ความแตก

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยนั่งฟุบกับโต๊ะ ส่วนมิ้นกำลังนั่งเล่นมือถือรออาจารย์ท่ามกลางเสียงจอแจภายในห้องเรียน

“ฉันอิจฉาแกจังเลย ไม้เป็นน้องรหัสกับพี่วิน” เสียงเพื่อนในห้องลอยมากระแทกหูมิ้น เธอจึงละสายตาแล้วหันไปมอง เห็นเพื่อนสาวกระโปรงสั้นสองคนนั่งเก้าอี้หันหลังให้เพราะกำลังสนใจผู้พูดที่โบกกระดาษอยู่ในมือคล้ายพัด

“ใช่พี่วินที่เป็นเดือนไหม” อีกคนพูดเสริม

“ใช่แล้ว แหม…ตอนไปฉันนี่นะเขินมากเลย นี่นะ กลิ่นเหงื่อยังติดกระดาษอยู่เลย” ผู้พูดใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถือกระดาษเอสี่ขึ้นมาดม

“เอยตื่น” มิ้นเขย่าตัวเอยทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัว รีบนั่งตัวตรงก่อนที่จะหันซ้ายหันขวา

“ครูมาแล้วเหรอ” เอยหน้าเหวอ

มิ้นยกนิ้วป้องปากให้เพื่อนหยุดพูด แล้วชี้ไปยังกลุ่มที่กำลังพูดคุยเรื่องวินอย่างสนุกสนานราวกับว่าให้หยุดฟังจนได้ใจความว่า วินเป็นพี่รหัสของผู้หญิงคนนั้น

“เอย เธอว่าปีนี้มีพี่รหัสที่มีน้องรหัสสองคนหรือเปล่า” มิ้นถาม

“ไม่นะ ก็รุ่นพี่จบปีนี้ก็มีหลายคนอยู่” เอยลุกขึ้นไปหากลุ่มผู้หญิงพวกนั้น

“หื่นนะแก” หนึ่งในนั้นแซวเพื่อนแต่เมื่อเห็นเจ้าของกระดาษมีสีหน้าไม่พอใจทำตาลอยไปมา

“ขอฉันดูกระดาษใบนั้นหน่อยสิ” เอยพูดเสียงแข็ง

“ทำไมฉันต้องให้ดูด้วย พี่วินไม่ใช่ของเธอคนเดียวนะ” ผู้พูดลอยหน้าลอยตาเพราะเข้าใจผิดว่าเอยกำลังจะหาเรื่อง และแอบคิดว่าเอยกำลังหึง

“ใช่ อย่าคิดว่าเป็นผู้ถือหุ้นของวิทยาลัยถึงจะทำอะไรก็ได้” อีกคนในกลุ่มพูด

เอยรู้สึกไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธ แต่เธอก็อดทนยืนอยู่อย่างนั้นก่อนที่มิ้นจะรีบเดินเข้ามาสมทบ

“เอย พูดกับคนอื่นดีๆ หน่อยสิ เขาไม่ใช่ฉันนะ ขอโทษด้วยนะ เอยมันก็บ้าอย่างนี้แหละ ขอฉันดูหน่อยได้ไหม เพื่อนคนสวย” มิ้นดึงแขนเพื่อน แล้วพูดกับคู่สนทนาด้วยคำพูดไพเราะ

“นี่เห็นว่าเป็นมิ้นนะ” เพื่อนสาวยื่นให้มิ้น

“แกส่งกระดาษให้ครูไปหรือยัง”

“จริงด้วย อยู่ในกระเป๋า” เอยรีบเดินกลับไปค้นกระเป๋าตัวเองแล้วหยิบกระดาษเอสี่ขึ้นมาเทียบ

“ชื่อไม่เหมือนกัน!”

“อะไรของเธอ ชื่อมันจะเหมือนกันได้ยังไง ก็คนละคน” เพื่อนน้องรหัสวินขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“ขอฉันถ่ายรูปหน่อยนะ” มิ้นยกมือถือขึ้นมาถ่ายรายละเอียดในกระดาษ

 

@ ช่วงเวลาเย็น

วินนั่งทำงานใต้ร่มไม้ม้าหินอ่อนหน้าอาคารบริหารพร้อมกับเพื่อนในกลุ่ม เอยเดินลงมาจากอาคารพร้อมกับมิ้น เขายกมือทักแต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจ ยกเว้นมิ้นส่งยิ้มกลับทักทาย

‘จะรีบไปไหนกันนะ’

 

นักศึกษาชายหลายคนกำลังเกาะกลุ่มเล่นฟุตบอลอยู่ที่สนาม หนึ่งในนั้นมองเห็นเด็กผู้หญิงผิวขาวผมสั้นยืนมองพวกเขาจึงเดินเข้าไปหา

“น้องมีอะไรหรือเปล่า” ร่างสูงถามด้วยความอ่อนโยน อาจเป็นเพราะความน่ารักของคู่สนทนาทำให้ต้องพูดจาไพเราะโดยอัตโนมัติ

“พี่รู้จักคนชื่อศักดิ์ชัยที่อยู่ปีสี่ไหม เห็นเพื่อนในห้องบอกมาเล่นฟุตบอลที่นี่บ่อย” มิ้นถามพร้อมกับส่งยิ้มหวาน

“นั่นไง คนดำๆ คนนั้น ไอ้ชัย มีสาวมาหา” นักศึกษาชายยกมือตะโกนเรียกเพื่อนซึ่งกำลังเล่นฟุตบอล เมื่อเห็นหนุ่มผิวเข้มละสายตาจากลูกบอลมามอง เขาจึงชี้ไปที่มิ้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปในกลุ่ม

“น้องมีอะไรกับพี่หรือเปล่า” ชัยวิ่งเข้ามาหามิ้นด้วยความสงสัย

“คือ ฉันก็ไม่ได้มีธุระอะไรหรอก มีคนอยากจะคุยด้วย” มิ้นหันหลังมองเอยซึ่งยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ริมสนามฟุตบอล เมื่อเอยรู้ว่าเพื่อนส่งสัญญาณให้จึงเดินเข้ามา พี่รหัสตัวจริงมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

“นายเป็นพี่รหัสฉันใช่ไหม” เอยถามเสียงแข็ง

“ใช่” ศักดิ์ชัยยักคิ้วเชิดหน้าเล็กน้อย

“นายวินเป็นอะไรกับนาย”

“เป็นเพื่อนร่วมห้องกันธรรมดา ไม่ได้สนิทอะไรมาก มีอะไรจะถามอีกไหม เดี๋ยวเพื่อนพี่รอ” ศักดิ์ชัยพูดด้วยความรู้สึกรำคาญเพราะเขาไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น

“เดี๋ยวพี่ ขอแค่คำถามเดียว พี่รู้หรือเปล่าว่า นายวินแอบอ้างเป็นพี่รหัสเพื่อนฉัน” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้ศักดิ์ชัยลดความกระด้างลง

“อันที่จริง พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าน้องรหัสเป็นใคร พี่ก็เพิ่งมารู้ไม่กี่วันนี่แหละ เพราะวินมันเอาใบมาให้เซ็นก็เลยรู้เรื่อง แค่นี้นะ พี่จะไปเล่นบอลต่อ”

“ขอบคุณค่ะพี่” มิ้นยิ้มก้มโค้งเล็กน้อยด้วยความเคารพ

ศักดิ์ชัยยิ้มรับก่อนที่จะวิ่งไปสมทบกับเพื่อน

“แล้วจะเอายังไงต่อล่ะที่นี้” มิ้นพูดในขณะที่เอยกำลังใช้ความคิด

 

@ ครูสา

ครูสาเดินลงมาจากอาคาร เธอสังเกตเห็นนักศึกษากำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างตื่นเต้นก่อนที่จะพากันวิ่งออกไป ด้วยความสงสัยคุณครูคนสวยจึงรีบสาวเท้าตามเด็กพวกนั้นไป

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ยังจุดเกิดเหตุก็ยิ่งเห็นความผิดปกติ นักศึกษาสาวทั้งแท้และเทียมในมหาวิทยาลัยกำลังให้ความสนใจกับคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้านั่งใต้ต้นไม้

“ดารามาเหรอ” ครูสาถามสาวประเภทสอง

“ยิ่งกว่าดาราอีกค่ะครู คนอะไรหล่อวัวควายตายล้มระเนระนาด” สาวสองยิ้มเคลิ้ม

ครูสามองคนที่ยืนและคนที่นั่งอย่างพินิจพิจารณา เมื่อชายหนุ่มหันหน้าที่แสดงความไม่พอใจออกมาจึงรู้ว่าเป็นคนรู้จัก

ธีรเดชนั่งรอตรงม้าหินอ่อนซึ่งมีเพชรยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ปกติเขามักจะรอข้างในรถ แต่ด้วยความที่ต้องนั่งรอนานเกินไปทำให้เขารู้สึกอึดอัด

“พินัย พินัยใช่ไหม” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ธีรเดชรีบหันกลับไป

“สา” ชายหนุ่มประหลาดใจ ในขณะที่เพชรหันมองคนทั้งคู่ด้วยความสงสัย

“พินัยจริงๆ ด้วย” ครูสายิ้มอย่างดีใจราวกับได้พบคนที่ไม่ได้พบเจอมานาน

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่” ธีรเดชลุกขึ้นยืน

“สามาทำงาน แล้วพินัยมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยเหรอ”

“มารับคู่หมั้น คุณเพิ่งมาทำงานที่นี่เหรอ ทำไมปีที่แล้วผมไม่เห็นคุณเลย”

“สาเพิ่งได้ย้ายมาปีนี้นี่แหละ ยังโกรธสาอยู่เหรอ ทำไมดูห่างเหินจัง” ครูสาหน้าเศร้าเพราะอีกฝ่ายเรียกแทนตัวเองและเธอด้วยสรรพนามที่ห่างเหิน

“เพชรไปรอที่รถก่อน” ธีรเดชหันไปสั่งเพชร ผู้สารโค้งคำนับก่อนที่จะเดินออกไปยืนคุ้มกันอยู่ข้างรถ

“เปล่า ผมไม่ได้โกรธ ผมเข้าใจคุณ เพียงแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“จริงสินะ พินัยมีคู่หมั้น จะทำเหมือนตอนที่เราเป็นแฟนกันได้ยังไง แล้วนี่พินัยยังเป็นตำรวจอยู่หรือเปล่า”

“หลังจากเข้าคุกผมก็ไม่คิดที่จะไปทำอาชีพนั้นอีก”

“หวังว่าพินัยคงไม่ทำอะไรผิดกฎหมายใช่ไหม” สาหันไปมองเพชรในชุดดำยืนพิงรถหรู

“ฮ่าๆ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกน่า” ธีรเดชมองอาการของสาแล้วหัวเราะ

“พินัย สาขอโทษนะ ที่จากไปแล้วไม่ได้บอก แต่เรา ยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม”

“ได้สิ” ธีรเดชยิ้ม

“ขอบคุณนะ” สายื่นมือไปจับธีรเดชเป็นเวลาเดียวกับที่เอยกับมิ้นเดินเข้ามาพอดี

“สวัสดีค่ะ” เอยและมิ้นยกมือไหว้

สาถอนมือจากเอยแล้วรับไหว้

“ครูสา รู้จักคุณธีรเดชด้วยเหรอคะ” มิ้นถามด้วยความสงสัย

“ธีรเดช?” สามองใบหน้าอดีตแฟนหนุ่มก่อนที่จะคิดได้ว่าอาจจะเป็นฉายาของเขา

“ครูเป็นเพื่อนเก่าของพินัย แล้วนี่…” สามองเด็กสองคนก่อนที่จะมองหน้าธีรเดช

“เด็กคนนี้เป็นคู่หมั้นของผมครับ เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ไปได้แล้ว ยัยตัวแสบ” ธีรเดชหันมาเกาะบ่าเอยแล้วพากันไปที่รถ เพชรเปิดประตูรถให้ก่อนที่รถจะแล่นออกไป

“เอยเป็นคู่หมั้นของพินัยเหรอ”

“คุณครูไม่เคยดูข่าวสังคมเหรอคะ”

“ข่าวอะไร” ครูสาถามก่อนที่ทั้งคู่จะสนทนากันโดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนมองอยู่ห่างออกไป

“ศัตรูหัวใจของพี่เพิ่มมาอีกคนสินะ” ริมฝีปากบางบนใบหน้าขาวยิ้ม

 

@ ในรถ

เอยรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของธีรเดชที่ให้กับครูสา และยิ่งไปกว่านั้นชื่อที่ครูสาเรียกก็เป็นชื่อเก่าที่คนในบ้านและคนทั่วไปไม่เคยเรียก

“นายรู้จักกับครูสาได้ยังไง” เอยถามโดยไม่หันมามองหน้าธีรเดช

“หึงเหรอ” ธีรเดชยิ้ม

“เปล่าสักหน่อย” เอยนั่งกอดอก

“อย่างนี้คู่หมั้นก็ไฟเขียวแล้วล่ะสิ ตอนนี้ครูสามีแฟนหรือยังนะ” ธีรเดชแอบมองเอยที่ทำหน้าไม่พอใจแล้วหลุดขำเช่นเดียวกับเพชร

@บริษัทชิปปิ้ง

รถพ่วงหลายคันและตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้จอดวางอย่างเป็นระเบียบ พนักงานช่วยกันขนของใส่ตู้ด้วยความรวดเร็วแข่งกับเวลาก่อนที่จะใช้รถเครนยกสินค้าขึ้นรถ นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่ตัวกลางในจัดส่งสินค้าขนาดใหญ่แล้ว ยังมีอู่ซ่อมบำรุงที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมรถขนส่ง

พลอยมองพนักงานหลายคนกำลังเคร่งเครียดกับการทำงานอยู่ในห้องผ่านกระจกกั้นก่อนที่จะมองจอคอมพิวเตอร์ดูข้อมูลจีพีเอสที่ติดอยู่กับตัวรถ เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าได้เดินทางใกล้ท่าเรือหรือยัง เธอต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเอกสารและเวลาในการส่งสินค้าของลูกค้าคนพิเศษ

ตรู๊ด!

พลอยมองข้อความบนมือถือปรากฏชื่อของคิง

“มีอะไร”

/“ถอดใจแล้วเหรอ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นพี่ไปหาคุณธีรเดชเลย”/

“เปล่าสักหน่อย แค่หมดมุก ก็เขาทำแต่งานและไปรับส่งคู่หมั้น ฉันไม่รู้ว่าจะอ้างอะไรดี” พลอยจดบันทึกใส่สมุด

/“ถ้าหมดมุก ก็ลองเล่นมุกน่าสงสารบ้างสิ อย่าให้ผมสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำเลยนะ”/ คิงวางสาย

พลอยวางปากกาลงก่อนที่จะครุ่นคิด

 

@ คฤหาสน์

ตรู๊ด!

เสียงมือถือดังขึ้นในขณะที่เขากำลังนอนอยู่ ใครกันนะโทรมาหาเขาในยามวิกาล ธีรเดชลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะมองชื่อคนโทรแล้วกดรับ

/“คุณคะ แฟนของคุณกำลังสลบอยู่หน้าร้านช่วยมาที่นี่ได้ไหมคะ”/

“แฟนของผม?” ผู้พูดเลิกตาขึ้นด้วยความแปลกใจ

/“ใช่ค่ะ เห็นบันทึกรายชื่อว่าที่รัก ฉันเลยโทรมา”/

“ครับ ไม่ทราบว่าที่นั่นคือที่ไหนครับ”

 

@ หน้าห้างดัง ย่างสถานบันเทิง

“คุณธีร์จะลงก่อนไหมครับ เดี๋ยวผมไปหาที่จอดรถก่อน” ลุงขับรถพูดขึ้น เมื่อเห็นนายพยักหน้าจึงจอดรถตรงหน้าร้านสะดวกซื้อซึ่งตั้งอยู่ในห้าง แต่มีประตูออกมาด้านนอก ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้าห้างก่อน

“สวัสดีครับ ใช่คนที่คุณโทรตามมาเมื่อกี้หรือเปล่า” ธีรเดชถามในขณะที่เพชรเดินตามหลังมาติดๆ

“ครับ เธอพักอยู่ในห้อง” พนักงานร้านสะดวกซื้อพาเขาไปยังด้านในเห็นพลอยกำลังนอนหลับอยู่

“คุณพลอยครับ” ธีรเดชเดินเข้าไปเขย่าตัว แต่เธอก็ไม่มีท่าทีรู้สึกตัวเลยสักนิด จึงหันไปถามพนักงานของร้านที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“พอดีผมกับเพื่อนมาเข้ากะเห็นเธอกำลังถูกกลุ่มคนโปะยาสลบอยู่ พอผมตะโกนเรียก คนพวกนั้นก็ขึ้นรถตู้หนีไป ผมกะว่าจะพาไปแจ้งตำรวจ แต่เห็นเธอสลบอยู่ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง”

“ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” ธีรเดชมองหน้าเพชรก่อนที่จะหันมามองพลอยซึ่งนอนสลบอยู่เพื่อส่งสัญญาณให้เพชรอุ้มเธอออกไป

เพชรช้อนตัวพลอยขึ้นโดยไม่พูดอะไร พลอยที่แกล้งหลับเข้าใจว่าธีรเดชเป็นคนอุ้มก็ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วกอดเอวเพชร ผู้ถูกกระทำแอบหัวเราะในลำคอก่อนที่จะเดินตามนายของเขา

 

เพชรดูแลพลอยให้นอนหนุนตักบนรถตลอดทางจนถึงคฤหาสน์ เขาอุ้มพลอยแล้ววางลงบนโซฟา

“เอายังไงดีครับ คุณธีร์” เพชรพูด

“เดี๋ยวให้ไปนอนห้องฉันละกัน เดี๋ยวฉันจะนอนข้างล่าง” ธีรเดชยื่นกุญแจห้องให้

“จะดีหรือครับคุณธีร์ ถ้าคุณเอยรู้ จะมีปัญหานะครับ”

“แต่จะให้คุณพลอยมานอนข้างล่างมันก็ไม่ดีนะ ไม่เป็นไรหรอก เอยคงเข้าใจ”

เพชรโค้งตัวก่อนที่จะหันไปอุ้มพลอยขึ้นมาจากโซฟา แล้วขึ้นบันไดไป ธีรเดชเดินเข้าไปปิดไฟก่อนที่จะล้มตัวลงนอน

เพชรหยุดยืนหน้าห้องเจ้านายแล้วใช้กุญแจไขก่อนที่จะเปิดประตู เพชรวางร่างพลอยโดยไม่ได้เปิดไฟในห้อง เพราะอาศัยแค่ไฟทางเดินก็สว่างมากพอที่จะหยิบของที่ต้องการได้

เมื่อพลอยรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะออกไปจากตัวเธอ พลอยจึงคว้าแขนเพชรเอาไว้เพชรหยุดแล้วหันมามองพลอยที่กำลังลืมตา

“จะไปไหนคะคุณธีรเดช”

“คุณ…” เพชรโดนดึงแขนจนล้มบนเตียง แสงสลัวและชุดที่คล้ายกับธีรเดชทำให้พลอยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เธอรีบคร่อมตัวเพชร ผู้ถูกกระทำตกใจทำท่าขัดขืน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายจูบล่วงล้ำก่อนที่จะได้พูดอะไร

มือของพลอยกรีดกรายบนตัวเพชรลงมาจนถึงจุดสำคัญเพชรรีบใช้มือขวางเอาไว้

“รู้สึกว่าเจ้าหนูของคุณจะไม่ทำตามสั่งนะคะ” พลอยถอนริมฝีปากออกอีกฝ่ายจึงมีโอกาสได้พูด

“ผมเพชร ไม่ใช่คุณธีร์ครับคุณพลอย”

พลอยผงะลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงแล้วเมื่อเพชรลุกขึ้นนั่ง แสงไฟด้านนอกจึงส่องเข้ามายังใบหน้าของเพชรยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นความจริง

“นายมาอยู่นี่ได้ไง ออกไปเลยนะ” พลอยเอาผ้าห่มที่ตกอยู่บนเตียงขว้างใส่เพชร

“ขอบคุณนะครับที่ส่งผ้าห่มให้” เพชรหยิบผ้านวมแล้วเดินออกจากห้อง โดยมีพลอยตามมาปิดประตู

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ” เพชรจับอกตัวเองก่อนที่จะเดินลงไปด้านล่าง เอาผ้าห่มนวมห่มให้เจ้านายที่กำลังหลับอย่างสบายใจ