บทที่ 10 ความรู้สึก

บทที่ 10

ความรู้สึก

ความมืดเริ่มปกคลุมท้องฟ้า บ้านหลังเล็กถูกโอบอ้อมไปด้วยรั้วกั้นสีขาว ครูสาเปิดรั้วเดินเข้ามาในบ้าน ความสะอาดของภายในบ้านก็ถูกเก็บกวาดอย่างดี

“กลับมาแล้ว” หญิงสาววัยสามสิบกว่าเดินเข้าไปในครัวแล้วยิ้มเมื่อเห็นพ่อบ้านกำลังผัดอาหารอยู่ เธอเดินเข้าไปหอมแก้มชายหนุ่มก่อนที่จะไปหยิบน้ำในตู้เย็นกรอกใส่แก้วมาดื่ม

“เดี๋ยวนี้กลับบ้านมืดเกือบทุกวันเลยนะ”

“ทำไงได้ล่ะ สาทำงานไม่ทันนี่ ถ้าเอางานมาทำที่บ้านก็กลัวงานจะหาย ก็เลยต้องทำให้เสร็จ ใกล้จะสอบแล้ว ก็เลยต้องรีบทำข้อสอบ”

“ต่อไปผมจะไปรับนะ กลับบ้านดึกแบบนี้ผมเป็นห่วง”

“ค่ะ คุณผู้ชาย” สายิ้มรับคำก่อนที่จะเตรียมจานช้อนหม้อหุงข้าว และอะไรหลายอย่างวางบนโต๊ะทานข้าวซึ่งอยู่อีกห้อง

“พินัยได้กลับมาติดต่อกับสาหรือเปล่า” สามีของเธอเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ

“เจอกันที่มหาลัย พอดีคู่หมั้นเขาเป็นลูกศิษย์สา ตัวอ้วนรู้ได้ยังไง” สาเรียกฉายาที่พูดกันเฉพาะสองคนพลางตักข้าวในหม้อมาใส่จานแล้วนั่งลง สามีทำหน้าตาเคร่งเครียด เขาไม่พูดอะไรต่อ ทั้งคู่ทานมื้อดึกจนหมดจาน สาเห็นสามีเงียบไป จึงนึกว่าสามีของเธออาจจะหึงที่รู้ว่าเธอพบกับพินัย

“ผู้หญิงของพินัยโทรมา พูดเตือนเหมือนกลัวสาจะกลับไปหาพินัย น้ำเสียงของคนนั้นไม่ค่อยดีด้วย”

“บ้าไปแล้ว สาไม่กลับไปหาเขาหรอก เอ…เอยไม่น่าจะโทรหาคุณนะ” สาเก็บจานและเช็ดถูกโต๊ะจนสะอาด

“ได้ข่าวว่าตอนนี้เขารวยมากไม่ใช่เหรอ เป็นคนเดียวกับนักธุรกิจที่ชื่อธีรเดช ผู้ชายที่ตกถังข้าวสาร”

“ตัวอ้วนรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” สาแปลกใจ บางทีแฟนของเธออาจจะรู้เรื่องนี้มาก่อน

“ผมดูข่าว คิดว่าอาจจะเป็นคนเดียวกัน กระจ่างเมื่อผู้หญิงคนนั้นโทรมา” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน

“แหม…หึงสาเหรอ สาจำความรู้สึกนั้นไม่ได้หรอก สารักตัวอ้วนคนเดียว” สายิ้มแล้วเดินเข้ามาสวมกอดหอมแก้มสามี

เมื่อสามีเห็นท่าทางของภรรยาก็สิ้นความสงสัย แต่เขาก็ยังไม่สบายใจ สาอาจจะทำอะไรไม่เข้าตาผู้หญิงของพินัยทำให้เธอต้องโทรมาหาเขา บางทีภรรยาของเขาอาจจะอยู่ในอันตรายถ้าเธออยู่ใกล้พินัยมากเกินไป

 

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

หินในชุดสีดำยืนเหนี่ยวไกปืนระยะเผาขนสามนัดติดก่อนที่จะพยักหน้าส่งสัญญาณซ้อนรถจักรยานยนต์หนีไปบนถนนโล่ง มีเพียงรถและคนไม่กี่คนที่เห็นเหตุการณ์

 

@ คฤหาสน์

รถหรูสีดำคันยาวแล่นผ่านรั้วเข้าในคฤหาสน์หลังงาม โดยมีชายชุดดำยืนโค้งทำความเคารพ เมื่อลับตาเจ้านายพวกเขาจึงปิดรั้วไว้เหมือนเดิม วินซึ่งมองดูเหตุการณ์มาก่อนหน้านี้ ประวิงเวลาสักพักก่อนที่จะทำใจดีสู้เสือเดินตรงเข้าไปสอบถาม

ผู้คุมมองชายแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่ไว้ใจ

“ผมมาหาเอยครับ”

“คุณเอยไม่อยู่” หนึ่งในชายชุดดำพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ครับ แล้วผมจะมาใหม่” วินทำหน้าสลดยกมือไหว้แล้วเดินคอตกกลับไป

 

เอยเดินผ่านห้องธีรเดชเห็นคู่หมั้นคุยงึมงำกับมือถือทำหน้าเครียด เธอจึงรีบหลบเอาหูแนบกับกำแพงแต่ก็ฟังไม่ได้ความ มารู้ตัวอีกทีธีรเดชก็ออกมายืนอยู่ข้างเธอเสียแล้ว

“ทำอะไร” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็ง

“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เอยผละออกจากกำแพงรีบยืนตรงทำลอยหน้าลอยตา

“ปากแข็ง ก็เห็นอยู่กว่าแอบฟัง มีอะไรสงสัยก็ถามฉันสิ”

“ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” เอยทำท่าทางจะเดินกลับห้องแต่ถูกธีรเดชดึงแขนเอาไว้ เธอทำท่าจะสะบัดแต่ก็หยุดเพราะเห็นใบหน้ายิ้มของธีรเดช

“มาด้วยกันก่อน ฉันมีอะไรอยากให้เธอดู” ธีรเดชปล่อยมือแล้วเดินนำขึ้นบันไดถึงชั้นบนสุดของอาคาร

“พาฉันขึ้นมาบนดาดฟ้าทำไม” เอยถามก่อนที่เพชรจะโค้งตัวแล้วเปิดประตูที่เคยปิดล็อกกุญแจมานานให้

ชั้นดาดฟ้าที่เคยเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีใครดูแล บัดนี้ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ต้นไม้ ไฟสีเขียวสาดส่องใส่น้ำพุขนาดเล็ก เพดานทำด้วยกระจกทำให้สามารถมองดาวบนฟ้า พื้นที่เธอเหยียบคือพรมสีเดียวกับหญ้า หลังคากระจก ไฟทางขนาดเล็กหลายดวงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางมีโต๊ะเล็กเก้าอี้เอนให้นั่งพัก เพชรปิดประตูปล่อยให้นายทั้งสองได้มีโอกาสคุยกัน

“สวยจัง นายว่างคิดเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” เอยมองรอบๆ ก่อนที่จะนั่งบนเก้าอี้ ตรงหน้าเธอมีเครื่องดื่มผลไม้วางอยู่

“ฉันอยากจะเที่ยวกับเอยมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที พอมีโอกาสก็ดันมีเรื่องอีก ฉันก็เลยให้เพชรช่วย”

“ว่าละ คนอย่างนายคิดอะไรละเอียดอ่อนไม่เป็นหรอก”

“เธอยังไม่รู้จักฉันดีไม่ใช่เหรอ รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้เป็นคนละเอียดอ่อน” ธีรเดชเดินมานั่งข้างเอยแล้วถามโดยโน้มหน้าเข้ามาใกล้

“ว่าไง” ธีรเดชถามย้ำ

“ก็ฉัน…ฉันไม่เคยเห็นนายทำอย่างอื่นนอกจากทำงาน” หญิงสาวหันไปหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มแก้เขิน เมื่อเธอดื่มเสร็จธีรเดชจึงนำแก้วน้ำในมือเธอวางลงบนโต๊ะ แล้วกดเอยให้นอนลงอย่างนุ่มนวล ผู้กระทำขัดขืนเพราะความตกใจ

“นายจะทำอะไรน่ะ!” เอยใจเต้นตึกตักเมื่อเห็นเงามืดของธีรเดช จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาเซ็กซี่ขึ้นมาทันที ไม่ได้นะเอย คิดแบบนี้ไม่ได้

“เอนตัวลง แล้วเลิกคิดอะไรมาก” ชายหนุ่มพูดจบก็ผละตัวเองออกจากเธอแล้วเอนตัวนอนข้างๆ

“เธอมีอะไรจะถามฉันไหม” ธีรเดชพูดพลางมองดาวบนท้องฟ้า
“ไม่มี” เอยรีบตอบทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉยกลบเกลื่อนทั้งๆ ที่หน้าแดงยังไม่จาง

“ฉันเปลี่ยนที่นอนแล้วนะ ที่นอนของฉันยกให้เพชร”

“แล้วมาบอกฉันทำไม” เอยอมยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ก็หุบทันทีเมื่อรู้ตัวว่าคู่หมั้นหันหน้ามามอง

“เผื่อเธออยากรู้ วันนี้ดาวสวยนะ” ธีรเดชหันกลับมามองดาวเหมือนเดิม

เอยมองดาวแล้วยิ้ม

“เธอยังสงสัยเรื่องฉันกับคุณครูสาเหรอ เห็นเพื่อนเธอบอกฉัน”

“มิ้นยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เอยขมวดคิ้วบ่นพึมพำ

“ฉันเคยคบกับสาเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก แล้วฉันก็สารภาพรักกับเธอก่อน ทั้งที่ฉันก็รู้ว่าสาชอบคนอื่นอยู่ ตอนนั้นฉันคิดว่า ไม่มีใครดูแลสาดีได้เท่าฉันอีกแล้ว สุดท้ายสาก็เลือกฉัน เรากำลังจะแต่งงานกัน แต่ดันมาเกิดเรื่องก่อน มันทำให้ฉันได้รู้ว่า ฉันไม่สามารถดูแลสาได้ ฉันก็เคยคิดว่าฉันจะไม่รักใครอีก จนได้พบสาอีกครั้ง ฉันเลยรู้ว่า ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม”

“จริงสินะ ความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด”

“ใช่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น ฉันก็ขอรักผู้หญิงตรงหน้าก่อน” ธีรเดชหันมามองเอย ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัวเผลอสบตาชั่วครู่แล้วนั่ง

“นายคงทำเพื่อพินัยกรรมใช่ไหม ไม่จำเป็นหรอก ว้าย!” เอยทำท่าจะเดินไปธีรเดชรีบจับแขนเอยทำให้เธอเสียหลักล้มลงใส่ธีรเดช ชายหนุ่มรีบประคองตัวเธอเอาไว้ไม่ให้บาดเจ็บ

ทั้งคู่มองตากัน เอยตั้งสติได้จึงพยายามลุกขึ้นจากตัวเขา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกอีกฝ่ายรัดแน่น

“เธอนี่ คิดเองเออเองตลอดเลยนะ ฉันยังพูดไม่ทันจบเลย ฉันไม่ได้ทำเพราะพินัยกรรม แต่ฉันทำเพราะฉันรู้สึกดี รู้สึกหวั่นไหว และฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้เธอ อย่างนี้จะเรียกว่ารักได้หรือยัง แม่สาวจอมยุ่ง”

เอยนิ่งเมื่อได้ยินคำตอบของธีรเดช หัวใจเต้นตูมตามจนกลัวอีกคนที่อยู่แนบชิดจะได้ยิน แต่ก็ยากที่จะปิดบังแก้มแดงระเรื่อได้ ธีรเดชยิ้มยื่นหน้าทำท่าจะจูบหญิงสาวแต่เธอก็ดันตัวเขาออกด้วยความสีหน้าเรียบเฉยๆ ซึ่งปกปิดเอาไว้ถึงความรู้สึกภายในก่อนที่จะรีบหนีไป

 

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

รถหรูสีดำคันยาวเข้ามาจอดยังภายในมหาวิทยาลัยตรงจุดนัดพบบริเวณม้านั่ง เอยลงจากรถทันทีที่รถหยุด ธีรเดชเห็นคู่หมั้นถึงจุดหมายแล้วจึงสั่งให้ออกรถ แต่ก็ยังไม่วายมองหญิงสาว

วินซึ่งรออยู่นานรีบเข้ามาดึงแขนเอยทันที ธีรเดชเห็นเอยสะบัดแขนออกจากวินจึงรีบบอกคนขับรถให้วนรถกลับ

“เอยยังโกรธฉันอยู่เหรอ” วินตีหน้าเศร้าเพราะถูกเอยบล็อกไลน์

“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันแค่ไม่อยากเจอหน้านาย เราไม่มีธุระอะไรกันแล้ว”

“ฉันรู้สึกดีกับเธอจริงๆ นะ”

“แต่ฉันไม่ชอบคนโกหก”

“มีอะไรหรือเปล่า” ธีรเดชเข้ามาร่วมวงสนทนา

“ไม่มีอะไร ฉันจะไปแล้ว” เอยพูดจบก็รีบเดินไปก่อน วินทำท่าจะเดินตามแต่ก็ถูกมือหน้าของธีรเดชจับบ่าเอาไว้

“ฉันไม่ชอบที่นายมายุ่งกับคู่หมั้นของฉัน”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมคงทำไม่ได้” วินเอามือธีรเดชออกจากบ่าตัวเองแล้วหันมาพูดกับธีรเดชด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ปัดบ่าตัวเองอย่างรังเกียจก่อนที่จะเดินออกไป ทำให้เพชรที่เห็นเหตุการณ์ทำท่าจะจัดการวิน ธีรเดชยกมือห้าม

“ให้ผมจัดการให้เถอะครับ”

“ไม่ ฉันไม่อยากเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก”

 

@นาวากรุป

ภายในห้องประชุม มีโต๊ะยาว หัวหน้าแผนกแต่ละคนนั่งอยู่โดยมีธีรเดชนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะและเพชรก็ยังยืนคุมอยู่ข้างๆ

“เอาล่ะ ขอให้ทุกคนทำงานเต็มความสามารถ ปิดการประชุม ส่วนคุณทรงพลให้อยู่ก่อน” ธีรเดชพูดขึ้นหลังจากประชุมกันมาเป็นเวลาพอสมควร เมื่อเสร็จธุระต่างคนก็กลับไปทำงานของตัวเองยกเว้นชายร่างใหญ่มีอายุต้องนั่งอยู่ต่อ

“ผมตรวจเอกสารและสภาพสินค้าแล้วนะ สภาพสินค้ามีจุดบกพร่องหลายอย่าง และที่สำคัญมีลูกค้าถามถึงสินค้าที่ไม่มีในบริษัทของเรา มันหมายความว่ายังไง” ธีรเดชสีหน้าเคร่งเครียด

“เขาอาจจะแจ้งผิดบริษัทก็ได้ครับ” ทรงพลพูดเสียงอ่อย

“ไม่ เขาส่งรูปภาพใบส่งของ ใบรับสินค้าของบริษัทมาให้ผม แล้วข้อมูลมันหายไปจากระบบได้ยังไง นี่ถ้าผมไม่ลงพื้นที่เองผมคงไม่รู้เรื่องนี้”

“นี่คุณหาว่าผมโกงบริษัทอย่างนั้นหรือ ผมทำงานที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีปัญหา” ทรงพลแสดงอาการก้าวร้าวอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะรู้สึกตัวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ขอโทษครับ”

“ผมยังไม่ได้กล่าวหาคุณ ผมเพียงอยากให้คุณช่วยตรวจสอบเรื่องนี้สักหน่อย อีกเจ็ดวัน คุณช่วยหาคำตอบพร้อมทั้งวิธีแก้ไขให้ผม ไปทำงานของคุณต่อเถอะ”

“ครับ” ทรงพลรับคำก่อนที่จะเดินออกจากห้อง

“นายทราบสาเหตุแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมไม่จัดการไล่มันออกให้มันเสร็จไป” เพชรพูดอย่างไม่พอใจ

“เพชร นายก็รู้ว่าทรงพลมีความสำคัญยังไงกับบริษัทของเรา ถึงเขาโกงแต่ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ไม่อย่างนั้นคุณนาวาไม่ให้เขาขึ้นแท่นบริหารมานานหรอก” ธีรเดชคิดถึงก่อนที่เขาจะมารับหน้าที่นี้ เขาต้องไปอบรมและฝึกงานกับบริษัทอื่นเพื่อให้ได้ความรู้มาบริหาร และเมื่อตอนเป็นบอดีการ์ดเขาก็เห็นว่าทรงพลมีอำนาจในบริษัทมาก เขาคงไม่มีทางสอนงานให้ผู้บริหารใหม่ง่ายๆ

“แต่มันโกง พวกที่ตั้งใจทำงานจะพาลเสียกำลังใจกันหมด”

“นายรู้ไหมว่า ฉันโทรไปหาบริษัทซอฟต์แวร์เขาพูดว่ายังไง”

“ว่ายังไงครับนาย”

“มีใบงานนี้อยู่จริง แต่ถูกลบออกจากระบบด้วยพาสเวิร์ดของลูกน้องทรงพล”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็บอกปัดได้สิว่าไม่ใช่ฝีมือมัน”

“ไม่หรอก โปรแกรมนี้ทรงผลต้องยืนยันการลบข้อมูลอีกที แต่หลักฐานแค่นี้ไม่พอ ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มันยังไม่คาหนังคาเขา ในตอนนี้ต้องค่อยๆ สืบกันไปก่อน ให้พวกบอดี้การ์ดในบ้านมาทำงานแทรกซึมแต่ละแผนก และต้องเป็นคนที่ไม่เคยมาที่นี่ด้วยถึงจะใช้ได้”

“ครับนาย”

“อีกอย่างหนึ่ง ฉันลืมบอกไป ฉันอยากได้ผู้คุ้มกันแทนหินอีกสักคน หาให้หน่อยนะ ขอเป็นคนใหม่ ให้มาชั่วคราว ที่สำคัญอย่าให้รู้มากมีหน้าที่แค่ปกป้องฉันก็พอ”

“ครับ”

 

@ อีกด้าน

หินกำลังซิทอัพอยู่บนพื้น

“ตั้งแต่ข้าทำงานมากก็เพิ่งเคยเห็นนักฆ่าออกกำลังกายเวลาว่าง” ชายร่างผอมนั่งลงบนเตียงทำท่าจะเอาบุหรี่มาสูบ

“ถ้าเอ็งจะสูบไปสูบข้างนอก”

“เออ ก็ได้ ไม่สูบก็ได้ นี่เงินส่วนที่เหลือ นายเอามาให้” ชายร่างผอมเก็บบุหรี่แล้วโยนเงินในซองกระดาษไว้ข้างตัว หินหยุดออกกำลังกายหันมานับเงิน

“ครบ”

“ทางต้นสังกัดคงพอใจนายมาก ฆ่าแป๊บเดียวก็ส่งเงินมาเลย จริงๆ มันมีอีกงานที่ค้างไว้ คิดว่ายากนะเพราะคนที่จะต้องฆ่าเป็นตำรวจเก่าฝีมือดีทีเดียว งานยากอย่างนี้แต่ต้นทุนต่ำไปหน่อยว่ะ แกจะรับไหม”

“รับ ข้ากำลังร้อนเงิน” หินแกล้งคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบกลับไป

“อือ ถ้างานมาข้าจะบอกอีกที” ชายร่างผอมยิ้ม

 

@ เวลาเย็น เอยและมิ้นนั่งรอคนที่บ้านมารับ ณ ม้านั่งตัวเดิม

“ใจแข็งจังเลยนะเพื่อนเรา พี่วินตามตื๊อทั้งวัน ยังไม่ใจอ่อนอีกเหรอ เป็นฉันนะ ยอมตั้งแต่หน้าประตู”

“ยอมไปคนเดียวเถอะ ไปซะได้ก็ดี น่ารำคาญ”

“ให้อภัยเขาเถอะ เป็นคนอื่นเห็นเธอปั้นปึ่งแบบนี้ หนีไปนานแล้ว”

“มิ้นชอบก็เอาไปสิ”

“บ้าเหรอ เขาไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย นั่นไง พูดจบก็เดินหล่อเข้ามาพอดี สวัสดีค่ะ พี่วิน” มิ้นยิ้ม เอยรีบตีเพื่อน มิ้นจึงรีบกระซิบ “น่า…เก๊กมาก ฉันเมื่อยหน้า”

“พี่ซื้อน้ำมาฝาก” วินยื่นแก้วน้ำให้เอยและมิ้น เพื่อนสาวรับด้วยความยินดียกเว้นเอยที่ดันแก้วหนีออกจากตัว

“คราวหลังพี่วินไม่ต้องหาอะไรมาฝากเอยหรอกค่ะ แต่สำหรับมิ้นได้เสมอ” มิ้นยิ้มแป้นก่อนที่จะดูดน้ำ

รถหรูคันยาวเข้ามาจอดในเวลาไม่นาน ธีรเดชรีบลงจากรถเดินเข้ามายืนใกล้วินพร้อมกับมองหน้า ส่วนวินก็ลุกขึ้นยืนมองท้าทายธีรเดชอยู่นานสองนานเอยรีบเดินขึ้นรถ ต่างจากมิ้นซึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์ด้วยใจจดจ่อ

เมื่อธีรเดชเห็นเอยขึ้นรถแล้วจึงหมุนตัวเดินตามไป

“นี่มัน ประกาศศึกชัดๆ” มิ้นยิ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม ‘น่าสนุกจัง แล้วเราจะอยู่ฝ่ายไหนดีนะ’

 

@ภายในรถ

“เอย” ธีรเดชแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรในใจอยู่

“อะไร” เอยพูดโดยที่สายตายังคงมองไปข้างหน้า

“เธอทะเลาะอะไรกับวินหรือเปล่า หน้าที่พี่รหัสน่าจะหมดแล้ว ทำไมยังมาวนเวียนอยู่”

“เรื่องของฉัน” เอยตอบทันควัน

“เรื่องของเธอมันก็คือเรื่องของฉัน” ธีรเดชพูดในขณะที่เอยยังทำหน้าไม่พอใจอยู่

กริ๊ง! กริ๊ง!

“สวัสดีครับคุณพลอย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ธีรเดชอ่านข้อความบนหน้าจอแล้วรับโทรศัพท์มือถือทันที

/ “มีแน่ค่ะ พรุ่งนี้พลอยมีอะไรให้ช่วยหน่อยค่ะ คุณธีรเดชว่างตอนไหนคะ” /

“รบกวนคุณช่วยโทรไปหาเลขาผม เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะว่างตอนไหน”

/ “ได้ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ” / ปลายสายพูดจบก็วางสายทันทีทำให้ธีรเดชถึงกับถอนหายใจด้วยครับเบื่อหน่าย

“ถอนหายใจเพราะคุณพลอยดันโทรมาตอนฉันอยู่ล่ะสิ อันที่จริงนายควรโทรหาเธอบ่อยๆ คุณพลอยจะได้ไม่ต้องทนความคิดถึงไม่ไหวต้องโทรมาแบบนี้” เอยพูดจบธีรเดชจึงยิ้มได้

“ยิ้มอะไร”

“ดีใจ ที่คู่หมั้นหึง”

“บ้าละ”

“พรุ่งนี้โรงเรียนหยุดไม่ใช่เหรอ ไปทำงานด้วยกันไหมล่ะ”

“เรื่องอะไร ใกล้สอบแล้ว ฉันอ่านหนังสืออยู่บ้านดีกว่า”

“ดีแล้ว ตั้งใจเรียน เรียนจบจะได้แต่งงานกับฉัน”

“เชอะ คิดว่าจะได้แต่งเหรอ”

“ในทางปฏิบัติมีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้เธอเป็นเมียฉัน” ธีรเดชหันไปมองตาเอยพูดเบาแล้วยิ้มกริ่ม

“ไม่มีทาง!”

 

 

 

บทที่ 9 จับให้ได้ไล่ให้ทัน

บทที่ 9

จับให้ได้ไล่ให้ทัน

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยลงมาข้างล่างหาน้ำดื่มมาเติมใส่ขวดก่อนที่จะเดินผ่านห้องนั่งเล่นเธอเห็นใครบางคนกำลังคลุมโปงนอนหลับอยู่ เอยจ้องมองด้วยความสงสัยเธอเปิดผ้านวมออกจึงรู้ว่าคู่หมั้นเธอมานอนหลับอยู่ข้างล่าง

ธีรเดชรู้สึกตัวเพราะถูกกวนและได้เวลาตื่นนอนเขาลืมตาขึ้นเอยจึงรีบถอยห่าง เขาลุกขึ้นนั่ง

“หิวน้ำจัง”

“ทำไมไม่ไปนอนในห้อง” เอยยื่นขวดน้ำในมือให้

“ก็…” ธีรเดชแสดงพิรุธด้วยการหลบสายตาทำให้เอยสงสัยจ้องมองเข้ามานัยน์ตาฝ่ายตรงข้าม อันที่จริงเขาไม่ได้อยากปิดบังเธอ แต่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

“ก็อะไร” เอยยืนเท้าสะเอวคาดคั้นเป็นเวลาเดียวกันที่เพชรเดินเข้ามา

“เพชร มาพอดีเลย ช่วยเอายาสีฟันในห้องให้หน่อยสิ เดี๋ยวขอใช้ห้องน้ำเพชรหน่อยนะ”

“ผมว่า เดี๋ยวผมไปซื้อข้างนอกให้ดีกว่า นี่ครับกุญแจห้อง” เพชรเอากุญแจวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า

“มันจะใช้เวลานานนะ ไปเอาแค่นี้เอง” ธีรเดชแปลกใจ

“ไม่ครับ” เพชรยืนยันก่อนที่จะรีบก้มหน้างุดเดินออกไป

“เดี๋ยว!” ธีรเดชเรียก

“ทำไมนายไม่ไปเอาเองล่ะ หรือว่าในห้องมีอะไร”

“คือ…เอยใจเย็นนะ เรื่องมันเป็นแบบนี้” ธีรเดชเล่าเรื่องราวเมื่อคืนทั้งหมดให้เอยฟัง “เพราะอย่างนี้ฉันเลยให้คุณพลอยไปนอนที่ห้อง”

“นายให้คุณพลอยไปนอนที่ห้องนี่นะ อะไรกัน ขนาดฉันเป็นคู่หมั้นนายยังไม่เคยนอนในห้องนายเลย” เอยหงุดหงิด

“เอยอยากไปนอนห้องฉันเหรอ ไม่ต้องห่วงถ้าเราแต่งงานกันฉันจะจัดห้องใหม่ให้ ที่นอนใหม่ด้วยเอา” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

“บ้า ใครว่าฉันโมโหเรื่องนั้น” เอยกวาดตาไปมาแล้วลงนั่ง

“อ่าว ก็เมื่อกี้เห็นพูดเหมือนโมโหที่มีผู้หญิงมานอนห้องฉันนี่” ธีรเดชขมวดคิ้ว

“ฉันก็แค่หมั่นไส้ ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” เอยเชิดหน้า

“อะไรของเธอ ความวัวความควาย” ธีรเดชขมวดคิ้ว

“ช่างมันเถอะ ถ้าทางคุณพลอยจะจับนายแน่ ทำไมคนในร้านสะดวกซื้อจะต้องโทรหานายด้วย เบอร์อื่นมีถมเถไปทำอย่างกับในเครื่องมีเบอร์เดียว”

“คิดมากไปหรือเปล่า อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ” ธีรเดชแกล้งพูด อันที่จริงเขายังเล่าไม่หมดว่าพลอยบันทึกชื่อเขาว่าอะไร

“แล้วนายก็เหมือนกัน ทำไมไม่โทรไปหาคนที่บ้านให้มารับ กลับพาคุณพลอยมาบ้านเราอีก”

“ขอโทษก็แล้วกัน ฉันไม่ทันได้คิด”

“เอามานี่” เอยหยิบกุญแจห้อง แล้วเดินขึ้นไป ธีรเดชรีบเดินตาม

“เธอจะทำอะไร” ผู้ถามพูดเมื่อหยุดยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง

“ฉันจะไปเอาแปรงสีฟันให้นายไง ไม่กล้าเข้าไปไม่ใช่เหรอ คุณพลอยคะ คุณพลอย ฉันจะเปิดประตูแล้วนะคะ” เอยเคาะประตูแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจึงทำท่าไขกุญแจแต่ประตูก็ถูกเปิดเสียก่อน

“น้องเอยทำไมมาอยู่ที่นี่ คุณธีรเดช” พลอยแง้มประตูก่อนที่จะเปิดกว้างประตูจึงเห็นธีรเดชยืนทำหน้านิ่งอยู่ด้านหลังคู่หมั้น

“พอดีเมื่อวานคุณถูกยาสลบแล้วนายธีร์ก็พามาส่งที่บ้าน” เอยอธิบาย

“เมื่อคืนฉันจำได้ว่าเจอคนไม่น่าไว้ใจแล้ว… คุณธีรเดชเป็นคนช่วยฉันหรือคะ”

“เปล่าหรอกครับ เด็กร้านสะดวกซื้อช่วยคุณเอาไว้ แล้วเขาก็โทรหาผมให้ไปรับ”

“ขอบคุณค่ะ คุณธีรเดช ไม่ได้คุณฉันคงแย่แน่ๆ เลย” พลอยพูดพร้อมยิ้มหวานจนเอยต้องปัดไล่มดบนบ่าตัวเอง

“ครับ ขอผมไปเอาของหน่อยนะครับ” พลอยหลบให้ธีรเดชเดินเข้าไปในห้องเอาของใช้ที่จำเป็นแล้วเดินออกมา

“เสร็จธุระแล้ว เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจ็ดโมงเช้าเชิญรับประทานอาหารข้างล่างนะคะ”

“พักผ่อนให้สบายนะครับ คิดว่าอยู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจ” ธีรเดชยิ้ม

“ขอบคุณอีกครั้ง คุณธีรเดช คุณเอย” พลอยยิ้มหวานก่อนที่จะปิดประตูแล้วยืนกำหมัดทำหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น

 

“อ่าว ลงไปข้างล่างสิ” เอยรีบไล่เมื่อเปิดประตูต้องตัวเองเรียบร้อย

“ฉันจะใช้ห้องน้ำห้องนี้” ธีรเดชดันประตูเข้าไป

“ไหนนายว่าจะใช้ห้องน้ำห้องเพชรไง” เอยรีบทักท้วงก่อนที่จะยืนอยู่อย่างนั้นจึงดึงเอยเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู

“นี่นายจะทำอะไรน่ะ!”

“ตกใจอะไร ฉันแต่มาใช้ห้องน้ำแค่นั้นแหละ” ธีรเดชพูดแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ

“งั้นฉันออกไปข้างนอก”

“ตามใจ” ธีรเดชมองของบนอ่างล้างหน้าตรงหน้ากระจกเห็นของใช้ผู้หญิงวางเรียงราย ชายหนุ่มหยิบมาดูชิ้นแล้วชิ้นเล่าก่อนที่จะวางไว้ที่เดิม

“คนอะไรกวนประสาทแต่เช้า” เอยบ่นและกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไป

เสียงน้ำไหลผ่านร่างชายหนุ่ม ธีรเดชหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวแล้วนุ่งมันเดินออกจากห้องน้ำ เป็นเวลาเดียวกับที่เอยเดินเข้ามาในห้องพอดี หญิงสาวตกใจแต่ก็แสร้งหันมองไปทางอื่น

“ฉันกลับมาเอาของน่ะ” เอยเดินไปหยิบมือถือแล้วรีบหันกลับไปที่ประตู แต่ก็เกือบชนร่างสูงที่ยืนประจันหน้าขวางทางอยู่

“ไม่ต้องออกไปหรอก ฉันเหลือแค่ใส่เสื้อผ้าเท่านั้น” ธีรเดชเดินไปข้างหน้าทำให้เอยต้องถอยหลัง เธอไม่รู้ว่าเผลอทำหน้าแดงออกไปยังไงบ้าง แต่มันก็สุดที่จะควบคุมได้

เอยถอยร่นจนขาถูกเตียง หัวใจของเธอเต้นตูมตาม อาจจะเป็นพระร่างกายกำยำของเขาหรือกลิ่นสบู่ซึ่งหอมอ่อนก็ไม่รู้ได้ เธอรีบหลับตาปี๋เมื่อเห็นชายหนุ่มเข้ามาใกล้

ธีรเดชหันไปหยิบเสื้อที่วางพาดอยู่บนเตียงนำมาใส่ เอยลืมตาแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังสนใจทางอื่น แต่ก็ตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายถอดผ้าขนหนูแล้วพาดบ่าเพื่อใส่กางเกงในเธอรีบหันหลังให้ทันที

“เสร็จละ ขอบใจมากนะที่ให้ใช้ห้อง”

“อือ”

ร่างสูงหันไปมองเอยซึ่งกำลังหันหลังให้แล้วยิ้มหัวเราะก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

“ตาบ้า” เอยนั่งลงบนเตียง

 

ธีรเดช เอย และพลอยทานอาหารตามปกติ

“นอนเป็นยังไงบ้างสบายดีไหม” ธีรเดชถามตามมารยาท

“นอนสบายดีค่ะ” พลอยยิ้มพลางส่งตาหวานให้ เอยมองบนทำหน้าไม่พอใจ

“จะให้ไปส่งที่บ้านหรือที่ทำงาน ฉันจะได้บอกคนขับรถ”

“ส่งที่บ้านหรือที่ทำงานก็เหมือนกันค่ะ อยู่ที่เดียวกัน”

“อ่าวเหรอ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย” ธีรเดชยิ้ม

“ไม่แปลกหรอกค่ะ บริษัทหลายแห่งเขาก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น” พลอยพูดจบก็ตักกับข้าวใส่จานอย่างสำรวม

หลังจากทานอาหารเสร็จเอยก็ขึ้นรถรออยู่ก่อนส่วนธีรเดชและพลอยเดินตามหลังมา ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้ หญิงสาวยิ้มรับ แต่ก็หน้าเสียเมื่อเห็นธีรเดชนั่งข้างเอยซึ่งเป็นข้างหน้าเธอ ส่วนเพชรซึ่งนั่งหลังสุดมองทุกคนแล้วรับรู้ถึงบรรยากาศมืดมน

“ไปส่งเอยที่วิทยาลัยก่อนแล้วกัน” ธีรเดชสั่งคนขับรถ

เมื่อรถแล่นจนถึงวิทยาลัยเอยจึงรีบลงจากรถเช่นเดียวกับพลอยที่ลงจากรถแล้วมานั่งข้างธีรเดช

‘ได้ทีเลยนะ คุณพลอยตาหวาน’ เอยมองด้วยหางตาก่อนที่จะเดินจากไป

 

วิชาเรียนคาบแรกคือวิชาคณิตศาสตร์ โดยที่มีครูสาเป็นครูสอน เอยอยากรู้เรื่องครูกับธีรเดช จึงหาทางเข้าไปตีสนิท แต่ถึงจะไม่มีเรื่องนี้เอยก็อยากจะอยู่ใกล้ครูสาอยู่ดี เพราะครูสาเป็นคนน่ารักพูดไพเราะ สอนคณิตศาสตร์ได้เข้าใจง่าย

“ครูคะงงเรื่องอินทิเกรตข้อนี้ทำยังไงคะ” เอยเดินเข้าไปถามหลังจากหมดชั่วโมงสอน ส่วนมิ้นก็เดินตามเพื่อนไปด้วย

“อินทิเกรตจาก เอ ไปบี ของ เอฟเอ็กดีเอ็ก นี่มันภาษาต่างดาวอะไรกันเนี่ย” มิ้นบ่นอุบ

“ทำแบบนี้นะ…” ครูหยิบกระดาษเปล่ามาเขียนวาดรูปกราฟพร้อมกับอธิบาย ยกตัวอย่างสองข้อแต่ก็ใช้เวลานานพอสมควร

“พอเข้าใจแล้วค่ะ หนูขอกระดาษนี้นะคะครู” เอยถือกระดาษเอาไว้แล้วถามต่อ

“ได้สิ ลองศึกษาหาความรู้ในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมก่อนเข้าเรียนตามจุดประสงค์ที่ให้จดเวลาเรียนจะได้เข้าใจ” ครูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ครูคะ คือ…” เอยอยากถามเรื่องธีรเดชแต่ก็อ้ำอึ้ง เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าเธอสนใจในตัวเขาโดยเฉพาะมิ้นซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างตัวเอง

“ครูสารู้จักกับนายธีรเดชได้ไงคะ” มิ้นถามขึ้นเพราะเห็นเอยกำลังลังเลว่าจะถามดีหรือไม่ เอยตกใจมองหน้ามิ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดขัดอะไร

“ธีรเดช อ๋อ พินัยนั่นเหรอ ครูว่าถามพินัยเองดีกว่าไหม เป็นคู่หมั้นกันควรจะไว้ใจกัน ไม่เข้าใจอะไรก็คุยกันให้เข้าใจ”

“นี่แสดงว่า ครูเป็นแฟนเก่านายธีรเดชแน่เลย” มิ้นพูดขึ้น ส่วนเอยที่นิ่งเงียบก็คิดแบบนั้นอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่ได้พูดออกมา

“เรื่องของครูมันผ่านมานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ครูแต่งงานแล้ว ความรู้สึกที่มีให้ตอนนี้ก็เหมือนเพื่อนเก่าเจอกันเท่านั้นแหละ เดี๋ยวครูขอตัวก่อนนะ ใกล้ปิดเทอมแล้วเอกสารที่ต้องทำเยอะมาก” ครูสาถอนหายใจยิ้มพลางวางมือลงบนบ่าของเอยแล้วลุกเดินออกไป เธอหยุดยืนยิ้มให้ใครบางคนที่ยกมือไหว้ตรงบันไดก่อนที่จะลงบันไดไป

“หายข้องใจแล้วนะ” มิ้นเหล่มองเอย เอยลุกขึ้นแล้วหันไปทางอื่น ก่อนที่จะเดินฉับๆ จนชนร่างสูง

“ขอโทษค่ะ นายนี่เอง” น้ำเสียงของเอยเปลี่ยนหลังจากเงยหน้ามองในขณะที่มิ้นกำลังเดินตามเพื่อน

“เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คุยกันเลย” วินจับแขนเอยที่ทำท่าจะเดินออกไป

“ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับนาย” เอยจับมือวินออกอย่างรำคาญ

“อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉันดีกว่า” มิ้นเข้ามาสมทบ

“เอยโกรธอะไรฉัน” วินหันหน้ามองมิ้นแล้วหันไปคุยกับเอย

“ก็ดีเหมือนกัน ทีแรกฉันก็คิดว่าจะไม่คุยกับนายแล้ว แต่ถ้านายถามฉันก็จะตอบให้ นายโกหกว่าเป็นพี่รหัสฉันทำไม” เอยยืนกอดอก

“ใครบอกเอย” วินหลบสายตาเล็กน้อยในขณะที่มิ้นและเอยจ้องมองลูกนัยน์ตาของวินเหมือนจับผิด

“ไม่จำเป็นต้องมีใครบอกหรอก ฉันไม่ได้โง่นะ”

“เอยก็รู้ว่าฉันชอบเอย ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะรู้จักกับเธอ”

“ชอบฉันแต่ก็หลอกฉันนี่นะ! มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ ที่จะรักคนที่หลอกตัวเอง ฉันว่าต่อไปเราไม่ต้องพบเจอกันดีกว่า ฉันไม่ได้ชอบนาย” เอยหมุนตัวแล้วเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว

“รอด้วยสิ” มิ้นเชิดหน้าแล้วรีบตามเพื่อนไป ปล่อยให้วินยืนถอนหายใจอยู่ตรงนั้น

 

“ว้า…เสียดายความหล่อจัง ไม่น่าเป็นคนแบบนี้เลย แต่เธอไม่คิดใจอ่อนบ้างเหรอ เขาอาจจะอยากจีบเธอเลยทำไปอย่างงั้นก็ได้” มิ้นและเอยสนทนากันระหว่างเดินทางไปโรงอาหาร

“อ่าว เห็นด้วยกับฉันมาตั้งนาน ไหงมากลับลำอย่างนี้ล่ะ” เอยแสดงสีหน้าไม่พอใจ

“แหมก็…แพ้ ความหล่อ” มิ้นประสานมือทั้งสองข้างทำหน้าเคลิบเคลิ้ม

“เอาอีกละ”

“คนอย่างเอยไม่สนใจหรอก เอยสนใจแต่ คุณธีรเดช ที่เธอหงุดหงิดตลอดทั้งวันเป็นเพราะเขาล่ะสินะ”

“บ้าละ”

“ไม่บ้าหรอก ฉันรู้ดีว่า เอยกับคุณธีรเดชแอบชอบกัน แต่ปากแข็ง”

“ตาขี้เก๊กไม่ชอบฉันหรอก ที่มาดูแลฉันเพราะพินัยกรรม”

“จริงเหรอ” มิ้นมองนัยน์ตาเอย

“รีบหาที่นั่งเถอะ คนเต็มโรงอาหารแล้ว” เอยดันหน้าเพื่อนออกไปแล้วมองรอบๆ โรงอาหารหาที่นั่งซึ่งเหลือน้อยเต็มที

 

@ ริมอาคารสูง

ชายคนหนึ่งผิวขาวสวมใส่ชุดนักศึกษา กำลังยืนพิงกำแพง มือเรียวยาวค้นหารายชื่อเพื่อโทรหาใครบางคน เมื่อปลายสายรับริมฝีปากบางจึงพูดขึ้นทันที

“เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนราบรื่นดีไหม”

/ “ราบรื่นกะผีล่ะสิ” / ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“เสน่ห์ของพี่ไม่แรงพอล่ะสิ หลุดจากคุณนาวา แล้วก็หลุดคุณพินัยอีก นี่ขนาดผมเป็นสายให้แล้วนะ ยังไม่รอดเลย”

/ “ก็เมื่อคืนน่ะสิ เกือบได้แล้วเชียว ถ้าไม่ติดเรื่องนายเพชรนะ” /

“นายเพชรทำไมเหรอ” คิงถามด้วยความอยากรู้

/ “ช่างมันเถอะ ยังไงพินัยก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ต้องมีหวั่นไหวบ้างล่ะ แล้วนายล่ะ สร้างความแตกแยกให้สองคนนั้นสำเร็จหรือเปล่า”/ ปลายสายพูดปัดเพราะไม่อยากนึกถึงความผิดพลาดที่เกือบเสียตัวให้บอดี้การ์ด

“ก็แย่นิดหน่อย ความดันแตกเรื่องพี่รหัสปลอมๆ ของฉันซะก่อน” คิงพูดที่ผ่านมาเขาใช้ชื่อวินซึ่งเป็นชื่อเก่าสมัยเด็กมาเป็นนามมาใช้ในชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย

/ “ หึ ดีแต่แนะนำให้ฉันรวบหัวรวบหางคุณพินัย แล้วนายล่ะ ทำไมไม่จับเด็กเอยกินซะที จะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามหัวใจฉัน” /

“ถึงผมจะร้ายแต่ผมก็ไม่เสียตัวให้ใครง่ายๆ นะครับ” วินหัวเราะ

/ “จ้า พ่อเวอร์จิ้น” /

“พี่คงต้องเร่งหน่อยล่ะ เพราะตอนนี้มีศัตรูหัวใจของพี่เพิ่มมาอีกแล้ว”

/ “นายไปรู้อะไรมา” / น้ำเสียงปลายสายดูจริงจังมากขึ้น

“คุณครูคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยผมเอง” วินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะพูด

/ “อะไรนะ!” /

“โอ๊ยเบาๆ ก็ได้พี่ หูฉันจะแตก”

/ “แล้วเป็นไง ยัยนั่นให้ท่าคุณพินัยหรือเปล่า” /

“ไม่เห็นนะ แต่คุณครู อ่อนหวาน น่ารักมาก ถ้าแข่งกับพี่ที่มีความน่ารักจอมปลอม ยังห่างชั้นเยอะ” วินพูด เขารู้ว่าพี่สาวของเขาแกล้งทำตัวตามนิสัยของแฟนเก่าด้วยเหตุผลเพื่อให้พินัยหันมาสนใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้เป้าหมายคือนาวาแต่เธอก็ยังไม่รุกมากและนาวาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจเธอเลยสักนิด

/ “พี่จะลองสืบดูก่อนว่าตอนนี้ยัยคนนี้แต่งงานหรือยัง” / ปลายสายรีบวาง วินคิดว่าตอนนี้เธอคงรีบค้นหาข้อมูลอยู่แน่

“เอย เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก” วินเอามือถือใส่กระเป๋าตัวเองแล้วเดินจากไป