บทที่ 11 คนร้ายคนรัก

บทที่ 11

คนร้าย คนรัก

@ เวลาผ่านไปจนถึงวันสอบ

“เธอนี่ คิดเองเออเองตลอดเลยนะ ฉันยังพูดไม่ทันจบเลย ฉันไม่ได้ทำเพราะพินัยกรรม แต่ฉันทำเพราะฉันรู้สึกดี รู้สึกหวั่นไหว และฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้เธอ อย่างนี้จะเรียกว่ารักได้หรือยัง แม่สาวจอมยุ่ง” เสียงธีรเดชลอยผ่านโสตประสาท

‘โอ๊ย ทำไมลืมไม่ได้สักที ออกจากหัวฉันไปซะ’ เอยส่ายหัวแรงเพื่อให้ความคิดออกจากหัวไป

“ข้อสอบคงไม่ยากขนาดนั้นหรอก คุณอรอนงค์” อาจารย์คุมสอบพูดใกล้ๆ แล้วเดินผ่านไป ในขณะที่คนอื่นกำลังอ่านคำถามในข้อสอบด้วยใจจดจ่อทำให้บรรยากาศดูเงียบจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกา มันเป็นความเงียบที่ทำให้มีสมาธิหรืออาจจะเป็นความกดดัน แต่ในสมองของเอยในตอนนี้กลับมีแต่เสียงเขาและภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาอยู่ในใจ

ข้อสอบคณิตศาสตร์กลายเป็นภาษาต่างดาวที่เธอไม่รู้จัก นี่มันอาถรรพณ์อะไรกัน ตั้งแต่วันนั้นก็เรียนไม่รู้อีกเลย แล้วข้อสอบนี่อีก ให้ตายเถอะ

‘ถ้าฉันสอบตกฉันจะไม่ให้อภัยนายเลย ตาขี้เก๊ก’

เอยนั่งทำข้อสอบจนเกือบหมดเวลา แล้วเก็บของทั้งหมดก่อนที่จะวางข้อสอบบนโต๊ะตรงหน้าอาจารย์

“เป็นไงบ้าง ทำได้ล่ะสิ กว่าจะทำข้อสอบเสร็จ ฉันรอจนเมื่อยตุ้มเลย อุ้ย!” มิ้นพูดคุยเมื่อเห็นเพื่อนเดินออกมาจากห้องสอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนที่จะหยุดเมื่อสังเกตสีหน้าของเพื่อนรัก

“อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะสอบ เราไปกินของหวานผ่อนคลายสมองก่อนเถอะ” เอยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไปสิ”

 

@ หน้ามหาวิทยาลัย

วินมองเอยกำลังเดินอยู่กับมิ้นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาเดินเข็นมอเตอร์ไซต์ตามอยู่ห่างเพื่อไม่ให้สองสาวรู้ตัว

เอี๊ยด!

“นี่พวกนายจะทำอะไรน่ะ!”

“ปล่อยเพื่อนฉันนะ!”

รถตู้สีดำเข้ามาจอดระยะประชิดก่อนที่จะมีชายสองคนพยายามอุ้มเอยขึ้นรถ ผู้ถูกกระทำขัดขืนสุดแรงจึงถูกชายร่างใหญ่ชกท้องจนตัวงอมือของเธออ่อนแรงทำให้กระเป๋าคล้องแขนหลุดร่วงลงไปบนพื้น

มิ้นพยายามช่วยดึงเอยเอาไว้จึงโดนอีกคนตบจนถลาล้มลงไป พวกมันพาเอยออกไปสำเร็จ

“มิ้นจดเลขทะเบียนเร็ว!” วินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรีบขี่รถวิ่งเข้ามาหามิ้นเพื่อเตือนสติแล้วรีบขี่ตามไป เมื่อมิ้นได้สติจึงรีบจดบันทึกเลขทะเบียนรถก่อนที่จะโทรหาธีรเดชและตำรวจ

 

@ นาวากรุป

“เอยถูกจับตัวไป!” ธีรเดชลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ที่เคยนั่งร่วงลงพื้น ทำเอาเพชรและบอดีการ์ดคนใหม่ที่ยืนอยู่สะดุ้งตกใจไปด้วย

/ “ไม่รู้ว่าเอยเป็นยังไงบ้าง เมื่อกี้พี่วินขี่รถตามไปอยู่ไม่รู้ได้เรื่องหรือเปล่า มันใส่ชุดสีดำใส่หมวกใส่แว่นปิดบังหมด มิ้นรู้แต่เลขทะเบียนรถ” / ปลายสายพูดเร็วแต่ธีรเดชยังพอที่จะจับใจความได้

“ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูด เลขทะเบียนอะไร” ธีรเดชหยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาแล้วรับกระดาษโน้ตที่เพชรยื่นให้

/“ทะเบียน XXXXX กรุงเทพฯ”/ ปลายสายพูด ธีรเดชทวนซ้ำอีกครั้งพร้อมกับเขียนข้อความ

“มิ้นมีเบอร์วินหรือเปล่า”

/ “มิ้นไม่มี แต่ในกระเป๋าเอยอาจจะมีมือถือ บางทีในมือถืออาจจะมีเบอร์วิน” /

“ได้เรื่องยังไงรีบโทรกลับมานะ” ธีรเดชพูดก่อนที่จะวางสาย

“เอายังไงดีครับนาย” เพชรพูด โดยที่ผู้คุ้มกันอีกคนยังคงยืนนิ่งเนื่องจากมาทำงานใหม่และถูกกำชับว่าห้ามยุ่งเรื่องของนายให้ทำแต่หน้าที่ตัวเอง เป็นคนที่เพชรเลือกดีแล้ว

“วันนี้ทรงพลมาทำงานหรือเปล่า” ธีรเดชถามเพชรเพราะเขาสั่งให้คนสะกดรอยทรงพลโดยผ่านเพชร

“มาครับนาย”

“ดำเนินการตามแผนวันนี้เลย” มือเรียวยาวรีบโทรหาอีกเบอร์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “สวัสดีครับ ผมธีรเดช หมวดอาร์มที่ดูแลคดีของผมใช่ไหมครับ ผมมีเรื่องอยากให้ช่วย”

 

@ภายในรถตู้

ผู้ชายร่างใหญ่ใช้ผ้าเช็ดหน้าผสมยาสลบปิดจมูกเอยจนแทบหายใจไม่ออกหญิงสาวดิ้นไปชักพักก่อนที่จะแน่นิ่งไปผู้กระทำจึงถอนมือออก ชายร่างผอมอีกคนหันหลังมองรอบๆ อย่างระวังอยู่เห็นบางอย่างผิดสังเกต

“มีคนตามเรามา!”

“ไม่ต้องตกใจ เลี้ยวไปที่ไม่มีคนหน่อย” ชายร่างใหญ่ผลักเอยไปอีกด้านแล้วควักปืนออกมา

วินขี่รถด้วยความเร็วสูงเท่าที่มอเตอร์ไซค์สี่จังหวะรับได้ โชคดีการจราจรค่อนข้างติดขัดวินจึงตามไปได้ทันมันขับไปยังที่เปลี่ยวก่อนที่จะยิงปืนใส่ยางรถมอเตอร์ไซค์หนุ่มนักศึกษาจนล้มเสียหลักอยู่ข้างทาง ผู้ถูกกระทำพยายามลุกขึ้นวิ่งแต่เขาก็เดินไปได้ไม่กี่ก้าวได้แต่มองรถตู้ลับตาไปต่อหน้าต่อตา

ชาวบ้านแถวนั้นออกมาดูเพราะได้ยินเสียงปืน ต่างก็ช่วยถามไถ่ ช่วยกันเข็นรถมอเตอร์ไซต์ไปซ่อม วินกล่าวขอบคุณเขารีบโทรหาตำรวจบอกเล่าสถานการณ์ทั้งหมด

ตรู๊ด!  ตรู๊ด!

วินทำท่าจะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แต่ก็มีสายเข้ามาพอดีเมื่อเห็นชื่อเอยจึงรีบรับมันด้วยความดีใจ แต่ก็ผิดหวังเพราะไม่ใช่เสียงคนที่เขาตามหา

/ “พี่วิน นี่มิ้นเองนะ เอยอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง” /

“ขอโทษนะ ฉันตามพวกมันไม่ทัน แต่ฉันโทรไปบอกตำรวจแล้วว่าคลาดที่ไหน” วินพูดพร้อมกับเดินไปอู่ซ่อมรถ

“พ่อหนุ่มไปทำแผลก่อนไหม” ชาวบ้านถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวซ่อมมอเตอร์ไซต์เสร็จผมจะไปโรงพยาบาลทีเดียวเลย”

/ “แล้วที่วินเป็นไงบ้าง ถูกมันทำร้ายหรือเปล่า ทำไมต้องไปโรงพยาบาล” /

“รถโดนยิงยาง มีคนมาช่วยอยู่”

/“พี่วินอยู่ที่ไหน”/

“พี่อยู่ที่ อู่ช่างน้อย ซอย XXXX ” วินมองป้ายหน้าร้านที่เขียนด้วยเชือกบนแผ่นไม้ก่อนที่จะนั่งลงบนพื้น

/ “รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวมิ้นไปหา” /

“จะมาทำไม อีกสิบห้านาทีก็จะสอบแล้วนะ ฮาโหล” วินรีบทักท้วงแต่ปลายสายก็วางไปแล้ว และอาจจะไม่ได้ยินเสียงของเขา

รถใกล้ซ่อมเสร็จมิ้นก็เข้ามาพอดี เธอเห็นคล้ายวินสภาพเสื้อสีขาวเปื้อนขี้ดินจนแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง กางเกงและผมก็สภาพไม่ต่างกัน

“พี่วิน” วินหันตามเสียงทำให้มิ้นรู้ว่าจำคนไม่ผิด มิ้นเดินเข้ามามองวินใกล้ๆ ข้อศอกตลอดจนถึงแขนมีบาดแผล มิ้นเดินเข้ามาเปิดเสื้อวิน มีรอยช้ำอยู่หลายจุด

“มิ้นจะทำอะไรน่ะ!” วินทำท่าจะขัดขืนแต่ก็ทำไม่ได้มากเพราะบาดเจ็บอยู่

“อย่าหวงตัวหน่อยเลย ไหนดูซิ” มิ้นค่อยๆ เลิกขากางเกงของวินจนเห็นแผลขนาดใหญ่

“โห…”

“เสร็จแล้วครับ ค่าเปลี่ยนยางสี่ร้อยบาท” เจ้าของอู่ลุกขึ้นยืนแล้วเข็นรถไปด้านนอก มิ้นละมือจากวินแล้วหยิบเงินจากกระเป๋ายื่นให้เจ้าของอู่

“พี่ไม่ต้อง เดี๋ยวมิ้นจ่ายเอง นี่ค่ะสี่ร้อยบาท”

“ขอบใจนะ มิ้นไปสอบเถอะ ยังเหลืออีกวิชาหนึ่งไม่ใช่เหรอ”

“พี่วินรู้ได้ยังไง” มิ้นขมวดคิ้ว

“เอาเป็นว่าพี่รู้แล้วกัน ไปเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง” วินหันไปจับมอเตอร์ไซต์พยายามจะติดเครื่องยนต์แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเป็นแผลที่เข่า

“หลบไปเดี๋ยวมิ้นขี่เอง พี่วินนั่งดีๆ ก็แล้วกัน”  วินถอยหลบให้มิ้นเข้าไปคร่อมมอเตอร์ไซต์แล้วขี่ออกไป

“เดี๋ยว นี่ไม่ใช่ทางไปมหาวิทยาลัยนะ”

“เกาะมิ้นสิ ข้างหลังไม่มีที่จับไม่ใช่เหรอ ถ้าตกไปนี่แย่แน่” วินลังเลเกาะชายเสื้อแต่ก็ถูกมิ้นจับมือให้เกาะเอว

“เดี๋ยวเลือดเลอะ” วินพูดด้วยความตกใจ

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า บ้านมิ้นมีหลายตัว”

วินเกาะเอวมิ้นพร้อมกับแอบดมผมสั้นประบ่าของผู้หญิงตรงหน้าเบาๆ นี่สินะ ที่ผู้ชายหลายคนถึงติดผู้หญิงมันเป็นแบบนี้นี่เอง

 

@อีกด้าน

“เรียบร้อย เอาเชือกมัดแขนมัดขาปิดตาด้วย” ชายร่างใหญ่สั่งในขณะที่กำลังเอามือเอยไขว้หลังแล้วมัดเหยื่อโดยมีชายร่างผอมคอยช่วยเหลือ

รถตู้สีดำแล่นเข้าไปยังลานจอดรถในโรงแรม ชายสองคนพากันถอดชุดสีดำออกเปลี่ยนเป็นเสื้อลายสก็อตถอดชุดเก่าไว้บนรถ ก่อนที่จะช่วยกันนำร่างเอยใส่กล่องตู้เย็นขนาดใหญ่แล้วขนขึ้นรถกระบะสีขาวแล้วขับออกไป

ส่วนคนขับรีบเปลี่ยนทะเบียนรถ ติดสติกเกอร์ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญแล้วนำเสื้อเพื่อนใส่กระเป๋าขึ้นโรงแรมไปทันที

 

@ นาวากรุป

“เรียกผมมามีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ทรงพลเดินเข้ามาในห้องทำงานของธีรเดชอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“เจ็ดวันแล้ว เรื่องที่ผมให้คุณดูเป็นยังไงบ้าง คุณจัดการหรือยัง” ธีรเดชยิ้มเรียบในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้

“ผมจัดการลงโทษพนักงานที่บังอาจใช้ความน่าเชื่อถือของบริษัทเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากนี้คงไม่เกิดปัญหานั้นอีกต่อไปแล้ว ผมต้องขอโทษที่ทำให้คุณธีรเดชเสียเวลาเพราะความสะเพร่าของผมเองด้วย ต่อไปผมจะตรวจทานให้ดีกว่านี้” ทรงพลยิ้มอ่อนก่อนที่จะแสร้งก้มหน้ารับผิด

“แล้วพนักงานคนนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว ผมอยากคุย”

“ขอโทษครับ เขาลาออกไปแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ผมจับได้”

“หรือครับ น่าเสียดาย” ธีรเดชหลบสายตาก่อนที่จะยืนขึ้นมองไปนอกกระจก ในขณะเดียวกันก็มีสายเรียกเข้ามือถือทรงพลแต่เขารีบตัดสายทิ้งตามมารยาท

ตรู๊ด! ตรู๊ด!

“จะรับสายก็ได้นะ โทรมาขนาดนี้อาจจะมีธุระด่วนก็ได้” ธีรเดชหันหลังพูด เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมโทรกลับไป”

“ผมมีอยากให้คุณไปดูงานกับผมหน่อย ตอนนี้เลย”

“ได้ครับ ขอผมไปเตรียมตัวก่อน” ทรงพลโค้งก้มตัวทำท่าจะกลับห้องแต่ก็หยุดฟังเมื่อนายจ้างพูดขึ้น

“เพชร ไปช่วยคุณทรงพลหน่อยเตรียมตัวหน่อย” ธีรเดชสั่งเพชรปล่อยให้บอดีการ์ดอีกคนทำหน้าที่อารักขาเพียงคนเดียว

ทรงพลเดินกลับห้องด้วยใบหน้าซีดเผือดโดยมีเพชรเดินตาม เขารู้สึกไม่ชอบมาพากลกับท่าทีของธีรเดช ทำไมถึงให้เพชรตามมา หรือว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว กลัวเขาจะหนีจึงให้บอดี้การ์ดส่วนตัวมาคุม

ชายวัยกลางคนรีบเข้าห้องน้ำก่อนที่จะโทรศัพท์กลับไป

“มีอะไร”

/ “แย่แล้วครับนาย มีตำรวจมาค้นโกดัง ฮาโหล ฮาโหล นายได้ยินไหมครับ!” / ปลายสายพูดทันทีเมื่อรับโทรศัพท์

ทรงพลรู้สึกเหมือนไม่มีแรงกดปุ่มสัมผัสปล่อยให้ปลายสายวางสายเอง เขาทรุดลงนั่งแล้วครุ่นคิด ไม่สิ เขายังมีหวังเอาตัวรอดอยู่ เพราะชีวิตเอยอยู่ในกำมือของเขา ทรงพลรวบรวมสติลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตู เห็นเพชรยืนอยู่หน้าห้องน้ำ

“รู้เรื่องทั้งหมดแล้วใช่ไหม คุณทรงพล” เพชรยิ้ม

“นายต้องการอะไร”

“ผิดก็ว่าไปตามผิด อันที่จริงนายจะพาไปหาตำรวจ แต่คุณธีร์กลัวคุณเสียหน้าจึงให้ตำรวจไปรอข้างนอก”

“นายไม่รู้เหรอว่าชีวิตของคู่หมั้นของเขาอยู่ในมือฉัน” ทรงพลพูดต่อรอง

“แน่ใจเหรอ” เพชรยิ้ม

 

@ อีกด้าน

รถกระบะกว่าจะมาถึงจุดหมายก็ใกล้มืดเสียแล้ว บ้านสองชั้นมีเถาวัลย์สีเขียวเกาะอยู่ ท่ามกลางต้นไม้รกครึ้ม ชายทั้งคู่ช่วยกันยกพัสดุเข้ามาในบ้าน ชายร่างใหญ่มองรอบๆ ด้วยความแปลกใจเมื่อเข้ามาข้างใน เพราะด้านในมีของใช้อยู่อย่างครบถ้วนยกเว้นอุปกรณ์ไฟฟ้า ชายร่างผอมหันไปจุดตะเกียง

“เอ็งนี่มันยิงแม่นจริงๆ เลย ถ้าเป็นมือปืนคนอื่นก็คงจะเล็งยิงตัวไปแล้ว” ชายหนุ่มร่างผอมพูดในขณะที่ชายร่างใหญ่วางร่างเอยลงบนเตียง

“ข้าไม่อยากฆ่าคนโดยที่ไม่มีผลตอบแทน”

“พูดเป็นตัวร้ายในการ์ตูนไปได้” ชายร่างผอมพูด ผู้ฟังยิ้มรับก่อนที่จะพูดต่อ

“ทำไมเราต้องจับผู้หญิงคนนี้มา ปกติเรารับแต่งานฆ่าไม่ใช่เหรอ”

“ไม่รู้สิ เบื้องบนไม่ได้บอก เฝ้าให้ดีนะเดียวข้าไปสูบบุหรี่ก่อน” ชายผอมเดินออกไปข้างนอกปล่อยให้ ชายร่างใหญ่อยู่กับเหยื่อเพียงลำพัง

“คุณเอยรู้สึกตัวมาสักพักแล้วใช่ไหมครับ ผมหินไงครับ”

เอยที่แกล้งหลับได้ยินน้ำเสียงเหมือนคนรู้จักจึงยอมพูดด้วย

“หินเหรอ!”

“เดี๋ยวผมคลายเชือกให้ คุณหนูแกล้งหลับไปก่อนนะครับ” หินแกล้งเอามือปิดปากเอยแล้วดำเนินการอย่างที่พูด แล้วเดินไปหยิบท่อนไม้ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปด้านหลังเพื่อนร่วมงานที่กำลังยืนโทรศัพท์แล้วฟาดด้วยท่อนไม้เต็มแรงจนผู้ถูกกระทำแน่นิ่งลงบนพื้น คนร้ายคนรัก

 

ซ่า…

หินเอาน้ำสาดใส่ชายร่างผอมที่กำลังสลบอยู่ ผู้ถูกกระทำฟื้นจากภวังค์เงยหน้ามองอดีตผู้ร่วมงานกับอดีตเหยื่อและชายฉกรรจ์ในชุดฟอร์มสีดำอีกหลายคนด้วยความเจ็บแค้น

“เอ็ง หลอกข้ามานานแล้วเหรอ!” ชายร่างผอมพูดพร้อมกับดิ้นแต่ก็ทำได้เพียงขยับไปมา สภาพของเขาไม่ต่างกับตอนพาเอยมาที่นี่

หินยิ้มเรียบก่อนที่จะหลีกทางให้ธีรเดชเดินเข้ามา

“ใครเป็นคนจ้างเอ็งมา หรือว่าเป็นทรงพล” ธีรเดชพูดเสียงแข็ง

“ฮึ ฮึ” ชายร่างผอมหัวเราะในลำคอทำให้ผู้ฟังทนรอฟังคำตอบไม่ไหวจิกผมให้เงยหน้าขึ้น

“มันมีวิธีอีกหลายอย่างที่ทรมานมากกว่าตาย” ธีรเดชมองเข้าไปนัยน์ตาชายร่างผอมเพื่อตอกย้ำว่าเขาพูดจริง

“บ้านเมืองมีกฎหมาย แกไม่กล้าทำหรอก”

“อยากจะขำ คนอย่างนายไม่เชื่อกฎหมายหรอก แล้วอีกอย่าง ถ้าคนอย่างนายตายไปสักคน คงเก็บศพอย่างมากแค่คืนเดียว เพราะถ้าแจ้งความมันก็ต้องเสียค่าโรงเย็นอีกหลายวัน อย่างเมียนายคนจะแก้แค้นให้หรอกนะก็นายเล่นซ้อมเมียตัวเองประจำเลยนี่ พูดได้ว่าต่อให้เจอศพหรือไม่มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ธีรเดชเอามีดออกมาปาดไปบนเคราของอีกฝ่ายช้าๆ

“แกะเชือกมันออก ฉันอยากให้มันเห็นภาพตอนนิ้วมันขาดสักหน่อย” ธีรเดชสั่ง

“พวกมึงจะทำอะไรน่ะ!” ชายร่างผอมตกใจเมื่อเห็นชายหลายคนพากันกดตัวเขาลง หินที่ดูมีพลังมากที่สุดแกะเชือกก่อนที่จะเอามือซ้ายของชายร่างผอมวางแบราบอยู่บนพื้น

“นิ้วก้อยขาดไปสักนิ้วคงไม่เป็นไร มันไม่ได้มีไว้เหนี่ยวไกปืน” ธีรเดชทำท่าเอาปลายมีดดันลงบนนิ้วก้อย

“อย่านะเว้ย! ปล่อย!” ผู้ถูกกระทำแสดงอาการลนลานดิ้นพล่านทั้งที่ยังคนโดนกดอยู่อย่างนั้น

ธีรเดชไม่หยุดเขากดมีดจนอีกฝ่ายเลือดออกอย่างใจเย็น จนเอยที่ยืนอยู่ทนดูไม่ไหวต้องปิดตาตัวเอง เธอรู้ว่าธีรเดชกล้าทำ เพราะหลังจากที่เขาออกจากคุกเขาก็ไม่เชื่อกฎหมายอีกต่อไป

“บอกแล้ว บอกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ” คำร้องขออย่างเลี่ยงไม่ได้เริ่มเผยออกมาทำให้ธีรเดชต้องหยุดการกระทำชั่วคราว

“ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ข้ารับงานมาอีกที งานจะส่งมาที่บ้านนี้ผ่านตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ มันมาพร้อมกับเงินค่าจ้างล่วงหน้า และเงินงานเก่าที่หินมันเคยฆ่านั่นแหละ ไม่เชื่อก็ดูหลังบ้านสิ มีเศษตุ๊กตาอยู่หลายตัว”

“แล้วเอกสารพวกนั้นอยู่ที่ไหน”

“ข้าเผาไปหมดแล้ว”

“ฉันไม่เชื่อ แล้วนายจะจำหน้าเหยื่อได้ยังไง”

“ข้าถ่ายรูปไว้ในมือถือ จะลบเมื่อเสร็จงาน”

เมื่อหินได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอามือถือที่ยึดมาให้เจ้านาย ธีรเดชรับมันแล้วเปิดดูรูปถ่ายที่บันทึกแล้วมองหน้าฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะถอนมือออกแล้วยืนขึ้น

“พวกนายไม่เห็นฉันทำอะไรใช่ไหม”

“ไม่เห็นครับ” บอดี้การ์ดทุกคนพูดพร้อมกัน

“มันเกิดแผลได้ยังไง”

“มันขัดขืนต่อสู้ครับ” บอดี้การ์ดทุกคนพูดพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง

 

@ คฤหาสน์

เอยมองธีรเดชที่นิ่งเงียบอยู่บนรถก่อนที่จะลงจากรถไปก่อน เธอแสร้งไม่สนใจการกระทำของคู่หมั้นแล้วลงรถเดินเข้าไปในบ้าน

“คุณหนูเอยมาแล้ว” เสียงคนในบ้านพูดขึ้น

“เอยเป็นไงบ้าง พวกมันไม่ได้ทำอะไรเธอนะ” เห็นเพื่อนที่ยังคงแต่งชุดนักศึกษาวิ่งเข้ามากอดแล้วร้องไห้ ท่ามกลางความโล่งอกของพ่อและคนรับใช้ที่รอกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

“ฉันไม่เป็นไร มิ้นไม่ต้องห่วง มีหินดูแลอยู่ทั้งคน” เอยยิ้มในขณะที่มิ้นคลายอ้อมกอด

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เอยคงเหนื่อยมาก ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”

“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ดูเธอสิโทรมกว่าฉันอีก ฉันนอนมาเต็มตื่นแล้วล่ะ นี่ก็ตีหนึ่งแล้ว วันนี้นอนบ้านฉันก็แล้วกัน” เอยพูดพลางจับมือทั้งสองข้าง มิ้นถอยออกมาเมื่อเห็นพ่อของเพื่อนเดินเข้าไปหาลูกสาว

“ปลอดภัยแล้วนะ” พ่อเอยเดินเข้ามาลูบหัว เอยจึงสวมกอดแทนคำขอบคุณ

“ค่ะ”

“ไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อน พรุ่งนี้มีสอบแต่เช้านี่เดี๋ยวจะสอบไหว” พ่อคลายอ้อมกอด

เอยและมิ้นพากันขึ้นไปชั้นบน เอยหยุดมองห้องคู่หมั้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะเข้าห้องไป