คลังเก็บหมวดหมู่: อ่านนิยายหวานแหวว

บทที่ 12 บอดี้การ์ดส่วนตัว (ยังไม่จบตอน)

บทที่ 12

บอดี้การ์ดส่วนตัว

 

ธีรเดชยืนรอหน้ารถหรูเมื่อเห็นเอยและมิ้นเดินคุยกันมาเขาจึงขึ้นรถตรงด้านข้างคนขับไปก่อน คนขับรถเดินเข้ามาเปิดประตูให้นักศึกษาทั้งสอง

เอยกับมิ้นคุยกันอย่างออกรสตลอดเส้นทางจนลืมสนใจธีรเดชที่ทำท่าทีห่างเหิน เมื่อถึงจุดหมายรถจอด คนขับรถอ้อมรถเปิดประตูให้มิ้น ส่วนเพชรลงมาเปิดประตูให้เอย

“วันนี้จะสอบผ่านไหมเนี่ย นอนไม่ค่อยพอเลย” มิ้นเริ่มบ่น ในขณะที่รถเคลื่อนออกไปแต่เพชรยังคงยืนอยู่

“พี่เพชรไม่ได้ไปด้วยเหรอ หรือมีธุระอะไรแถวนี้” เอยและมิ้นมองเพชรอย่างประหลาดใจ

“อ้าว คุณเอยไม่รู้เหรอว่าคุณธีร์เป็นคนให้ผมมาปกป้องคุ้มครองคุณเอย” เพชรตอบ

“ว้าว! มีความเป็นห่วง” มิ้นเอานิ้วชี้ทั้งสองข้างยกมาแนบชิดกันเป็นท่าประกอบ

“บ้าละ เป็นห่วงอะไรกัน เมื่อวานไม่เห็นจะถามไถ่พูดคุยกับฉันเลย” เอยกอดอกอย่างไม่พอใจ

“เขาคงจะง่วง อย่าน้อยใจเลย” มิ้นตบบ่าเพื่อน

“เชอะ! ใครน้อยใจมิทราบ ไปเถอะ รีบไปรอ จะได้มีเวลาอ่านหนังสือ” เอยเดินนำไปก่อน

มิ้นมองหน้าเพชรอย่างรู้ใจก่อนที่จะส่ายหน้า ระอาในความไม่ลดราวาศอกของเพื่อนแล้วพากันเดินตามไปโดยที่วินยืนมองอยู่ห่าง

 

นักศึกษาหลายคนมองเพชรและแอบซุบซิบยิ้มเล็กยิ้มน้อยกันใหญ่อาจจะด้วยความหล่อหรือชุดฟอร์มสีดำที่ใส่ก็ไม่ทราบทำเอาบรรดานักศึกษาสาวไม่เป็นอันได้อ่านหนังสือ โดยเฉพาะเพื่อนสาวที่ขี้อิจฉาประจำห้อง

“ยัยลูกคุณหนูหน้าไม่อาย พาผู้ชายมามหาวิทยาลัย กลัวไม่รู้หรือไงว่าตัวเองเสน่ห์แรง” หนึ่งในสามสาวยืนจับกลุ่มเบ้ปาก

เอยมองไปรอบๆ เห็นสายตาของเพื่อนที่มีปฏิกิริยาต่อเพชรก็พยายามไล่เพชรให้ออกไปคุ้มกันห่างๆ

“พี่เพชรไปหาอะไรทำก็ไปทำเถอะ ในมหาวิทยาลัยไม่มีผู้ร้ายหรอก ฉันอายคน”

“ไม่ครับ ผมต้องทำตามคำสั่ง คุณเอยไม่ต้องสนใจหรอกครับ” เพชรยังคงยืนคุ้มกัน

“เคร่งครัดจังเลยนะคะ” มิ้นยิ้ม

“ขอบคุณครับ” เพชรส่งรอยยิ้มกระชากใจ ทำเอามิ้นแอบเคลิ้ม

ตรู๊ด! ตรู๊ด!

“เกือบไปแล้ว ลืมปิดเสียงซะสนิทเลย” มิ้นหยิบมือถือมาดูเห็นเบอร์วินเธอมองหน้าเพื่อนรักก่อนที่จะรับสาย

/ “เอยเป็นยังไงบ้าง” / ปลายสายพูดทันที

“ขอโทษนะ ฉันลืมโทรไปบอก ตอนนี้เอยปลอดภัยแล้วค่ะ พี่ไม่ต้องห่วง” มิ้นตอบ

“คุยกับใครเหรอ” เอยถาม เสียงดังพอที่ทำให้ปลายสายได้ยิน ส่วนเพชรก็อยากรู้เหมือนกัน แต่เขาไม่สามารถก้าวล่วงได้

“เดี๋ยวฉันขอตัวอ่านหนังสือก่อนนะ” มิ้นรีบวางสายทันทีก่อนที่จะอธิบายรายละเอียดให้เพื่อนฟัง “เมื่อวานตอนที่เธอถูกจับตัว วินมาเจอพอดีเลยขับรถมอเตอร์ไซค์ตามไปจนถูกยิง” มิ้นพูดยังไม่ทันจบเอยก็พูดแทรกขึ้นมา

“วินโดนยิง!”

“อย่าเพิ่งตกใจ ฉันพาไปโรงพยาบาลแล้ว พี่วินปลอดภัยดี วันนี้คงจะมาสอบแล้วล่ะ เมื่อกี้ก็โทรมา”

“ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไร” เอยโล่งใจ แม้ว่าเธอจะยังไม่ไว้ใจวินแต่เธอก็ไม่อยากให้ใครบาดเจ็บเพราะตัวเอง

เพชรเห็นอาการเป็นห่วงของเอยก็กลัวว่านายวินจะนำคะแนนนายตัวเองไป อย่างนี้ต้องขัดขวางให้ถึงที่สุด

อาจารย์เรียกเข้าห้องสอบเมื่อใกล้ถึงเวลา นักศึกษาปิดอุปกรณ์สื่อสารและส่งให้ครูก่อนที่จะเข้าไปด้านใน เอยมองกระดาษที่คว่ำอยู่ตรงหน้าจนกระทั่งมีเสียงกริ่งเป็นสัญญาณให้เริ่มทำข้อสอบ

“เอาเก้าอี้ไหมคะ” อาจารย์ยกเก้าอี้มาให้นั่ง

“ขอบคุณครับ” เพชรส่งรอยยิ้มกระชากใจทำเอาครูคุมสอบเคลิ้มไปชั่วครู่แล้วนั่งลง

บทที่ 11 คนร้ายคนรัก

บทที่ 11

คนร้าย คนรัก

@ เวลาผ่านไปจนถึงวันสอบ

“เธอนี่ คิดเองเออเองตลอดเลยนะ ฉันยังพูดไม่ทันจบเลย ฉันไม่ได้ทำเพราะพินัยกรรม แต่ฉันทำเพราะฉันรู้สึกดี รู้สึกหวั่นไหว และฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้เธอ อย่างนี้จะเรียกว่ารักได้หรือยัง แม่สาวจอมยุ่ง” เสียงธีรเดชลอยผ่านโสตประสาท

‘โอ๊ย ทำไมลืมไม่ได้สักที ออกจากหัวฉันไปซะ’ เอยส่ายหัวแรงเพื่อให้ความคิดออกจากหัวไป

“ข้อสอบคงไม่ยากขนาดนั้นหรอก คุณอรอนงค์” อาจารย์คุมสอบพูดใกล้ๆ แล้วเดินผ่านไป ในขณะที่คนอื่นกำลังอ่านคำถามในข้อสอบด้วยใจจดจ่อทำให้บรรยากาศดูเงียบจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกา มันเป็นความเงียบที่ทำให้มีสมาธิหรืออาจจะเป็นความกดดัน แต่ในสมองของเอยในตอนนี้กลับมีแต่เสียงเขาและภาพเหตุการณ์ต่างๆ มาอยู่ในใจ

ข้อสอบคณิตศาสตร์กลายเป็นภาษาต่างดาวที่เธอไม่รู้จัก นี่มันอาถรรพณ์อะไรกัน ตั้งแต่วันนั้นก็เรียนไม่รู้อีกเลย แล้วข้อสอบนี่อีก ให้ตายเถอะ

‘ถ้าฉันสอบตกฉันจะไม่ให้อภัยนายเลย ตาขี้เก๊ก’

เอยนั่งทำข้อสอบจนเกือบหมดเวลา แล้วเก็บของทั้งหมดก่อนที่จะวางข้อสอบบนโต๊ะตรงหน้าอาจารย์

“เป็นไงบ้าง ทำได้ล่ะสิ กว่าจะทำข้อสอบเสร็จ ฉันรอจนเมื่อยตุ้มเลย อุ้ย!” มิ้นพูดคุยเมื่อเห็นเพื่อนเดินออกมาจากห้องสอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนที่จะหยุดเมื่อสังเกตสีหน้าของเพื่อนรัก

“อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะสอบ เราไปกินของหวานผ่อนคลายสมองก่อนเถอะ” เอยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไปสิ”

 

@ หน้ามหาวิทยาลัย

วินมองเอยกำลังเดินอยู่กับมิ้นพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เขาเดินเข็นมอเตอร์ไซต์ตามอยู่ห่างเพื่อไม่ให้สองสาวรู้ตัว

เอี๊ยด!

“นี่พวกนายจะทำอะไรน่ะ!”

“ปล่อยเพื่อนฉันนะ!”

รถตู้สีดำเข้ามาจอดระยะประชิดก่อนที่จะมีชายสองคนพยายามอุ้มเอยขึ้นรถ ผู้ถูกกระทำขัดขืนสุดแรงจึงถูกชายร่างใหญ่ชกท้องจนตัวงอมือของเธออ่อนแรงทำให้กระเป๋าคล้องแขนหลุดร่วงลงไปบนพื้น

มิ้นพยายามช่วยดึงเอยเอาไว้จึงโดนอีกคนตบจนถลาล้มลงไป พวกมันพาเอยออกไปสำเร็จ

“มิ้นจดเลขทะเบียนเร็ว!” วินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรีบขี่รถวิ่งเข้ามาหามิ้นเพื่อเตือนสติแล้วรีบขี่ตามไป เมื่อมิ้นได้สติจึงรีบจดบันทึกเลขทะเบียนรถก่อนที่จะโทรหาธีรเดชและตำรวจ

 

@ นาวากรุป

“เอยถูกจับตัวไป!” ธีรเดชลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ที่เคยนั่งร่วงลงพื้น ทำเอาเพชรและบอดีการ์ดคนใหม่ที่ยืนอยู่สะดุ้งตกใจไปด้วย

/ “ไม่รู้ว่าเอยเป็นยังไงบ้าง เมื่อกี้พี่วินขี่รถตามไปอยู่ไม่รู้ได้เรื่องหรือเปล่า มันใส่ชุดสีดำใส่หมวกใส่แว่นปิดบังหมด มิ้นรู้แต่เลขทะเบียนรถ” / ปลายสายพูดเร็วแต่ธีรเดชยังพอที่จะจับใจความได้

“ใจเย็นๆ แล้วค่อยพูด เลขทะเบียนอะไร” ธีรเดชหยิบปากกาในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาแล้วรับกระดาษโน้ตที่เพชรยื่นให้

/“ทะเบียน XXXXX กรุงเทพฯ”/ ปลายสายพูด ธีรเดชทวนซ้ำอีกครั้งพร้อมกับเขียนข้อความ

“มิ้นมีเบอร์วินหรือเปล่า”

/ “มิ้นไม่มี แต่ในกระเป๋าเอยอาจจะมีมือถือ บางทีในมือถืออาจจะมีเบอร์วิน” /

“ได้เรื่องยังไงรีบโทรกลับมานะ” ธีรเดชพูดก่อนที่จะวางสาย

“เอายังไงดีครับนาย” เพชรพูด โดยที่ผู้คุ้มกันอีกคนยังคงยืนนิ่งเนื่องจากมาทำงานใหม่และถูกกำชับว่าห้ามยุ่งเรื่องของนายให้ทำแต่หน้าที่ตัวเอง เป็นคนที่เพชรเลือกดีแล้ว

“วันนี้ทรงพลมาทำงานหรือเปล่า” ธีรเดชถามเพชรเพราะเขาสั่งให้คนสะกดรอยทรงพลโดยผ่านเพชร

“มาครับนาย”

“ดำเนินการตามแผนวันนี้เลย” มือเรียวยาวรีบโทรหาอีกเบอร์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “สวัสดีครับ ผมธีรเดช หมวดอาร์มที่ดูแลคดีของผมใช่ไหมครับ ผมมีเรื่องอยากให้ช่วย”

 

@ภายในรถตู้

ผู้ชายร่างใหญ่ใช้ผ้าเช็ดหน้าผสมยาสลบปิดจมูกเอยจนแทบหายใจไม่ออกหญิงสาวดิ้นไปชักพักก่อนที่จะแน่นิ่งไปผู้กระทำจึงถอนมือออก ชายร่างผอมอีกคนหันหลังมองรอบๆ อย่างระวังอยู่เห็นบางอย่างผิดสังเกต

“มีคนตามเรามา!”

“ไม่ต้องตกใจ เลี้ยวไปที่ไม่มีคนหน่อย” ชายร่างใหญ่ผลักเอยไปอีกด้านแล้วควักปืนออกมา

วินขี่รถด้วยความเร็วสูงเท่าที่มอเตอร์ไซค์สี่จังหวะรับได้ โชคดีการจราจรค่อนข้างติดขัดวินจึงตามไปได้ทันมันขับไปยังที่เปลี่ยวก่อนที่จะยิงปืนใส่ยางรถมอเตอร์ไซค์หนุ่มนักศึกษาจนล้มเสียหลักอยู่ข้างทาง ผู้ถูกกระทำพยายามลุกขึ้นวิ่งแต่เขาก็เดินไปได้ไม่กี่ก้าวได้แต่มองรถตู้ลับตาไปต่อหน้าต่อตา

ชาวบ้านแถวนั้นออกมาดูเพราะได้ยินเสียงปืน ต่างก็ช่วยถามไถ่ ช่วยกันเข็นรถมอเตอร์ไซต์ไปซ่อม วินกล่าวขอบคุณเขารีบโทรหาตำรวจบอกเล่าสถานการณ์ทั้งหมด

ตรู๊ด!  ตรู๊ด!

วินทำท่าจะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แต่ก็มีสายเข้ามาพอดีเมื่อเห็นชื่อเอยจึงรีบรับมันด้วยความดีใจ แต่ก็ผิดหวังเพราะไม่ใช่เสียงคนที่เขาตามหา

/ “พี่วิน นี่มิ้นเองนะ เอยอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง” /

“ขอโทษนะ ฉันตามพวกมันไม่ทัน แต่ฉันโทรไปบอกตำรวจแล้วว่าคลาดที่ไหน” วินพูดพร้อมกับเดินไปอู่ซ่อมรถ

“พ่อหนุ่มไปทำแผลก่อนไหม” ชาวบ้านถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวซ่อมมอเตอร์ไซต์เสร็จผมจะไปโรงพยาบาลทีเดียวเลย”

/ “แล้วที่วินเป็นไงบ้าง ถูกมันทำร้ายหรือเปล่า ทำไมต้องไปโรงพยาบาล” /

“รถโดนยิงยาง มีคนมาช่วยอยู่”

/“พี่วินอยู่ที่ไหน”/

“พี่อยู่ที่ อู่ช่างน้อย ซอย XXXX ” วินมองป้ายหน้าร้านที่เขียนด้วยเชือกบนแผ่นไม้ก่อนที่จะนั่งลงบนพื้น

/ “รอเดี๋ยวนะ เดี๋ยวมิ้นไปหา” /

“จะมาทำไม อีกสิบห้านาทีก็จะสอบแล้วนะ ฮาโหล” วินรีบทักท้วงแต่ปลายสายก็วางไปแล้ว และอาจจะไม่ได้ยินเสียงของเขา

รถใกล้ซ่อมเสร็จมิ้นก็เข้ามาพอดี เธอเห็นคล้ายวินสภาพเสื้อสีขาวเปื้อนขี้ดินจนแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง กางเกงและผมก็สภาพไม่ต่างกัน

“พี่วิน” วินหันตามเสียงทำให้มิ้นรู้ว่าจำคนไม่ผิด มิ้นเดินเข้ามามองวินใกล้ๆ ข้อศอกตลอดจนถึงแขนมีบาดแผล มิ้นเดินเข้ามาเปิดเสื้อวิน มีรอยช้ำอยู่หลายจุด

“มิ้นจะทำอะไรน่ะ!” วินทำท่าจะขัดขืนแต่ก็ทำไม่ได้มากเพราะบาดเจ็บอยู่

“อย่าหวงตัวหน่อยเลย ไหนดูซิ” มิ้นค่อยๆ เลิกขากางเกงของวินจนเห็นแผลขนาดใหญ่

“โห…”

“เสร็จแล้วครับ ค่าเปลี่ยนยางสี่ร้อยบาท” เจ้าของอู่ลุกขึ้นยืนแล้วเข็นรถไปด้านนอก มิ้นละมือจากวินแล้วหยิบเงินจากกระเป๋ายื่นให้เจ้าของอู่

“พี่ไม่ต้อง เดี๋ยวมิ้นจ่ายเอง นี่ค่ะสี่ร้อยบาท”

“ขอบใจนะ มิ้นไปสอบเถอะ ยังเหลืออีกวิชาหนึ่งไม่ใช่เหรอ”

“พี่วินรู้ได้ยังไง” มิ้นขมวดคิ้ว

“เอาเป็นว่าพี่รู้แล้วกัน ไปเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง” วินหันไปจับมอเตอร์ไซต์พยายามจะติดเครื่องยนต์แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเป็นแผลที่เข่า

“หลบไปเดี๋ยวมิ้นขี่เอง พี่วินนั่งดีๆ ก็แล้วกัน”  วินถอยหลบให้มิ้นเข้าไปคร่อมมอเตอร์ไซต์แล้วขี่ออกไป

“เดี๋ยว นี่ไม่ใช่ทางไปมหาวิทยาลัยนะ”

“เกาะมิ้นสิ ข้างหลังไม่มีที่จับไม่ใช่เหรอ ถ้าตกไปนี่แย่แน่” วินลังเลเกาะชายเสื้อแต่ก็ถูกมิ้นจับมือให้เกาะเอว

“เดี๋ยวเลือดเลอะ” วินพูดด้วยความตกใจ

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า บ้านมิ้นมีหลายตัว”

วินเกาะเอวมิ้นพร้อมกับแอบดมผมสั้นประบ่าของผู้หญิงตรงหน้าเบาๆ นี่สินะ ที่ผู้ชายหลายคนถึงติดผู้หญิงมันเป็นแบบนี้นี่เอง

 

@อีกด้าน

“เรียบร้อย เอาเชือกมัดแขนมัดขาปิดตาด้วย” ชายร่างใหญ่สั่งในขณะที่กำลังเอามือเอยไขว้หลังแล้วมัดเหยื่อโดยมีชายร่างผอมคอยช่วยเหลือ

รถตู้สีดำแล่นเข้าไปยังลานจอดรถในโรงแรม ชายสองคนพากันถอดชุดสีดำออกเปลี่ยนเป็นเสื้อลายสก็อตถอดชุดเก่าไว้บนรถ ก่อนที่จะช่วยกันนำร่างเอยใส่กล่องตู้เย็นขนาดใหญ่แล้วขนขึ้นรถกระบะสีขาวแล้วขับออกไป

ส่วนคนขับรีบเปลี่ยนทะเบียนรถ ติดสติกเกอร์ขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญแล้วนำเสื้อเพื่อนใส่กระเป๋าขึ้นโรงแรมไปทันที

 

@ นาวากรุป

“เรียกผมมามีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ทรงพลเดินเข้ามาในห้องทำงานของธีรเดชอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“เจ็ดวันแล้ว เรื่องที่ผมให้คุณดูเป็นยังไงบ้าง คุณจัดการหรือยัง” ธีรเดชยิ้มเรียบในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้

“ผมจัดการลงโทษพนักงานที่บังอาจใช้ความน่าเชื่อถือของบริษัทเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากนี้คงไม่เกิดปัญหานั้นอีกต่อไปแล้ว ผมต้องขอโทษที่ทำให้คุณธีรเดชเสียเวลาเพราะความสะเพร่าของผมเองด้วย ต่อไปผมจะตรวจทานให้ดีกว่านี้” ทรงพลยิ้มอ่อนก่อนที่จะแสร้งก้มหน้ารับผิด

“แล้วพนักงานคนนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว ผมอยากคุย”

“ขอโทษครับ เขาลาออกไปแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ผมจับได้”

“หรือครับ น่าเสียดาย” ธีรเดชหลบสายตาก่อนที่จะยืนขึ้นมองไปนอกกระจก ในขณะเดียวกันก็มีสายเรียกเข้ามือถือทรงพลแต่เขารีบตัดสายทิ้งตามมารยาท

ตรู๊ด! ตรู๊ด!

“จะรับสายก็ได้นะ โทรมาขนาดนี้อาจจะมีธุระด่วนก็ได้” ธีรเดชหันหลังพูด เมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมโทรกลับไป”

“ผมมีอยากให้คุณไปดูงานกับผมหน่อย ตอนนี้เลย”

“ได้ครับ ขอผมไปเตรียมตัวก่อน” ทรงพลโค้งก้มตัวทำท่าจะกลับห้องแต่ก็หยุดฟังเมื่อนายจ้างพูดขึ้น

“เพชร ไปช่วยคุณทรงพลหน่อยเตรียมตัวหน่อย” ธีรเดชสั่งเพชรปล่อยให้บอดีการ์ดอีกคนทำหน้าที่อารักขาเพียงคนเดียว

ทรงพลเดินกลับห้องด้วยใบหน้าซีดเผือดโดยมีเพชรเดินตาม เขารู้สึกไม่ชอบมาพากลกับท่าทีของธีรเดช ทำไมถึงให้เพชรตามมา หรือว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว กลัวเขาจะหนีจึงให้บอดี้การ์ดส่วนตัวมาคุม

ชายวัยกลางคนรีบเข้าห้องน้ำก่อนที่จะโทรศัพท์กลับไป

“มีอะไร”

/ “แย่แล้วครับนาย มีตำรวจมาค้นโกดัง ฮาโหล ฮาโหล นายได้ยินไหมครับ!” / ปลายสายพูดทันทีเมื่อรับโทรศัพท์

ทรงพลรู้สึกเหมือนไม่มีแรงกดปุ่มสัมผัสปล่อยให้ปลายสายวางสายเอง เขาทรุดลงนั่งแล้วครุ่นคิด ไม่สิ เขายังมีหวังเอาตัวรอดอยู่ เพราะชีวิตเอยอยู่ในกำมือของเขา ทรงพลรวบรวมสติลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตู เห็นเพชรยืนอยู่หน้าห้องน้ำ

“รู้เรื่องทั้งหมดแล้วใช่ไหม คุณทรงพล” เพชรยิ้ม

“นายต้องการอะไร”

“ผิดก็ว่าไปตามผิด อันที่จริงนายจะพาไปหาตำรวจ แต่คุณธีร์กลัวคุณเสียหน้าจึงให้ตำรวจไปรอข้างนอก”

“นายไม่รู้เหรอว่าชีวิตของคู่หมั้นของเขาอยู่ในมือฉัน” ทรงพลพูดต่อรอง

“แน่ใจเหรอ” เพชรยิ้ม

 

@ อีกด้าน

รถกระบะกว่าจะมาถึงจุดหมายก็ใกล้มืดเสียแล้ว บ้านสองชั้นมีเถาวัลย์สีเขียวเกาะอยู่ ท่ามกลางต้นไม้รกครึ้ม ชายทั้งคู่ช่วยกันยกพัสดุเข้ามาในบ้าน ชายร่างใหญ่มองรอบๆ ด้วยความแปลกใจเมื่อเข้ามาข้างใน เพราะด้านในมีของใช้อยู่อย่างครบถ้วนยกเว้นอุปกรณ์ไฟฟ้า ชายร่างผอมหันไปจุดตะเกียง

“เอ็งนี่มันยิงแม่นจริงๆ เลย ถ้าเป็นมือปืนคนอื่นก็คงจะเล็งยิงตัวไปแล้ว” ชายหนุ่มร่างผอมพูดในขณะที่ชายร่างใหญ่วางร่างเอยลงบนเตียง

“ข้าไม่อยากฆ่าคนโดยที่ไม่มีผลตอบแทน”

“พูดเป็นตัวร้ายในการ์ตูนไปได้” ชายร่างผอมพูด ผู้ฟังยิ้มรับก่อนที่จะพูดต่อ

“ทำไมเราต้องจับผู้หญิงคนนี้มา ปกติเรารับแต่งานฆ่าไม่ใช่เหรอ”

“ไม่รู้สิ เบื้องบนไม่ได้บอก เฝ้าให้ดีนะเดียวข้าไปสูบบุหรี่ก่อน” ชายผอมเดินออกไปข้างนอกปล่อยให้ ชายร่างใหญ่อยู่กับเหยื่อเพียงลำพัง

“คุณเอยรู้สึกตัวมาสักพักแล้วใช่ไหมครับ ผมหินไงครับ”

เอยที่แกล้งหลับได้ยินน้ำเสียงเหมือนคนรู้จักจึงยอมพูดด้วย

“หินเหรอ!”

“เดี๋ยวผมคลายเชือกให้ คุณหนูแกล้งหลับไปก่อนนะครับ” หินแกล้งเอามือปิดปากเอยแล้วดำเนินการอย่างที่พูด แล้วเดินไปหยิบท่อนไม้ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปด้านหลังเพื่อนร่วมงานที่กำลังยืนโทรศัพท์แล้วฟาดด้วยท่อนไม้เต็มแรงจนผู้ถูกกระทำแน่นิ่งลงบนพื้น คนร้ายคนรัก

 

ซ่า…

หินเอาน้ำสาดใส่ชายร่างผอมที่กำลังสลบอยู่ ผู้ถูกกระทำฟื้นจากภวังค์เงยหน้ามองอดีตผู้ร่วมงานกับอดีตเหยื่อและชายฉกรรจ์ในชุดฟอร์มสีดำอีกหลายคนด้วยความเจ็บแค้น

“เอ็ง หลอกข้ามานานแล้วเหรอ!” ชายร่างผอมพูดพร้อมกับดิ้นแต่ก็ทำได้เพียงขยับไปมา สภาพของเขาไม่ต่างกับตอนพาเอยมาที่นี่

หินยิ้มเรียบก่อนที่จะหลีกทางให้ธีรเดชเดินเข้ามา

“ใครเป็นคนจ้างเอ็งมา หรือว่าเป็นทรงพล” ธีรเดชพูดเสียงแข็ง

“ฮึ ฮึ” ชายร่างผอมหัวเราะในลำคอทำให้ผู้ฟังทนรอฟังคำตอบไม่ไหวจิกผมให้เงยหน้าขึ้น

“มันมีวิธีอีกหลายอย่างที่ทรมานมากกว่าตาย” ธีรเดชมองเข้าไปนัยน์ตาชายร่างผอมเพื่อตอกย้ำว่าเขาพูดจริง

“บ้านเมืองมีกฎหมาย แกไม่กล้าทำหรอก”

“อยากจะขำ คนอย่างนายไม่เชื่อกฎหมายหรอก แล้วอีกอย่าง ถ้าคนอย่างนายตายไปสักคน คงเก็บศพอย่างมากแค่คืนเดียว เพราะถ้าแจ้งความมันก็ต้องเสียค่าโรงเย็นอีกหลายวัน อย่างเมียนายคนจะแก้แค้นให้หรอกนะก็นายเล่นซ้อมเมียตัวเองประจำเลยนี่ พูดได้ว่าต่อให้เจอศพหรือไม่มันก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ธีรเดชเอามีดออกมาปาดไปบนเคราของอีกฝ่ายช้าๆ

“แกะเชือกมันออก ฉันอยากให้มันเห็นภาพตอนนิ้วมันขาดสักหน่อย” ธีรเดชสั่ง

“พวกมึงจะทำอะไรน่ะ!” ชายร่างผอมตกใจเมื่อเห็นชายหลายคนพากันกดตัวเขาลง หินที่ดูมีพลังมากที่สุดแกะเชือกก่อนที่จะเอามือซ้ายของชายร่างผอมวางแบราบอยู่บนพื้น

“นิ้วก้อยขาดไปสักนิ้วคงไม่เป็นไร มันไม่ได้มีไว้เหนี่ยวไกปืน” ธีรเดชทำท่าเอาปลายมีดดันลงบนนิ้วก้อย

“อย่านะเว้ย! ปล่อย!” ผู้ถูกกระทำแสดงอาการลนลานดิ้นพล่านทั้งที่ยังคนโดนกดอยู่อย่างนั้น

ธีรเดชไม่หยุดเขากดมีดจนอีกฝ่ายเลือดออกอย่างใจเย็น จนเอยที่ยืนอยู่ทนดูไม่ไหวต้องปิดตาตัวเอง เธอรู้ว่าธีรเดชกล้าทำ เพราะหลังจากที่เขาออกจากคุกเขาก็ไม่เชื่อกฎหมายอีกต่อไป

“บอกแล้ว บอกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ” คำร้องขออย่างเลี่ยงไม่ได้เริ่มเผยออกมาทำให้ธีรเดชต้องหยุดการกระทำชั่วคราว

“ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร ข้ารับงานมาอีกที งานจะส่งมาที่บ้านนี้ผ่านตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ มันมาพร้อมกับเงินค่าจ้างล่วงหน้า และเงินงานเก่าที่หินมันเคยฆ่านั่นแหละ ไม่เชื่อก็ดูหลังบ้านสิ มีเศษตุ๊กตาอยู่หลายตัว”

“แล้วเอกสารพวกนั้นอยู่ที่ไหน”

“ข้าเผาไปหมดแล้ว”

“ฉันไม่เชื่อ แล้วนายจะจำหน้าเหยื่อได้ยังไง”

“ข้าถ่ายรูปไว้ในมือถือ จะลบเมื่อเสร็จงาน”

เมื่อหินได้ยินอย่างนั้นจึงรีบเอามือถือที่ยึดมาให้เจ้านาย ธีรเดชรับมันแล้วเปิดดูรูปถ่ายที่บันทึกแล้วมองหน้าฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะถอนมือออกแล้วยืนขึ้น

“พวกนายไม่เห็นฉันทำอะไรใช่ไหม”

“ไม่เห็นครับ” บอดี้การ์ดทุกคนพูดพร้อมกัน

“มันเกิดแผลได้ยังไง”

“มันขัดขืนต่อสู้ครับ” บอดี้การ์ดทุกคนพูดพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง

 

@ คฤหาสน์

เอยมองธีรเดชที่นิ่งเงียบอยู่บนรถก่อนที่จะลงจากรถไปก่อน เธอแสร้งไม่สนใจการกระทำของคู่หมั้นแล้วลงรถเดินเข้าไปในบ้าน

“คุณหนูเอยมาแล้ว” เสียงคนในบ้านพูดขึ้น

“เอยเป็นไงบ้าง พวกมันไม่ได้ทำอะไรเธอนะ” เห็นเพื่อนที่ยังคงแต่งชุดนักศึกษาวิ่งเข้ามากอดแล้วร้องไห้ ท่ามกลางความโล่งอกของพ่อและคนรับใช้ที่รอกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

“ฉันไม่เป็นไร มิ้นไม่ต้องห่วง มีหินดูแลอยู่ทั้งคน” เอยยิ้มในขณะที่มิ้นคลายอ้อมกอด

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เอยคงเหนื่อยมาก ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”

“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ดูเธอสิโทรมกว่าฉันอีก ฉันนอนมาเต็มตื่นแล้วล่ะ นี่ก็ตีหนึ่งแล้ว วันนี้นอนบ้านฉันก็แล้วกัน” เอยพูดพลางจับมือทั้งสองข้าง มิ้นถอยออกมาเมื่อเห็นพ่อของเพื่อนเดินเข้าไปหาลูกสาว

“ปลอดภัยแล้วนะ” พ่อเอยเดินเข้ามาลูบหัว เอยจึงสวมกอดแทนคำขอบคุณ

“ค่ะ”

“ไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อน พรุ่งนี้มีสอบแต่เช้านี่เดี๋ยวจะสอบไหว” พ่อคลายอ้อมกอด

เอยและมิ้นพากันขึ้นไปชั้นบน เอยหยุดมองห้องคู่หมั้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะเข้าห้องไป

 

บทที่ 10 ความรู้สึก

บทที่ 10

ความรู้สึก

ความมืดเริ่มปกคลุมท้องฟ้า บ้านหลังเล็กถูกโอบอ้อมไปด้วยรั้วกั้นสีขาว ครูสาเปิดรั้วเดินเข้ามาในบ้าน ความสะอาดของภายในบ้านก็ถูกเก็บกวาดอย่างดี

“กลับมาแล้ว” หญิงสาววัยสามสิบกว่าเดินเข้าไปในครัวแล้วยิ้มเมื่อเห็นพ่อบ้านกำลังผัดอาหารอยู่ เธอเดินเข้าไปหอมแก้มชายหนุ่มก่อนที่จะไปหยิบน้ำในตู้เย็นกรอกใส่แก้วมาดื่ม

“เดี๋ยวนี้กลับบ้านมืดเกือบทุกวันเลยนะ”

“ทำไงได้ล่ะ สาทำงานไม่ทันนี่ ถ้าเอางานมาทำที่บ้านก็กลัวงานจะหาย ก็เลยต้องทำให้เสร็จ ใกล้จะสอบแล้ว ก็เลยต้องรีบทำข้อสอบ”

“ต่อไปผมจะไปรับนะ กลับบ้านดึกแบบนี้ผมเป็นห่วง”

“ค่ะ คุณผู้ชาย” สายิ้มรับคำก่อนที่จะเตรียมจานช้อนหม้อหุงข้าว และอะไรหลายอย่างวางบนโต๊ะทานข้าวซึ่งอยู่อีกห้อง

“พินัยได้กลับมาติดต่อกับสาหรือเปล่า” สามีของเธอเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ

“เจอกันที่มหาลัย พอดีคู่หมั้นเขาเป็นลูกศิษย์สา ตัวอ้วนรู้ได้ยังไง” สาเรียกฉายาที่พูดกันเฉพาะสองคนพลางตักข้าวในหม้อมาใส่จานแล้วนั่งลง สามีทำหน้าตาเคร่งเครียด เขาไม่พูดอะไรต่อ ทั้งคู่ทานมื้อดึกจนหมดจาน สาเห็นสามีเงียบไป จึงนึกว่าสามีของเธออาจจะหึงที่รู้ว่าเธอพบกับพินัย

“ผู้หญิงของพินัยโทรมา พูดเตือนเหมือนกลัวสาจะกลับไปหาพินัย น้ำเสียงของคนนั้นไม่ค่อยดีด้วย”

“บ้าไปแล้ว สาไม่กลับไปหาเขาหรอก เอ…เอยไม่น่าจะโทรหาคุณนะ” สาเก็บจานและเช็ดถูกโต๊ะจนสะอาด

“ได้ข่าวว่าตอนนี้เขารวยมากไม่ใช่เหรอ เป็นคนเดียวกับนักธุรกิจที่ชื่อธีรเดช ผู้ชายที่ตกถังข้าวสาร”

“ตัวอ้วนรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” สาแปลกใจ บางทีแฟนของเธออาจจะรู้เรื่องนี้มาก่อน

“ผมดูข่าว คิดว่าอาจจะเป็นคนเดียวกัน กระจ่างเมื่อผู้หญิงคนนั้นโทรมา” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน

“แหม…หึงสาเหรอ สาจำความรู้สึกนั้นไม่ได้หรอก สารักตัวอ้วนคนเดียว” สายิ้มแล้วเดินเข้ามาสวมกอดหอมแก้มสามี

เมื่อสามีเห็นท่าทางของภรรยาก็สิ้นความสงสัย แต่เขาก็ยังไม่สบายใจ สาอาจจะทำอะไรไม่เข้าตาผู้หญิงของพินัยทำให้เธอต้องโทรมาหาเขา บางทีภรรยาของเขาอาจจะอยู่ในอันตรายถ้าเธออยู่ใกล้พินัยมากเกินไป

 

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

หินในชุดสีดำยืนเหนี่ยวไกปืนระยะเผาขนสามนัดติดก่อนที่จะพยักหน้าส่งสัญญาณซ้อนรถจักรยานยนต์หนีไปบนถนนโล่ง มีเพียงรถและคนไม่กี่คนที่เห็นเหตุการณ์

 

@ คฤหาสน์

รถหรูสีดำคันยาวแล่นผ่านรั้วเข้าในคฤหาสน์หลังงาม โดยมีชายชุดดำยืนโค้งทำความเคารพ เมื่อลับตาเจ้านายพวกเขาจึงปิดรั้วไว้เหมือนเดิม วินซึ่งมองดูเหตุการณ์มาก่อนหน้านี้ ประวิงเวลาสักพักก่อนที่จะทำใจดีสู้เสือเดินตรงเข้าไปสอบถาม

ผู้คุมมองชายแปลกหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่ไว้ใจ

“ผมมาหาเอยครับ”

“คุณเอยไม่อยู่” หนึ่งในชายชุดดำพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ครับ แล้วผมจะมาใหม่” วินทำหน้าสลดยกมือไหว้แล้วเดินคอตกกลับไป

 

เอยเดินผ่านห้องธีรเดชเห็นคู่หมั้นคุยงึมงำกับมือถือทำหน้าเครียด เธอจึงรีบหลบเอาหูแนบกับกำแพงแต่ก็ฟังไม่ได้ความ มารู้ตัวอีกทีธีรเดชก็ออกมายืนอยู่ข้างเธอเสียแล้ว

“ทำอะไร” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็ง

“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เอยผละออกจากกำแพงรีบยืนตรงทำลอยหน้าลอยตา

“ปากแข็ง ก็เห็นอยู่กว่าแอบฟัง มีอะไรสงสัยก็ถามฉันสิ”

“ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” เอยทำท่าทางจะเดินกลับห้องแต่ถูกธีรเดชดึงแขนเอาไว้ เธอทำท่าจะสะบัดแต่ก็หยุดเพราะเห็นใบหน้ายิ้มของธีรเดช

“มาด้วยกันก่อน ฉันมีอะไรอยากให้เธอดู” ธีรเดชปล่อยมือแล้วเดินนำขึ้นบันไดถึงชั้นบนสุดของอาคาร

“พาฉันขึ้นมาบนดาดฟ้าทำไม” เอยถามก่อนที่เพชรจะโค้งตัวแล้วเปิดประตูที่เคยปิดล็อกกุญแจมานานให้

ชั้นดาดฟ้าที่เคยเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีใครดูแล บัดนี้ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ต้นไม้ ไฟสีเขียวสาดส่องใส่น้ำพุขนาดเล็ก เพดานทำด้วยกระจกทำให้สามารถมองดาวบนฟ้า พื้นที่เธอเหยียบคือพรมสีเดียวกับหญ้า หลังคากระจก ไฟทางขนาดเล็กหลายดวงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางมีโต๊ะเล็กเก้าอี้เอนให้นั่งพัก เพชรปิดประตูปล่อยให้นายทั้งสองได้มีโอกาสคุยกัน

“สวยจัง นายว่างคิดเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” เอยมองรอบๆ ก่อนที่จะนั่งบนเก้าอี้ ตรงหน้าเธอมีเครื่องดื่มผลไม้วางอยู่

“ฉันอยากจะเที่ยวกับเอยมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที พอมีโอกาสก็ดันมีเรื่องอีก ฉันก็เลยให้เพชรช่วย”

“ว่าละ คนอย่างนายคิดอะไรละเอียดอ่อนไม่เป็นหรอก”

“เธอยังไม่รู้จักฉันดีไม่ใช่เหรอ รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้เป็นคนละเอียดอ่อน” ธีรเดชเดินมานั่งข้างเอยแล้วถามโดยโน้มหน้าเข้ามาใกล้

“ว่าไง” ธีรเดชถามย้ำ

“ก็ฉัน…ฉันไม่เคยเห็นนายทำอย่างอื่นนอกจากทำงาน” หญิงสาวหันไปหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มแก้เขิน เมื่อเธอดื่มเสร็จธีรเดชจึงนำแก้วน้ำในมือเธอวางลงบนโต๊ะ แล้วกดเอยให้นอนลงอย่างนุ่มนวล ผู้กระทำขัดขืนเพราะความตกใจ

“นายจะทำอะไรน่ะ!” เอยใจเต้นตึกตักเมื่อเห็นเงามืดของธีรเดช จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาเซ็กซี่ขึ้นมาทันที ไม่ได้นะเอย คิดแบบนี้ไม่ได้

“เอนตัวลง แล้วเลิกคิดอะไรมาก” ชายหนุ่มพูดจบก็ผละตัวเองออกจากเธอแล้วเอนตัวนอนข้างๆ

“เธอมีอะไรจะถามฉันไหม” ธีรเดชพูดพลางมองดาวบนท้องฟ้า
“ไม่มี” เอยรีบตอบทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉยกลบเกลื่อนทั้งๆ ที่หน้าแดงยังไม่จาง

“ฉันเปลี่ยนที่นอนแล้วนะ ที่นอนของฉันยกให้เพชร”

“แล้วมาบอกฉันทำไม” เอยอมยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ก็หุบทันทีเมื่อรู้ตัวว่าคู่หมั้นหันหน้ามามอง

“เผื่อเธออยากรู้ วันนี้ดาวสวยนะ” ธีรเดชหันกลับมามองดาวเหมือนเดิม

เอยมองดาวแล้วยิ้ม

“เธอยังสงสัยเรื่องฉันกับคุณครูสาเหรอ เห็นเพื่อนเธอบอกฉัน”

“มิ้นยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เอยขมวดคิ้วบ่นพึมพำ

“ฉันเคยคบกับสาเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก แล้วฉันก็สารภาพรักกับเธอก่อน ทั้งที่ฉันก็รู้ว่าสาชอบคนอื่นอยู่ ตอนนั้นฉันคิดว่า ไม่มีใครดูแลสาดีได้เท่าฉันอีกแล้ว สุดท้ายสาก็เลือกฉัน เรากำลังจะแต่งงานกัน แต่ดันมาเกิดเรื่องก่อน มันทำให้ฉันได้รู้ว่า ฉันไม่สามารถดูแลสาได้ ฉันก็เคยคิดว่าฉันจะไม่รักใครอีก จนได้พบสาอีกครั้ง ฉันเลยรู้ว่า ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม”

“จริงสินะ ความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด”

“ใช่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น ฉันก็ขอรักผู้หญิงตรงหน้าก่อน” ธีรเดชหันมามองเอย ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัวเผลอสบตาชั่วครู่แล้วนั่ง

“นายคงทำเพื่อพินัยกรรมใช่ไหม ไม่จำเป็นหรอก ว้าย!” เอยทำท่าจะเดินไปธีรเดชรีบจับแขนเอยทำให้เธอเสียหลักล้มลงใส่ธีรเดช ชายหนุ่มรีบประคองตัวเธอเอาไว้ไม่ให้บาดเจ็บ

ทั้งคู่มองตากัน เอยตั้งสติได้จึงพยายามลุกขึ้นจากตัวเขา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกอีกฝ่ายรัดแน่น

“เธอนี่ คิดเองเออเองตลอดเลยนะ ฉันยังพูดไม่ทันจบเลย ฉันไม่ได้ทำเพราะพินัยกรรม แต่ฉันทำเพราะฉันรู้สึกดี รู้สึกหวั่นไหว และฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้เธอ อย่างนี้จะเรียกว่ารักได้หรือยัง แม่สาวจอมยุ่ง”

เอยนิ่งเมื่อได้ยินคำตอบของธีรเดช หัวใจเต้นตูมตามจนกลัวอีกคนที่อยู่แนบชิดจะได้ยิน แต่ก็ยากที่จะปิดบังแก้มแดงระเรื่อได้ ธีรเดชยิ้มยื่นหน้าทำท่าจะจูบหญิงสาวแต่เธอก็ดันตัวเขาออกด้วยความสีหน้าเรียบเฉยๆ ซึ่งปกปิดเอาไว้ถึงความรู้สึกภายในก่อนที่จะรีบหนีไป

 

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

รถหรูสีดำคันยาวเข้ามาจอดยังภายในมหาวิทยาลัยตรงจุดนัดพบบริเวณม้านั่ง เอยลงจากรถทันทีที่รถหยุด ธีรเดชเห็นคู่หมั้นถึงจุดหมายแล้วจึงสั่งให้ออกรถ แต่ก็ยังไม่วายมองหญิงสาว

วินซึ่งรออยู่นานรีบเข้ามาดึงแขนเอยทันที ธีรเดชเห็นเอยสะบัดแขนออกจากวินจึงรีบบอกคนขับรถให้วนรถกลับ

“เอยยังโกรธฉันอยู่เหรอ” วินตีหน้าเศร้าเพราะถูกเอยบล็อกไลน์

“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันแค่ไม่อยากเจอหน้านาย เราไม่มีธุระอะไรกันแล้ว”

“ฉันรู้สึกดีกับเธอจริงๆ นะ”

“แต่ฉันไม่ชอบคนโกหก”

“มีอะไรหรือเปล่า” ธีรเดชเข้ามาร่วมวงสนทนา

“ไม่มีอะไร ฉันจะไปแล้ว” เอยพูดจบก็รีบเดินไปก่อน วินทำท่าจะเดินตามแต่ก็ถูกมือหน้าของธีรเดชจับบ่าเอาไว้

“ฉันไม่ชอบที่นายมายุ่งกับคู่หมั้นของฉัน”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมคงทำไม่ได้” วินเอามือธีรเดชออกจากบ่าตัวเองแล้วหันมาพูดกับธีรเดชด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ปัดบ่าตัวเองอย่างรังเกียจก่อนที่จะเดินออกไป ทำให้เพชรที่เห็นเหตุการณ์ทำท่าจะจัดการวิน ธีรเดชยกมือห้าม

“ให้ผมจัดการให้เถอะครับ”

“ไม่ ฉันไม่อยากเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก”

 

@นาวากรุป

ภายในห้องประชุม มีโต๊ะยาว หัวหน้าแผนกแต่ละคนนั่งอยู่โดยมีธีรเดชนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะและเพชรก็ยังยืนคุมอยู่ข้างๆ

“เอาล่ะ ขอให้ทุกคนทำงานเต็มความสามารถ ปิดการประชุม ส่วนคุณทรงพลให้อยู่ก่อน” ธีรเดชพูดขึ้นหลังจากประชุมกันมาเป็นเวลาพอสมควร เมื่อเสร็จธุระต่างคนก็กลับไปทำงานของตัวเองยกเว้นชายร่างใหญ่มีอายุต้องนั่งอยู่ต่อ

“ผมตรวจเอกสารและสภาพสินค้าแล้วนะ สภาพสินค้ามีจุดบกพร่องหลายอย่าง และที่สำคัญมีลูกค้าถามถึงสินค้าที่ไม่มีในบริษัทของเรา มันหมายความว่ายังไง” ธีรเดชสีหน้าเคร่งเครียด

“เขาอาจจะแจ้งผิดบริษัทก็ได้ครับ” ทรงพลพูดเสียงอ่อย

“ไม่ เขาส่งรูปภาพใบส่งของ ใบรับสินค้าของบริษัทมาให้ผม แล้วข้อมูลมันหายไปจากระบบได้ยังไง นี่ถ้าผมไม่ลงพื้นที่เองผมคงไม่รู้เรื่องนี้”

“นี่คุณหาว่าผมโกงบริษัทอย่างนั้นหรือ ผมทำงานที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีปัญหา” ทรงพลแสดงอาการก้าวร้าวอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะรู้สึกตัวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ขอโทษครับ”

“ผมยังไม่ได้กล่าวหาคุณ ผมเพียงอยากให้คุณช่วยตรวจสอบเรื่องนี้สักหน่อย อีกเจ็ดวัน คุณช่วยหาคำตอบพร้อมทั้งวิธีแก้ไขให้ผม ไปทำงานของคุณต่อเถอะ”

“ครับ” ทรงพลรับคำก่อนที่จะเดินออกจากห้อง

“นายทราบสาเหตุแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมไม่จัดการไล่มันออกให้มันเสร็จไป” เพชรพูดอย่างไม่พอใจ

“เพชร นายก็รู้ว่าทรงพลมีความสำคัญยังไงกับบริษัทของเรา ถึงเขาโกงแต่ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ไม่อย่างนั้นคุณนาวาไม่ให้เขาขึ้นแท่นบริหารมานานหรอก” ธีรเดชคิดถึงก่อนที่เขาจะมารับหน้าที่นี้ เขาต้องไปอบรมและฝึกงานกับบริษัทอื่นเพื่อให้ได้ความรู้มาบริหาร และเมื่อตอนเป็นบอดีการ์ดเขาก็เห็นว่าทรงพลมีอำนาจในบริษัทมาก เขาคงไม่มีทางสอนงานให้ผู้บริหารใหม่ง่ายๆ

“แต่มันโกง พวกที่ตั้งใจทำงานจะพาลเสียกำลังใจกันหมด”

“นายรู้ไหมว่า ฉันโทรไปหาบริษัทซอฟต์แวร์เขาพูดว่ายังไง”

“ว่ายังไงครับนาย”

“มีใบงานนี้อยู่จริง แต่ถูกลบออกจากระบบด้วยพาสเวิร์ดของลูกน้องทรงพล”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็บอกปัดได้สิว่าไม่ใช่ฝีมือมัน”

“ไม่หรอก โปรแกรมนี้ทรงผลต้องยืนยันการลบข้อมูลอีกที แต่หลักฐานแค่นี้ไม่พอ ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มันยังไม่คาหนังคาเขา ในตอนนี้ต้องค่อยๆ สืบกันไปก่อน ให้พวกบอดี้การ์ดในบ้านมาทำงานแทรกซึมแต่ละแผนก และต้องเป็นคนที่ไม่เคยมาที่นี่ด้วยถึงจะใช้ได้”

“ครับนาย”

“อีกอย่างหนึ่ง ฉันลืมบอกไป ฉันอยากได้ผู้คุ้มกันแทนหินอีกสักคน หาให้หน่อยนะ ขอเป็นคนใหม่ ให้มาชั่วคราว ที่สำคัญอย่าให้รู้มากมีหน้าที่แค่ปกป้องฉันก็พอ”

“ครับ”

 

@ อีกด้าน

หินกำลังซิทอัพอยู่บนพื้น

“ตั้งแต่ข้าทำงานมากก็เพิ่งเคยเห็นนักฆ่าออกกำลังกายเวลาว่าง” ชายร่างผอมนั่งลงบนเตียงทำท่าจะเอาบุหรี่มาสูบ

“ถ้าเอ็งจะสูบไปสูบข้างนอก”

“เออ ก็ได้ ไม่สูบก็ได้ นี่เงินส่วนที่เหลือ นายเอามาให้” ชายร่างผอมเก็บบุหรี่แล้วโยนเงินในซองกระดาษไว้ข้างตัว หินหยุดออกกำลังกายหันมานับเงิน

“ครบ”

“ทางต้นสังกัดคงพอใจนายมาก ฆ่าแป๊บเดียวก็ส่งเงินมาเลย จริงๆ มันมีอีกงานที่ค้างไว้ คิดว่ายากนะเพราะคนที่จะต้องฆ่าเป็นตำรวจเก่าฝีมือดีทีเดียว งานยากอย่างนี้แต่ต้นทุนต่ำไปหน่อยว่ะ แกจะรับไหม”

“รับ ข้ากำลังร้อนเงิน” หินแกล้งคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบกลับไป

“อือ ถ้างานมาข้าจะบอกอีกที” ชายร่างผอมยิ้ม

 

@ เวลาเย็น เอยและมิ้นนั่งรอคนที่บ้านมารับ ณ ม้านั่งตัวเดิม

“ใจแข็งจังเลยนะเพื่อนเรา พี่วินตามตื๊อทั้งวัน ยังไม่ใจอ่อนอีกเหรอ เป็นฉันนะ ยอมตั้งแต่หน้าประตู”

“ยอมไปคนเดียวเถอะ ไปซะได้ก็ดี น่ารำคาญ”

“ให้อภัยเขาเถอะ เป็นคนอื่นเห็นเธอปั้นปึ่งแบบนี้ หนีไปนานแล้ว”

“มิ้นชอบก็เอาไปสิ”

“บ้าเหรอ เขาไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย นั่นไง พูดจบก็เดินหล่อเข้ามาพอดี สวัสดีค่ะ พี่วิน” มิ้นยิ้ม เอยรีบตีเพื่อน มิ้นจึงรีบกระซิบ “น่า…เก๊กมาก ฉันเมื่อยหน้า”

“พี่ซื้อน้ำมาฝาก” วินยื่นแก้วน้ำให้เอยและมิ้น เพื่อนสาวรับด้วยความยินดียกเว้นเอยที่ดันแก้วหนีออกจากตัว

“คราวหลังพี่วินไม่ต้องหาอะไรมาฝากเอยหรอกค่ะ แต่สำหรับมิ้นได้เสมอ” มิ้นยิ้มแป้นก่อนที่จะดูดน้ำ

รถหรูคันยาวเข้ามาจอดในเวลาไม่นาน ธีรเดชรีบลงจากรถเดินเข้ามายืนใกล้วินพร้อมกับมองหน้า ส่วนวินก็ลุกขึ้นยืนมองท้าทายธีรเดชอยู่นานสองนานเอยรีบเดินขึ้นรถ ต่างจากมิ้นซึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์ด้วยใจจดจ่อ

เมื่อธีรเดชเห็นเอยขึ้นรถแล้วจึงหมุนตัวเดินตามไป

“นี่มัน ประกาศศึกชัดๆ” มิ้นยิ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม ‘น่าสนุกจัง แล้วเราจะอยู่ฝ่ายไหนดีนะ’

 

@ภายในรถ

“เอย” ธีรเดชแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรในใจอยู่

“อะไร” เอยพูดโดยที่สายตายังคงมองไปข้างหน้า

“เธอทะเลาะอะไรกับวินหรือเปล่า หน้าที่พี่รหัสน่าจะหมดแล้ว ทำไมยังมาวนเวียนอยู่”

“เรื่องของฉัน” เอยตอบทันควัน

“เรื่องของเธอมันก็คือเรื่องของฉัน” ธีรเดชพูดในขณะที่เอยยังทำหน้าไม่พอใจอยู่

กริ๊ง! กริ๊ง!

“สวัสดีครับคุณพลอย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ธีรเดชอ่านข้อความบนหน้าจอแล้วรับโทรศัพท์มือถือทันที

/ “มีแน่ค่ะ พรุ่งนี้พลอยมีอะไรให้ช่วยหน่อยค่ะ คุณธีรเดชว่างตอนไหนคะ” /

“รบกวนคุณช่วยโทรไปหาเลขาผม เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะว่างตอนไหน”

/ “ได้ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ” / ปลายสายพูดจบก็วางสายทันทีทำให้ธีรเดชถึงกับถอนหายใจด้วยครับเบื่อหน่าย

“ถอนหายใจเพราะคุณพลอยดันโทรมาตอนฉันอยู่ล่ะสิ อันที่จริงนายควรโทรหาเธอบ่อยๆ คุณพลอยจะได้ไม่ต้องทนความคิดถึงไม่ไหวต้องโทรมาแบบนี้” เอยพูดจบธีรเดชจึงยิ้มได้

“ยิ้มอะไร”

“ดีใจ ที่คู่หมั้นหึง”

“บ้าละ”

“พรุ่งนี้โรงเรียนหยุดไม่ใช่เหรอ ไปทำงานด้วยกันไหมล่ะ”

“เรื่องอะไร ใกล้สอบแล้ว ฉันอ่านหนังสืออยู่บ้านดีกว่า”

“ดีแล้ว ตั้งใจเรียน เรียนจบจะได้แต่งงานกับฉัน”

“เชอะ คิดว่าจะได้แต่งเหรอ”

“ในทางปฏิบัติมีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้เธอเป็นเมียฉัน” ธีรเดชหันไปมองตาเอยพูดเบาแล้วยิ้มกริ่ม

“ไม่มีทาง!”

 

 

 

บทที่ 9 จับให้ได้ไล่ให้ทัน

บทที่ 9

จับให้ได้ไล่ให้ทัน

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยลงมาข้างล่างหาน้ำดื่มมาเติมใส่ขวดก่อนที่จะเดินผ่านห้องนั่งเล่นเธอเห็นใครบางคนกำลังคลุมโปงนอนหลับอยู่ เอยจ้องมองด้วยความสงสัยเธอเปิดผ้านวมออกจึงรู้ว่าคู่หมั้นเธอมานอนหลับอยู่ข้างล่าง

ธีรเดชรู้สึกตัวเพราะถูกกวนและได้เวลาตื่นนอนเขาลืมตาขึ้นเอยจึงรีบถอยห่าง เขาลุกขึ้นนั่ง

“หิวน้ำจัง”

“ทำไมไม่ไปนอนในห้อง” เอยยื่นขวดน้ำในมือให้

“ก็…” ธีรเดชแสดงพิรุธด้วยการหลบสายตาทำให้เอยสงสัยจ้องมองเข้ามานัยน์ตาฝ่ายตรงข้าม อันที่จริงเขาไม่ได้อยากปิดบังเธอ แต่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

“ก็อะไร” เอยยืนเท้าสะเอวคาดคั้นเป็นเวลาเดียวกันที่เพชรเดินเข้ามา

“เพชร มาพอดีเลย ช่วยเอายาสีฟันในห้องให้หน่อยสิ เดี๋ยวขอใช้ห้องน้ำเพชรหน่อยนะ”

“ผมว่า เดี๋ยวผมไปซื้อข้างนอกให้ดีกว่า นี่ครับกุญแจห้อง” เพชรเอากุญแจวางไว้บนโต๊ะตรงหน้า

“มันจะใช้เวลานานนะ ไปเอาแค่นี้เอง” ธีรเดชแปลกใจ

“ไม่ครับ” เพชรยืนยันก่อนที่จะรีบก้มหน้างุดเดินออกไป

“เดี๋ยว!” ธีรเดชเรียก

“ทำไมนายไม่ไปเอาเองล่ะ หรือว่าในห้องมีอะไร”

“คือ…เอยใจเย็นนะ เรื่องมันเป็นแบบนี้” ธีรเดชเล่าเรื่องราวเมื่อคืนทั้งหมดให้เอยฟัง “เพราะอย่างนี้ฉันเลยให้คุณพลอยไปนอนที่ห้อง”

“นายให้คุณพลอยไปนอนที่ห้องนี่นะ อะไรกัน ขนาดฉันเป็นคู่หมั้นนายยังไม่เคยนอนในห้องนายเลย” เอยหงุดหงิด

“เอยอยากไปนอนห้องฉันเหรอ ไม่ต้องห่วงถ้าเราแต่งงานกันฉันจะจัดห้องใหม่ให้ ที่นอนใหม่ด้วยเอา” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

“บ้า ใครว่าฉันโมโหเรื่องนั้น” เอยกวาดตาไปมาแล้วลงนั่ง

“อ่าว ก็เมื่อกี้เห็นพูดเหมือนโมโหที่มีผู้หญิงมานอนห้องฉันนี่” ธีรเดชขมวดคิ้ว

“ฉันก็แค่หมั่นไส้ ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” เอยเชิดหน้า

“อะไรของเธอ ความวัวความควาย” ธีรเดชขมวดคิ้ว

“ช่างมันเถอะ ถ้าทางคุณพลอยจะจับนายแน่ ทำไมคนในร้านสะดวกซื้อจะต้องโทรหานายด้วย เบอร์อื่นมีถมเถไปทำอย่างกับในเครื่องมีเบอร์เดียว”

“คิดมากไปหรือเปล่า อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ” ธีรเดชแกล้งพูด อันที่จริงเขายังเล่าไม่หมดว่าพลอยบันทึกชื่อเขาว่าอะไร

“แล้วนายก็เหมือนกัน ทำไมไม่โทรไปหาคนที่บ้านให้มารับ กลับพาคุณพลอยมาบ้านเราอีก”

“ขอโทษก็แล้วกัน ฉันไม่ทันได้คิด”

“เอามานี่” เอยหยิบกุญแจห้อง แล้วเดินขึ้นไป ธีรเดชรีบเดินตาม

“เธอจะทำอะไร” ผู้ถามพูดเมื่อหยุดยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง

“ฉันจะไปเอาแปรงสีฟันให้นายไง ไม่กล้าเข้าไปไม่ใช่เหรอ คุณพลอยคะ คุณพลอย ฉันจะเปิดประตูแล้วนะคะ” เอยเคาะประตูแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจึงทำท่าไขกุญแจแต่ประตูก็ถูกเปิดเสียก่อน

“น้องเอยทำไมมาอยู่ที่นี่ คุณธีรเดช” พลอยแง้มประตูก่อนที่จะเปิดกว้างประตูจึงเห็นธีรเดชยืนทำหน้านิ่งอยู่ด้านหลังคู่หมั้น

“พอดีเมื่อวานคุณถูกยาสลบแล้วนายธีร์ก็พามาส่งที่บ้าน” เอยอธิบาย

“เมื่อคืนฉันจำได้ว่าเจอคนไม่น่าไว้ใจแล้ว… คุณธีรเดชเป็นคนช่วยฉันหรือคะ”

“เปล่าหรอกครับ เด็กร้านสะดวกซื้อช่วยคุณเอาไว้ แล้วเขาก็โทรหาผมให้ไปรับ”

“ขอบคุณค่ะ คุณธีรเดช ไม่ได้คุณฉันคงแย่แน่ๆ เลย” พลอยพูดพร้อมยิ้มหวานจนเอยต้องปัดไล่มดบนบ่าตัวเอง

“ครับ ขอผมไปเอาของหน่อยนะครับ” พลอยหลบให้ธีรเดชเดินเข้าไปในห้องเอาของใช้ที่จำเป็นแล้วเดินออกมา

“เสร็จธุระแล้ว เดี๋ยวฉันขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจ็ดโมงเช้าเชิญรับประทานอาหารข้างล่างนะคะ”

“พักผ่อนให้สบายนะครับ คิดว่าอยู่บ้านตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจ” ธีรเดชยิ้ม

“ขอบคุณอีกครั้ง คุณธีรเดช คุณเอย” พลอยยิ้มหวานก่อนที่จะปิดประตูแล้วยืนกำหมัดทำหน้าไม่พอใจอยู่อย่างนั้น

 

“อ่าว ลงไปข้างล่างสิ” เอยรีบไล่เมื่อเปิดประตูต้องตัวเองเรียบร้อย

“ฉันจะใช้ห้องน้ำห้องนี้” ธีรเดชดันประตูเข้าไป

“ไหนนายว่าจะใช้ห้องน้ำห้องเพชรไง” เอยรีบทักท้วงก่อนที่จะยืนอยู่อย่างนั้นจึงดึงเอยเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู

“นี่นายจะทำอะไรน่ะ!”

“ตกใจอะไร ฉันแต่มาใช้ห้องน้ำแค่นั้นแหละ” ธีรเดชพูดแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ

“งั้นฉันออกไปข้างนอก”

“ตามใจ” ธีรเดชมองของบนอ่างล้างหน้าตรงหน้ากระจกเห็นของใช้ผู้หญิงวางเรียงราย ชายหนุ่มหยิบมาดูชิ้นแล้วชิ้นเล่าก่อนที่จะวางไว้ที่เดิม

“คนอะไรกวนประสาทแต่เช้า” เอยบ่นและกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องไป

เสียงน้ำไหลผ่านร่างชายหนุ่ม ธีรเดชหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดตัวแล้วนุ่งมันเดินออกจากห้องน้ำ เป็นเวลาเดียวกับที่เอยเดินเข้ามาในห้องพอดี หญิงสาวตกใจแต่ก็แสร้งหันมองไปทางอื่น

“ฉันกลับมาเอาของน่ะ” เอยเดินไปหยิบมือถือแล้วรีบหันกลับไปที่ประตู แต่ก็เกือบชนร่างสูงที่ยืนประจันหน้าขวางทางอยู่

“ไม่ต้องออกไปหรอก ฉันเหลือแค่ใส่เสื้อผ้าเท่านั้น” ธีรเดชเดินไปข้างหน้าทำให้เอยต้องถอยหลัง เธอไม่รู้ว่าเผลอทำหน้าแดงออกไปยังไงบ้าง แต่มันก็สุดที่จะควบคุมได้

เอยถอยร่นจนขาถูกเตียง หัวใจของเธอเต้นตูมตาม อาจจะเป็นพระร่างกายกำยำของเขาหรือกลิ่นสบู่ซึ่งหอมอ่อนก็ไม่รู้ได้ เธอรีบหลับตาปี๋เมื่อเห็นชายหนุ่มเข้ามาใกล้

ธีรเดชหันไปหยิบเสื้อที่วางพาดอยู่บนเตียงนำมาใส่ เอยลืมตาแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังสนใจทางอื่น แต่ก็ตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายถอดผ้าขนหนูแล้วพาดบ่าเพื่อใส่กางเกงในเธอรีบหันหลังให้ทันที

“เสร็จละ ขอบใจมากนะที่ให้ใช้ห้อง”

“อือ”

ร่างสูงหันไปมองเอยซึ่งกำลังหันหลังให้แล้วยิ้มหัวเราะก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป

“ตาบ้า” เอยนั่งลงบนเตียง

 

ธีรเดช เอย และพลอยทานอาหารตามปกติ

“นอนเป็นยังไงบ้างสบายดีไหม” ธีรเดชถามตามมารยาท

“นอนสบายดีค่ะ” พลอยยิ้มพลางส่งตาหวานให้ เอยมองบนทำหน้าไม่พอใจ

“จะให้ไปส่งที่บ้านหรือที่ทำงาน ฉันจะได้บอกคนขับรถ”

“ส่งที่บ้านหรือที่ทำงานก็เหมือนกันค่ะ อยู่ที่เดียวกัน”

“อ่าวเหรอ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องนี้เลย” ธีรเดชยิ้ม

“ไม่แปลกหรอกค่ะ บริษัทหลายแห่งเขาก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น” พลอยพูดจบก็ตักกับข้าวใส่จานอย่างสำรวม

หลังจากทานอาหารเสร็จเอยก็ขึ้นรถรออยู่ก่อนส่วนธีรเดชและพลอยเดินตามหลังมา ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้ หญิงสาวยิ้มรับ แต่ก็หน้าเสียเมื่อเห็นธีรเดชนั่งข้างเอยซึ่งเป็นข้างหน้าเธอ ส่วนเพชรซึ่งนั่งหลังสุดมองทุกคนแล้วรับรู้ถึงบรรยากาศมืดมน

“ไปส่งเอยที่วิทยาลัยก่อนแล้วกัน” ธีรเดชสั่งคนขับรถ

เมื่อรถแล่นจนถึงวิทยาลัยเอยจึงรีบลงจากรถเช่นเดียวกับพลอยที่ลงจากรถแล้วมานั่งข้างธีรเดช

‘ได้ทีเลยนะ คุณพลอยตาหวาน’ เอยมองด้วยหางตาก่อนที่จะเดินจากไป

 

วิชาเรียนคาบแรกคือวิชาคณิตศาสตร์ โดยที่มีครูสาเป็นครูสอน เอยอยากรู้เรื่องครูกับธีรเดช จึงหาทางเข้าไปตีสนิท แต่ถึงจะไม่มีเรื่องนี้เอยก็อยากจะอยู่ใกล้ครูสาอยู่ดี เพราะครูสาเป็นคนน่ารักพูดไพเราะ สอนคณิตศาสตร์ได้เข้าใจง่าย

“ครูคะงงเรื่องอินทิเกรตข้อนี้ทำยังไงคะ” เอยเดินเข้าไปถามหลังจากหมดชั่วโมงสอน ส่วนมิ้นก็เดินตามเพื่อนไปด้วย

“อินทิเกรตจาก เอ ไปบี ของ เอฟเอ็กดีเอ็ก นี่มันภาษาต่างดาวอะไรกันเนี่ย” มิ้นบ่นอุบ

“ทำแบบนี้นะ…” ครูหยิบกระดาษเปล่ามาเขียนวาดรูปกราฟพร้อมกับอธิบาย ยกตัวอย่างสองข้อแต่ก็ใช้เวลานานพอสมควร

“พอเข้าใจแล้วค่ะ หนูขอกระดาษนี้นะคะครู” เอยถือกระดาษเอาไว้แล้วถามต่อ

“ได้สิ ลองศึกษาหาความรู้ในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมก่อนเข้าเรียนตามจุดประสงค์ที่ให้จดเวลาเรียนจะได้เข้าใจ” ครูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ครูคะ คือ…” เอยอยากถามเรื่องธีรเดชแต่ก็อ้ำอึ้ง เพราะกลัวคนอื่นจะมองว่าเธอสนใจในตัวเขาโดยเฉพาะมิ้นซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างตัวเอง

“ครูสารู้จักกับนายธีรเดชได้ไงคะ” มิ้นถามขึ้นเพราะเห็นเอยกำลังลังเลว่าจะถามดีหรือไม่ เอยตกใจมองหน้ามิ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พูดขัดอะไร

“ธีรเดช อ๋อ พินัยนั่นเหรอ ครูว่าถามพินัยเองดีกว่าไหม เป็นคู่หมั้นกันควรจะไว้ใจกัน ไม่เข้าใจอะไรก็คุยกันให้เข้าใจ”

“นี่แสดงว่า ครูเป็นแฟนเก่านายธีรเดชแน่เลย” มิ้นพูดขึ้น ส่วนเอยที่นิ่งเงียบก็คิดแบบนั้นอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่ได้พูดออกมา

“เรื่องของครูมันผ่านมานานแล้ว อีกอย่างตอนนี้ครูแต่งงานแล้ว ความรู้สึกที่มีให้ตอนนี้ก็เหมือนเพื่อนเก่าเจอกันเท่านั้นแหละ เดี๋ยวครูขอตัวก่อนนะ ใกล้ปิดเทอมแล้วเอกสารที่ต้องทำเยอะมาก” ครูสาถอนหายใจยิ้มพลางวางมือลงบนบ่าของเอยแล้วลุกเดินออกไป เธอหยุดยืนยิ้มให้ใครบางคนที่ยกมือไหว้ตรงบันไดก่อนที่จะลงบันไดไป

“หายข้องใจแล้วนะ” มิ้นเหล่มองเอย เอยลุกขึ้นแล้วหันไปทางอื่น ก่อนที่จะเดินฉับๆ จนชนร่างสูง

“ขอโทษค่ะ นายนี่เอง” น้ำเสียงของเอยเปลี่ยนหลังจากเงยหน้ามองในขณะที่มิ้นกำลังเดินตามเพื่อน

“เดี๋ยวนี้เราไม่ได้คุยกันเลย” วินจับแขนเอยที่ทำท่าจะเดินออกไป

“ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกับนาย” เอยจับมือวินออกอย่างรำคาญ

“อย่ามายุ่งกับเพื่อนฉันดีกว่า” มิ้นเข้ามาสมทบ

“เอยโกรธอะไรฉัน” วินหันหน้ามองมิ้นแล้วหันไปคุยกับเอย

“ก็ดีเหมือนกัน ทีแรกฉันก็คิดว่าจะไม่คุยกับนายแล้ว แต่ถ้านายถามฉันก็จะตอบให้ นายโกหกว่าเป็นพี่รหัสฉันทำไม” เอยยืนกอดอก

“ใครบอกเอย” วินหลบสายตาเล็กน้อยในขณะที่มิ้นและเอยจ้องมองลูกนัยน์ตาของวินเหมือนจับผิด

“ไม่จำเป็นต้องมีใครบอกหรอก ฉันไม่ได้โง่นะ”

“เอยก็รู้ว่าฉันชอบเอย ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงถึงจะรู้จักกับเธอ”

“ชอบฉันแต่ก็หลอกฉันนี่นะ! มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละ ที่จะรักคนที่หลอกตัวเอง ฉันว่าต่อไปเราไม่ต้องพบเจอกันดีกว่า ฉันไม่ได้ชอบนาย” เอยหมุนตัวแล้วเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว

“รอด้วยสิ” มิ้นเชิดหน้าแล้วรีบตามเพื่อนไป ปล่อยให้วินยืนถอนหายใจอยู่ตรงนั้น

 

“ว้า…เสียดายความหล่อจัง ไม่น่าเป็นคนแบบนี้เลย แต่เธอไม่คิดใจอ่อนบ้างเหรอ เขาอาจจะอยากจีบเธอเลยทำไปอย่างงั้นก็ได้” มิ้นและเอยสนทนากันระหว่างเดินทางไปโรงอาหาร

“อ่าว เห็นด้วยกับฉันมาตั้งนาน ไหงมากลับลำอย่างนี้ล่ะ” เอยแสดงสีหน้าไม่พอใจ

“แหมก็…แพ้ ความหล่อ” มิ้นประสานมือทั้งสองข้างทำหน้าเคลิบเคลิ้ม

“เอาอีกละ”

“คนอย่างเอยไม่สนใจหรอก เอยสนใจแต่ คุณธีรเดช ที่เธอหงุดหงิดตลอดทั้งวันเป็นเพราะเขาล่ะสินะ”

“บ้าละ”

“ไม่บ้าหรอก ฉันรู้ดีว่า เอยกับคุณธีรเดชแอบชอบกัน แต่ปากแข็ง”

“ตาขี้เก๊กไม่ชอบฉันหรอก ที่มาดูแลฉันเพราะพินัยกรรม”

“จริงเหรอ” มิ้นมองนัยน์ตาเอย

“รีบหาที่นั่งเถอะ คนเต็มโรงอาหารแล้ว” เอยดันหน้าเพื่อนออกไปแล้วมองรอบๆ โรงอาหารหาที่นั่งซึ่งเหลือน้อยเต็มที

 

@ ริมอาคารสูง

ชายคนหนึ่งผิวขาวสวมใส่ชุดนักศึกษา กำลังยืนพิงกำแพง มือเรียวยาวค้นหารายชื่อเพื่อโทรหาใครบางคน เมื่อปลายสายรับริมฝีปากบางจึงพูดขึ้นทันที

“เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนราบรื่นดีไหม”

/ “ราบรื่นกะผีล่ะสิ” / ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“เสน่ห์ของพี่ไม่แรงพอล่ะสิ หลุดจากคุณนาวา แล้วก็หลุดคุณพินัยอีก นี่ขนาดผมเป็นสายให้แล้วนะ ยังไม่รอดเลย”

/ “ก็เมื่อคืนน่ะสิ เกือบได้แล้วเชียว ถ้าไม่ติดเรื่องนายเพชรนะ” /

“นายเพชรทำไมเหรอ” คิงถามด้วยความอยากรู้

/ “ช่างมันเถอะ ยังไงพินัยก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ต้องมีหวั่นไหวบ้างล่ะ แล้วนายล่ะ สร้างความแตกแยกให้สองคนนั้นสำเร็จหรือเปล่า”/ ปลายสายพูดปัดเพราะไม่อยากนึกถึงความผิดพลาดที่เกือบเสียตัวให้บอดี้การ์ด

“ก็แย่นิดหน่อย ความดันแตกเรื่องพี่รหัสปลอมๆ ของฉันซะก่อน” คิงพูดที่ผ่านมาเขาใช้ชื่อวินซึ่งเป็นชื่อเก่าสมัยเด็กมาเป็นนามมาใช้ในชีวิตรั้วมหาวิทยาลัย

/ “ หึ ดีแต่แนะนำให้ฉันรวบหัวรวบหางคุณพินัย แล้วนายล่ะ ทำไมไม่จับเด็กเอยกินซะที จะได้ไม่เป็นเสี้ยนหนามหัวใจฉัน” /

“ถึงผมจะร้ายแต่ผมก็ไม่เสียตัวให้ใครง่ายๆ นะครับ” วินหัวเราะ

/ “จ้า พ่อเวอร์จิ้น” /

“พี่คงต้องเร่งหน่อยล่ะ เพราะตอนนี้มีศัตรูหัวใจของพี่เพิ่มมาอีกแล้ว”

/ “นายไปรู้อะไรมา” / น้ำเสียงปลายสายดูจริงจังมากขึ้น

“คุณครูคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยผมเอง” วินถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะพูด

/ “อะไรนะ!” /

“โอ๊ยเบาๆ ก็ได้พี่ หูฉันจะแตก”

/ “แล้วเป็นไง ยัยนั่นให้ท่าคุณพินัยหรือเปล่า” /

“ไม่เห็นนะ แต่คุณครู อ่อนหวาน น่ารักมาก ถ้าแข่งกับพี่ที่มีความน่ารักจอมปลอม ยังห่างชั้นเยอะ” วินพูด เขารู้ว่าพี่สาวของเขาแกล้งทำตัวตามนิสัยของแฟนเก่าด้วยเหตุผลเพื่อให้พินัยหันมาสนใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้เป้าหมายคือนาวาแต่เธอก็ยังไม่รุกมากและนาวาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะสนใจเธอเลยสักนิด

/ “พี่จะลองสืบดูก่อนว่าตอนนี้ยัยคนนี้แต่งงานหรือยัง” / ปลายสายรีบวาง วินคิดว่าตอนนี้เธอคงรีบค้นหาข้อมูลอยู่แน่

“เอย เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก” วินเอามือถือใส่กระเป๋าตัวเองแล้วเดินจากไป

 

 

บทที่ 8 ความแตก

บทที่ 8

ความแตก

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

เอยนั่งฟุบกับโต๊ะ ส่วนมิ้นกำลังนั่งเล่นมือถือรออาจารย์ท่ามกลางเสียงจอแจภายในห้องเรียน

“ฉันอิจฉาแกจังเลย ไม้เป็นน้องรหัสกับพี่วิน” เสียงเพื่อนในห้องลอยมากระแทกหูมิ้น เธอจึงละสายตาแล้วหันไปมอง เห็นเพื่อนสาวกระโปรงสั้นสองคนนั่งเก้าอี้หันหลังให้เพราะกำลังสนใจผู้พูดที่โบกกระดาษอยู่ในมือคล้ายพัด

“ใช่พี่วินที่เป็นเดือนไหม” อีกคนพูดเสริม

“ใช่แล้ว แหม…ตอนไปฉันนี่นะเขินมากเลย นี่นะ กลิ่นเหงื่อยังติดกระดาษอยู่เลย” ผู้พูดใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถือกระดาษเอสี่ขึ้นมาดม

“เอยตื่น” มิ้นเขย่าตัวเอยทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัว รีบนั่งตัวตรงก่อนที่จะหันซ้ายหันขวา

“ครูมาแล้วเหรอ” เอยหน้าเหวอ

มิ้นยกนิ้วป้องปากให้เพื่อนหยุดพูด แล้วชี้ไปยังกลุ่มที่กำลังพูดคุยเรื่องวินอย่างสนุกสนานราวกับว่าให้หยุดฟังจนได้ใจความว่า วินเป็นพี่รหัสของผู้หญิงคนนั้น

“เอย เธอว่าปีนี้มีพี่รหัสที่มีน้องรหัสสองคนหรือเปล่า” มิ้นถาม

“ไม่นะ ก็รุ่นพี่จบปีนี้ก็มีหลายคนอยู่” เอยลุกขึ้นไปหากลุ่มผู้หญิงพวกนั้น

“หื่นนะแก” หนึ่งในนั้นแซวเพื่อนแต่เมื่อเห็นเจ้าของกระดาษมีสีหน้าไม่พอใจทำตาลอยไปมา

“ขอฉันดูกระดาษใบนั้นหน่อยสิ” เอยพูดเสียงแข็ง

“ทำไมฉันต้องให้ดูด้วย พี่วินไม่ใช่ของเธอคนเดียวนะ” ผู้พูดลอยหน้าลอยตาเพราะเข้าใจผิดว่าเอยกำลังจะหาเรื่อง และแอบคิดว่าเอยกำลังหึง

“ใช่ อย่าคิดว่าเป็นผู้ถือหุ้นของวิทยาลัยถึงจะทำอะไรก็ได้” อีกคนในกลุ่มพูด

เอยรู้สึกไม่พอใจที่ถูกปฏิเสธ แต่เธอก็อดทนยืนอยู่อย่างนั้นก่อนที่มิ้นจะรีบเดินเข้ามาสมทบ

“เอย พูดกับคนอื่นดีๆ หน่อยสิ เขาไม่ใช่ฉันนะ ขอโทษด้วยนะ เอยมันก็บ้าอย่างนี้แหละ ขอฉันดูหน่อยได้ไหม เพื่อนคนสวย” มิ้นดึงแขนเพื่อน แล้วพูดกับคู่สนทนาด้วยคำพูดไพเราะ

“นี่เห็นว่าเป็นมิ้นนะ” เพื่อนสาวยื่นให้มิ้น

“แกส่งกระดาษให้ครูไปหรือยัง”

“จริงด้วย อยู่ในกระเป๋า” เอยรีบเดินกลับไปค้นกระเป๋าตัวเองแล้วหยิบกระดาษเอสี่ขึ้นมาเทียบ

“ชื่อไม่เหมือนกัน!”

“อะไรของเธอ ชื่อมันจะเหมือนกันได้ยังไง ก็คนละคน” เพื่อนน้องรหัสวินขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“ขอฉันถ่ายรูปหน่อยนะ” มิ้นยกมือถือขึ้นมาถ่ายรายละเอียดในกระดาษ

 

@ ช่วงเวลาเย็น

วินนั่งทำงานใต้ร่มไม้ม้าหินอ่อนหน้าอาคารบริหารพร้อมกับเพื่อนในกลุ่ม เอยเดินลงมาจากอาคารพร้อมกับมิ้น เขายกมือทักแต่อีกฝ่ายก็ไม่สนใจ ยกเว้นมิ้นส่งยิ้มกลับทักทาย

‘จะรีบไปไหนกันนะ’

 

นักศึกษาชายหลายคนกำลังเกาะกลุ่มเล่นฟุตบอลอยู่ที่สนาม หนึ่งในนั้นมองเห็นเด็กผู้หญิงผิวขาวผมสั้นยืนมองพวกเขาจึงเดินเข้าไปหา

“น้องมีอะไรหรือเปล่า” ร่างสูงถามด้วยความอ่อนโยน อาจเป็นเพราะความน่ารักของคู่สนทนาทำให้ต้องพูดจาไพเราะโดยอัตโนมัติ

“พี่รู้จักคนชื่อศักดิ์ชัยที่อยู่ปีสี่ไหม เห็นเพื่อนในห้องบอกมาเล่นฟุตบอลที่นี่บ่อย” มิ้นถามพร้อมกับส่งยิ้มหวาน

“นั่นไง คนดำๆ คนนั้น ไอ้ชัย มีสาวมาหา” นักศึกษาชายยกมือตะโกนเรียกเพื่อนซึ่งกำลังเล่นฟุตบอล เมื่อเห็นหนุ่มผิวเข้มละสายตาจากลูกบอลมามอง เขาจึงชี้ไปที่มิ้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปในกลุ่ม

“น้องมีอะไรกับพี่หรือเปล่า” ชัยวิ่งเข้ามาหามิ้นด้วยความสงสัย

“คือ ฉันก็ไม่ได้มีธุระอะไรหรอก มีคนอยากจะคุยด้วย” มิ้นหันหลังมองเอยซึ่งยืนอยู่ใต้เงาต้นไม้ใหญ่ริมสนามฟุตบอล เมื่อเอยรู้ว่าเพื่อนส่งสัญญาณให้จึงเดินเข้ามา พี่รหัสตัวจริงมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย

“นายเป็นพี่รหัสฉันใช่ไหม” เอยถามเสียงแข็ง

“ใช่” ศักดิ์ชัยยักคิ้วเชิดหน้าเล็กน้อย

“นายวินเป็นอะไรกับนาย”

“เป็นเพื่อนร่วมห้องกันธรรมดา ไม่ได้สนิทอะไรมาก มีอะไรจะถามอีกไหม เดี๋ยวเพื่อนพี่รอ” ศักดิ์ชัยพูดด้วยความรู้สึกรำคาญเพราะเขาไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น

“เดี๋ยวพี่ ขอแค่คำถามเดียว พี่รู้หรือเปล่าว่า นายวินแอบอ้างเป็นพี่รหัสเพื่อนฉัน” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้ศักดิ์ชัยลดความกระด้างลง

“อันที่จริง พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าน้องรหัสเป็นใคร พี่ก็เพิ่งมารู้ไม่กี่วันนี่แหละ เพราะวินมันเอาใบมาให้เซ็นก็เลยรู้เรื่อง แค่นี้นะ พี่จะไปเล่นบอลต่อ”

“ขอบคุณค่ะพี่” มิ้นยิ้มก้มโค้งเล็กน้อยด้วยความเคารพ

ศักดิ์ชัยยิ้มรับก่อนที่จะวิ่งไปสมทบกับเพื่อน

“แล้วจะเอายังไงต่อล่ะที่นี้” มิ้นพูดในขณะที่เอยกำลังใช้ความคิด

 

@ ครูสา

ครูสาเดินลงมาจากอาคาร เธอสังเกตเห็นนักศึกษากำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างตื่นเต้นก่อนที่จะพากันวิ่งออกไป ด้วยความสงสัยคุณครูคนสวยจึงรีบสาวเท้าตามเด็กพวกนั้นไป

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ยังจุดเกิดเหตุก็ยิ่งเห็นความผิดปกติ นักศึกษาสาวทั้งแท้และเทียมในมหาวิทยาลัยกำลังให้ความสนใจกับคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ม้านั่งใต้ต้นไม้

“ดารามาเหรอ” ครูสาถามสาวประเภทสอง

“ยิ่งกว่าดาราอีกค่ะครู คนอะไรหล่อวัวควายตายล้มระเนระนาด” สาวสองยิ้มเคลิ้ม

ครูสามองคนที่ยืนและคนที่นั่งอย่างพินิจพิจารณา เมื่อชายหนุ่มหันหน้าที่แสดงความไม่พอใจออกมาจึงรู้ว่าเป็นคนรู้จัก

ธีรเดชนั่งรอตรงม้าหินอ่อนซึ่งมีเพชรยืนอยู่ไม่ไกลจากเขานัก ปกติเขามักจะรอข้างในรถ แต่ด้วยความที่ต้องนั่งรอนานเกินไปทำให้เขารู้สึกอึดอัด

“พินัย พินัยใช่ไหม” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้ธีรเดชรีบหันกลับไป

“สา” ชายหนุ่มประหลาดใจ ในขณะที่เพชรหันมองคนทั้งคู่ด้วยความสงสัย

“พินัยจริงๆ ด้วย” ครูสายิ้มอย่างดีใจราวกับได้พบคนที่ไม่ได้พบเจอมานาน

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่” ธีรเดชลุกขึ้นยืน

“สามาทำงาน แล้วพินัยมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยเหรอ”

“มารับคู่หมั้น คุณเพิ่งมาทำงานที่นี่เหรอ ทำไมปีที่แล้วผมไม่เห็นคุณเลย”

“สาเพิ่งได้ย้ายมาปีนี้นี่แหละ ยังโกรธสาอยู่เหรอ ทำไมดูห่างเหินจัง” ครูสาหน้าเศร้าเพราะอีกฝ่ายเรียกแทนตัวเองและเธอด้วยสรรพนามที่ห่างเหิน

“เพชรไปรอที่รถก่อน” ธีรเดชหันไปสั่งเพชร ผู้สารโค้งคำนับก่อนที่จะเดินออกไปยืนคุ้มกันอยู่ข้างรถ

“เปล่า ผมไม่ได้โกรธ ผมเข้าใจคุณ เพียงแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“จริงสินะ พินัยมีคู่หมั้น จะทำเหมือนตอนที่เราเป็นแฟนกันได้ยังไง แล้วนี่พินัยยังเป็นตำรวจอยู่หรือเปล่า”

“หลังจากเข้าคุกผมก็ไม่คิดที่จะไปทำอาชีพนั้นอีก”

“หวังว่าพินัยคงไม่ทำอะไรผิดกฎหมายใช่ไหม” สาหันไปมองเพชรในชุดดำยืนพิงรถหรู

“ฮ่าๆ ไม่เป็นอย่างนั้นหรอกน่า” ธีรเดชมองอาการของสาแล้วหัวเราะ

“พินัย สาขอโทษนะ ที่จากไปแล้วไม่ได้บอก แต่เรา ยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม”

“ได้สิ” ธีรเดชยิ้ม

“ขอบคุณนะ” สายื่นมือไปจับธีรเดชเป็นเวลาเดียวกับที่เอยกับมิ้นเดินเข้ามาพอดี

“สวัสดีค่ะ” เอยและมิ้นยกมือไหว้

สาถอนมือจากเอยแล้วรับไหว้

“ครูสา รู้จักคุณธีรเดชด้วยเหรอคะ” มิ้นถามด้วยความสงสัย

“ธีรเดช?” สามองใบหน้าอดีตแฟนหนุ่มก่อนที่จะคิดได้ว่าอาจจะเป็นฉายาของเขา

“ครูเป็นเพื่อนเก่าของพินัย แล้วนี่…” สามองเด็กสองคนก่อนที่จะมองหน้าธีรเดช

“เด็กคนนี้เป็นคู่หมั้นของผมครับ เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ไปได้แล้ว ยัยตัวแสบ” ธีรเดชหันมาเกาะบ่าเอยแล้วพากันไปที่รถ เพชรเปิดประตูรถให้ก่อนที่รถจะแล่นออกไป

“เอยเป็นคู่หมั้นของพินัยเหรอ”

“คุณครูไม่เคยดูข่าวสังคมเหรอคะ”

“ข่าวอะไร” ครูสาถามก่อนที่ทั้งคู่จะสนทนากันโดยไม่รู้ว่ามีใครบางคนมองอยู่ห่างออกไป

“ศัตรูหัวใจของพี่เพิ่มมาอีกคนสินะ” ริมฝีปากบางบนใบหน้าขาวยิ้ม

 

@ ในรถ

เอยรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของธีรเดชที่ให้กับครูสา และยิ่งไปกว่านั้นชื่อที่ครูสาเรียกก็เป็นชื่อเก่าที่คนในบ้านและคนทั่วไปไม่เคยเรียก

“นายรู้จักกับครูสาได้ยังไง” เอยถามโดยไม่หันมามองหน้าธีรเดช

“หึงเหรอ” ธีรเดชยิ้ม

“เปล่าสักหน่อย” เอยนั่งกอดอก

“อย่างนี้คู่หมั้นก็ไฟเขียวแล้วล่ะสิ ตอนนี้ครูสามีแฟนหรือยังนะ” ธีรเดชแอบมองเอยที่ทำหน้าไม่พอใจแล้วหลุดขำเช่นเดียวกับเพชร

@บริษัทชิปปิ้ง

รถพ่วงหลายคันและตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้จอดวางอย่างเป็นระเบียบ พนักงานช่วยกันขนของใส่ตู้ด้วยความรวดเร็วแข่งกับเวลาก่อนที่จะใช้รถเครนยกสินค้าขึ้นรถ นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่ตัวกลางในจัดส่งสินค้าขนาดใหญ่แล้ว ยังมีอู่ซ่อมบำรุงที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมรถขนส่ง

พลอยมองพนักงานหลายคนกำลังเคร่งเครียดกับการทำงานอยู่ในห้องผ่านกระจกกั้นก่อนที่จะมองจอคอมพิวเตอร์ดูข้อมูลจีพีเอสที่ติดอยู่กับตัวรถ เพื่อตรวจสอบว่าสินค้าได้เดินทางใกล้ท่าเรือหรือยัง เธอต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเอกสารและเวลาในการส่งสินค้าของลูกค้าคนพิเศษ

ตรู๊ด!

พลอยมองข้อความบนมือถือปรากฏชื่อของคิง

“มีอะไร”

/“ถอดใจแล้วเหรอ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นพี่ไปหาคุณธีรเดชเลย”/

“เปล่าสักหน่อย แค่หมดมุก ก็เขาทำแต่งานและไปรับส่งคู่หมั้น ฉันไม่รู้ว่าจะอ้างอะไรดี” พลอยจดบันทึกใส่สมุด

/“ถ้าหมดมุก ก็ลองเล่นมุกน่าสงสารบ้างสิ อย่าให้ผมสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำเลยนะ”/ คิงวางสาย

พลอยวางปากกาลงก่อนที่จะครุ่นคิด

 

@ คฤหาสน์

ตรู๊ด!

เสียงมือถือดังขึ้นในขณะที่เขากำลังนอนอยู่ ใครกันนะโทรมาหาเขาในยามวิกาล ธีรเดชลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะมองชื่อคนโทรแล้วกดรับ

/“คุณคะ แฟนของคุณกำลังสลบอยู่หน้าร้านช่วยมาที่นี่ได้ไหมคะ”/

“แฟนของผม?” ผู้พูดเลิกตาขึ้นด้วยความแปลกใจ

/“ใช่ค่ะ เห็นบันทึกรายชื่อว่าที่รัก ฉันเลยโทรมา”/

“ครับ ไม่ทราบว่าที่นั่นคือที่ไหนครับ”

 

@ หน้าห้างดัง ย่างสถานบันเทิง

“คุณธีร์จะลงก่อนไหมครับ เดี๋ยวผมไปหาที่จอดรถก่อน” ลุงขับรถพูดขึ้น เมื่อเห็นนายพยักหน้าจึงจอดรถตรงหน้าร้านสะดวกซื้อซึ่งตั้งอยู่ในห้าง แต่มีประตูออกมาด้านนอก ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้าห้างก่อน

“สวัสดีครับ ใช่คนที่คุณโทรตามมาเมื่อกี้หรือเปล่า” ธีรเดชถามในขณะที่เพชรเดินตามหลังมาติดๆ

“ครับ เธอพักอยู่ในห้อง” พนักงานร้านสะดวกซื้อพาเขาไปยังด้านในเห็นพลอยกำลังนอนหลับอยู่

“คุณพลอยครับ” ธีรเดชเดินเข้าไปเขย่าตัว แต่เธอก็ไม่มีท่าทีรู้สึกตัวเลยสักนิด จึงหันไปถามพนักงานของร้านที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“พอดีผมกับเพื่อนมาเข้ากะเห็นเธอกำลังถูกกลุ่มคนโปะยาสลบอยู่ พอผมตะโกนเรียก คนพวกนั้นก็ขึ้นรถตู้หนีไป ผมกะว่าจะพาไปแจ้งตำรวจ แต่เห็นเธอสลบอยู่ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง”

“ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” ธีรเดชมองหน้าเพชรก่อนที่จะหันมามองพลอยซึ่งนอนสลบอยู่เพื่อส่งสัญญาณให้เพชรอุ้มเธอออกไป

เพชรช้อนตัวพลอยขึ้นโดยไม่พูดอะไร พลอยที่แกล้งหลับเข้าใจว่าธีรเดชเป็นคนอุ้มก็ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วกอดเอวเพชร ผู้ถูกกระทำแอบหัวเราะในลำคอก่อนที่จะเดินตามนายของเขา

 

เพชรดูแลพลอยให้นอนหนุนตักบนรถตลอดทางจนถึงคฤหาสน์ เขาอุ้มพลอยแล้ววางลงบนโซฟา

“เอายังไงดีครับ คุณธีร์” เพชรพูด

“เดี๋ยวให้ไปนอนห้องฉันละกัน เดี๋ยวฉันจะนอนข้างล่าง” ธีรเดชยื่นกุญแจห้องให้

“จะดีหรือครับคุณธีร์ ถ้าคุณเอยรู้ จะมีปัญหานะครับ”

“แต่จะให้คุณพลอยมานอนข้างล่างมันก็ไม่ดีนะ ไม่เป็นไรหรอก เอยคงเข้าใจ”

เพชรโค้งตัวก่อนที่จะหันไปอุ้มพลอยขึ้นมาจากโซฟา แล้วขึ้นบันไดไป ธีรเดชเดินเข้าไปปิดไฟก่อนที่จะล้มตัวลงนอน

เพชรหยุดยืนหน้าห้องเจ้านายแล้วใช้กุญแจไขก่อนที่จะเปิดประตู เพชรวางร่างพลอยโดยไม่ได้เปิดไฟในห้อง เพราะอาศัยแค่ไฟทางเดินก็สว่างมากพอที่จะหยิบของที่ต้องการได้

เมื่อพลอยรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะออกไปจากตัวเธอ พลอยจึงคว้าแขนเพชรเอาไว้เพชรหยุดแล้วหันมามองพลอยที่กำลังลืมตา

“จะไปไหนคะคุณธีรเดช”

“คุณ…” เพชรโดนดึงแขนจนล้มบนเตียง แสงสลัวและชุดที่คล้ายกับธีรเดชทำให้พลอยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เธอรีบคร่อมตัวเพชร ผู้ถูกกระทำตกใจทำท่าขัดขืน แต่ก็ถูกอีกฝ่ายจูบล่วงล้ำก่อนที่จะได้พูดอะไร

มือของพลอยกรีดกรายบนตัวเพชรลงมาจนถึงจุดสำคัญเพชรรีบใช้มือขวางเอาไว้

“รู้สึกว่าเจ้าหนูของคุณจะไม่ทำตามสั่งนะคะ” พลอยถอนริมฝีปากออกอีกฝ่ายจึงมีโอกาสได้พูด

“ผมเพชร ไม่ใช่คุณธีร์ครับคุณพลอย”

พลอยผงะลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงแล้วเมื่อเพชรลุกขึ้นนั่ง แสงไฟด้านนอกจึงส่องเข้ามายังใบหน้าของเพชรยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เธอคิดเป็นความจริง

“นายมาอยู่นี่ได้ไง ออกไปเลยนะ” พลอยเอาผ้าห่มที่ตกอยู่บนเตียงขว้างใส่เพชร

“ขอบคุณนะครับที่ส่งผ้าห่มให้” เพชรหยิบผ้านวมแล้วเดินออกจากห้อง โดยมีพลอยตามมาปิดประตู

“เกือบไปแล้วไหมล่ะ” เพชรจับอกตัวเองก่อนที่จะเดินลงไปด้านล่าง เอาผ้าห่มนวมห่มให้เจ้านายที่กำลังหลับอย่างสบายใจ