บทที่13 แต่งงานกันเถอะ

 

บทที่ 13

แต่งงานกันเถอะ

 “แค่นี้มันไม่พอหรอกนะ ไม้คิว นายต้องไม่มีความสุข ให้สาสมที่นายเหยียดหยามความรักที่ฉันให้” มือเรียวยาวเลื่อนเมาส์ สายตามองแสงจอคอมพิวเตอร์แล้วเหยียดริมฝีปากสีแดงฉาน

 

@ เช้าวันรุ่งขึ้น

สาลี่สังเกตเห็นผู้ชายแปลกหน้าสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะ ใบหน้าถูกบดบังด้วยหมวกแก๊ป ดวงตาถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตาอ๊อกเหล็กสีดำ ปิดปากด้วยหน้ากากอนามัยยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน โดยรวมแล้วดูเขาเป็นคนน่าสงสัย ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นคนไม่น่าไว้ใจมากกว่า

สาลี่ซ่อนตัวมองชายคนนั้น มองสอดส่องเข้ามาในบ้าน นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ที่เธอเห็นเขายืนวนเวียนแถวนี้ หญิงสาวยกมือถือค้นหารายชื่อพ่อ แต่ก็เปลี่ยนใจไปหยิบด้ามปืนขนาดยาวที่ทำด้วยไม้ออกมา มันมีน้ำหนักพอสมควรสามารถตีหัวคนได้อย่างบาดเจ็บสาหัส

“คุณเป็นใคร มีธุระอะไรกับบ้านของฉัน” สาลี่พูด

ชายแปลกหน้าไม่พูดพร่ำทำเพลงทำท่าจะเดินออกไปทำให้เธอต้องรีบออกจากรั้วเดินตาม

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันตีหัวแตกแน่ ไอ้โรคจิต” สาลี่พูดเสียงดังทำให้ชายแปลกหน้าเดินเข้ามาเอามือป้องปากตัวเองส่งสัญญาณให้สาลี่เบาเสียง

“สาลี่ นี่ฉันเอง” เขาพูดพลางถอดหน้ากากและแว่นตาอย่างลุกลี้ลุกลน

“จิ้น!” สาลี่พูดก่อนที่จะปิดปากตัวเอง

“ขอฉันเข้าไปหน่อยได้ไหม ฉันกลัวคนเห็น” จิ้นหันซ้ายหันขวาแล้วสวมแว่นไว้อย่างเดิม

“ก็ได้” สาลี่ลังเลสักพักก่อนที่จะตอบตกลง แล้วเดินนำจิ้นเข้าไปในบ้าน

“นายมีธุระอะไรบ้านฉันไม่ทราบ” สาลี่ขมวดคิ้วแสร้งทำไม่ดีใจที่จิ้นมาเพราะไม่อยากเป็นตัวตลกของเขา

“^ ^ ฉันมาหลบภัย” จิ้นยิ้มซึ่งใบหน้าต่างจากความหมายที่พูดอย่างมาก

“นายก็ไปหลบภัยที่อื่นสิ บ้านฉันไม่ใช่สถานสงเคราะห์ของพวกเร่ร่อน” สาลี่มองจิ้นซึ่งกำลังนั่งบนโซฟาถอดแว่นและหมวกออก

“ไม่ได้เหรอ” จิ้นหน้าเศร้า

“ไม่ต้องทำการแสดงกับฉัน” สาลี่แสดงอาการไม่พอใจ ในสมองยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อวันก่อน ที่จิ้นแกล้งบอกรักเธอ

“ถึงฉันเล่นละครเก่ง แต่ฉันไม่เคยทำแบบนั้นกับเธอเลยนะ”

“ใครว่านายเก่งไม่ทราบ”

“ก็ฉันไง”

“หลงตัวเอง แล้วตอนที่ฉันถามว่านายเป็นใครทำไมต้องเดินหนี”

“ที่จริงฉันแค่ขับรถมาเรื่อยๆ แล้วผ่านบ้านสาลี่ รู้สึกอยากหยุดดูเธอ ขอบใจนะ สำหรับกำลังใจ” จิ้นยิ้ม

“เขาว่าหมาล้มแล้วอย่าข้าม ฉันทำไปตามสุภาษิตไทยเท่านั้นแหละ” สาลี่หน้ามุ่ย

“คนล้ม ไม่ใช่หมาล้ม” จิ้นหรี่ตา

“อ่าวเหรอ ช่างมันเถอะ หมดธุระแล้วก็รีบกลับไปซะ”

“อะไรกัน เพิ่งมาแท้ๆ”

“ฉันไม่มีเวลามาต้อนรับนายทั้งวันหรอกนะ มีอะไรให้ทำอีกตั้งหลายอย่าง”

“เธอทำอะไรก็ไปทำเถอะไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก” จิ้นยิ้ม

“คำนั้นฉันต้องเป็นคนพูดต่างหาก”

“ใช่เธอต้องเป็นคนพูด แสดงว่าฉันก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเธอใช่เปล่า”

“ให้ตายเถอะ นายนี่มันชอบยอกย้อนจริง”

จิ้นยิ้มแล้วเอนหลังลงนอนบนโซฟาแทนคำตอบ เขาไม่รู้ว่าทำไมไม้คิวถึงทำท่าทางคล้ายเปิดโอกาสให้เขาใกล้ชิดสาลี่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะหวงเสียด้วยซ้ำ เขาสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วเดินไปหาสาลี่ซึ่งกำลังล้างจานอยู่

“มีอะไรให้ทำบ้าง ฉันเหงา”

“งั้นนายล้างจานก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจัดบ้าน” สาลี่พูดจบก็หันไปแยกกองผ้าก่อนที่จะหย่อนใส่เครื่องซัก เมื่อห้องเรียบร้อย ผ้ากำลังปั่นสาลี่จึงหันไปเปิดทีวี ซึ่งกำลังฉายโฆษณาสักพักก่อนที่จะมีข่าวบันเทิง เธอรีบเปลี่ยนเป็นช่องหนังทันทีแล้วเหลือบมองจิ้นกำลังทำหน้าเศร้า

“ฉันจะเล่าให้ฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

“ถ้านายไม่พร้อมก็ไม่ต้องหรอก”

“สาลี่ เธอคิดยังไงกับฉัน”

“ก็เหมือนกับที่นายคิดนั่นแหละ” สาลี่หน้ามุ่ย ‘นายคงคิดว่าฉันเป็นของเล่นล่ะสิ ฉันก็คิดเหมือนนายแหละ’

“^ ^ เหมือนกับที่ฉันคิดเหรอ” จิ้นยิ้มโดยที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริง

สาลี่พยักหน้าอย่างไม่สบอารมณ์

“^ ^ ถ้าอย่างนั้นสาลี่ก็ชอบฉันใช่ไหม จริงจังกับฉันเหมือนที่ฉันจริงจังกับเธอ” จิ้นดีใจเข้ามาสวมกอดสาลี่โดยที่ผู้ถูกกระทำยังคงถือรีโมททีวีอยู่

“เดี๋ยว! ฉันบอกว่าคิดเหมือนกันแต่ไม่ได้บอกชอบสักหน่อย ปล่อยฉัน”

“ไม่ปล่อย ปล่อยก็โง่สิ” จิ้นหอมแก้มสาลี่ทำให้เธอรู้สึกใจสั่นไหวพร้อมกับขนลุก

“ปล่อยฉัน ถ้าพ่อมาเห็นเอานายตายแน่”

“ขอยืมมือถือหน่อยสิ” จิ้นคลายอ้อมกอด

“จะเอาไปทำไม” สาลี่ยื่นมือถือให้

“^0^ จะได้โทรไปบอกแม่ให้ยกขันหมากมา”

“>< เดี๋ยวก่อน เอามานี่นะ” สาลี่รีบแย่งมือถือจากมือจิ้นแต่จิ้นก็ไม่ยอม

 

@ ทางด้านไม้คิว

ตรู๊ด…

“มีอะไรครับแม่” ไม้คิวเอามือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เมื่อเห็นชื่อสายเรียกเข้าก็กระแอมก่อนที่จะรับ

/ “แม่รู้ข่าวเรื่องจิ้นแล้วนะ แม่บอกแล้วไงว่างานแบบนี้มันไม่รุ่ง ตอนนี้แกก็ว่างๆ มาดูแลกิจการบริษัทของเราได้แล้ว” /

“ขอเวลาผมแก้สถานการณ์ได้ไหมครับ” ไม้คิวถอนหายใจเบาโดยไม่ให้ปลายสายรู้

/ “ได้ ฉันให้เวลาแกแค่หนึ่งสัปดาห์ ถ้าแกแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องกลับมาทำงาน” / แม่ไม้คิวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ครับ แม่มีแค่นี้เหรอครับ”

/ “ไม่ แม่มีอีกเรื่อง จำอาเหมยได้ไหม” /

“ได้ครับ ทำไมเหรอครับ”

/ “พ่ออาเหมยให้ซินแส ดูฤกษ์แล้วนะ เดือนหน้าเป็นเวลาดีที่สมควรจัดงานมงคล” /

“งานมงคล!” ไม้คิวพูดทันควัน

/ “โอ๊ย แกจะเสียงดังทำไม แก้วหูแม่แทบแตก” /

“ผมกับเหมยเพิ่งรู้จักกันเองนะ”

/ “อยู่ไปอยู่มาเดี๋ยวก็รักกันเองแหละ” /

“แล้วพ่อกับแม่ล่ะ รู้จักกันได้ไง”

/ “ก็ดูตัวเหมือนแกแหละ” /

“ไม่เชื่อ ผมเห็นอาม่าไม่ค่อยถูกกับพ่อเลย”

/ “ไม่เชื่อก็เรื่องของแก แต่แกก็ต้องแต่งงานกับอาเหมยแน่นอน” / ปลายสายวางทันทีเมื่อสิ้นเสียงพูด

ไม้คิวหน้าเครียด และเขาก็รู้ว่าเหมยก็เข้าใจเขา เดี๋ยวค่อยแก้ปัญหาด้วยกัน แต่ทิกกี้จะคิดยังไง เธอจะคิดว่าเขาไม่รับผิดชอบหรือเปล่า ชายหนุ่มรีบโทรไปหาทิกกี้ แต่ก็แน่นอนว่าทิกกี้ไม่รับจึงโทรหาเอแทน

“พี่เอครับทิกกี้อยู่ไหน”

/ “พี่บอกไม่ได้จริงๆ” / น้ำเสียงของปลายสายลุกลี้ลุกลนคล้ายกับว่ามีคนคอยกำกับให้พูดแบบนั้น

“ขอคุยกับทิกกี้หน่อย”

/ “ตอนนี้ทิกกี้ถ่ายละครอยู่รับไม่ได้หรอก” /

“งั้นพี่บอกทิกกี้นะ ถ้าหลบอย่างนี้ฉันจะไปบุกถึงห้อง” ไม้คิวพูดจบก็วางสายทันที

 

@ กองถ่าย

“พี่เอมีอะไรเหรอคะ” ทิกกี้ถามเมื่อเห็นเอมองหน้าแสดงท่าทางเหมือนกับว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

“พี่บอกตามที่ทิกกี้ให้บอกแล้วนะ”

“แล้วยังไง” ทิกกี้เชิดหน้าให้ช่างแต่งหน้าเติมแต่ง

“ไม้คิวบอกว่า…” เอหันซ้ายหันขวาเป็นเวลาที่ช่างแต่งหน้าแต่งเสร็จพอดี เอจึงทำมือเรียกให้ทิกกี้แนบหูเข้ามา “ถ้าหลบอยู่อย่างนี้จะตามไปถึงห้อง”

“ทำไมหมอนั่นมาตามราวีฉันนักนะ”

“นั่นสิ” เอทำท่าคิด

“ช่างมันเถอะ ทิกกี้ไม่สนใจหรอก”

 

@ตอนเย็น

ทิกกี้และเอเข้ามาเปิดประตูห้อง ทิกกี้ทำท่าจะเดินเข้าไปแต่ถูกไม้คิวดึงแขนไว้เสียก่อน เธอตกใจพยายามดึงแขนตัวเองแต่ด้วยอีกฝ่ายจับแน่นเกินไปจึงไม่สามารถหลุดออกได้

เอหันกลับไปมองไม้คิวที่มีท่าทางขมึงทึงอย่างอกสั่นขวัญแขวน

“ทำไมเธอต้องหลบหน้าฉันด้วย”

“ฉันไม่ได้หลบ” ทิกกี้ขัดขืน

“ไม้คิวปล่อยทิกกี้เถอะ ทิกกี้เจ็บแล้วนะ” เอจับแขนไม้คิวพลางห้าม

“พี่เอครับ ผมขอคุยกับทิกกี้หน่อย” ไม้คิวพูดจบก่อนที่จะกระซิบทิกกี้ “หรือจะให้ฉันบอกความจริงว่า…”

“พอ! ฉันไปกับนายก็ได้ ปล่อยฉันได้แล้ว พี่เอ เดี๋ยวทิกกี้มานะ” ทิกกี้พูดเสียงดังแล้วค่อยเบาเสียงลงในตอนท้าย

เอพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ มองทั้งคู่พากันออกไปจากตรงนั้น

 

ทิกกี้พาไม้คิวขึ้นมาดาดฟ้าเพื่อสนทนากัน

“มีอะไรว่ามา”

“ทิกกี้ เธอเลิกดื้อแล้วมาแต่งงานกับฉันเถอะ ฉันสัญญา ว่าจะไม่ล่วงเกินเธออีกถ้าเธอไม่ต้องการ นะทิกกี้ จะให้ฉันเป็นทาสเธอก็ได้นะ ถ้าเธอพอใจ” ไม้คิวคุกเข่าเอามือทิกกี้มากุมไว้ทั้งสองข้าง

“แต่งงานเหรอ ฉันไม่อยากถูกขังด้วยคำนั้นหรอก” ทิกกี้ดึงมือออกแล้วหันหลัง

“อีกไม่กี่วันฉันต้องแต่งงานกับคนที่อาม่าจัดไว้ให้ ถึงยังไงเจ้าสาวของฉันก็อยากให้เป็นเธอนะทิกกี้”

“นายไปแต่งงานกับเธอคนนั้นเถอะ ฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

“คนนั้นมันเป็นใคร” ร่างสูงลุกขึ้น

“ก็คนที่นายอยากให้ฉันคบด้วยไง”

“จิ้นน่ะเหรอ ไม่จริง เธอไม่ได้รักจิ้น”

“ฉันรักเขา ดังนั้นนายก็เลิกคิดที่จะรับผิดชอบได้แล้ว”

“แต่จิ้นไม่ได้รักทิกกี้นะ”

“แล้วนายรักฉันเหรอ” ทิกกี้ถามไม้คิวทันควัน

“คือฉัน…” ไม้คิวชะงัก

“นั่นไง นายไม่ได้รักฉัน คนไม่รักกัน ไม่มีทางใช้ชีวิตคู่อยู่กันได้นานหรอก ทรมานตอนนี้ยังจะดีกว่า” ทิกกี้น้ำตาเอ่อกอดอกทอดสายตามองออกไปยังวิวข้างหน้า

“ฉันไม่รู้หรอก รู้เพียงแต่ว่าตั้งแต่วันนั้นฉันคิดถึงเธอตลอด คิดถึงจนอยากจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว คนที่ฉันเคยชอบก็มองได้อย่างไม่สนิทใจ ฉันเห็นหน้าเธออยู่ในนั้น แล้วเธอล่ะรู้สึกยังไง”

“ฉันน่ะเหรอ ฉันรู้สึกไม่อยากเห็นหน้านายอีก แค่เห็นหน้าฉันก็อยากจะอ้วก” ทิกกี้พูดพร้อมกับน้ำตาที่มันพรั่งพรูออกมา

“ทิกกี้ ฉันขอกอดเธอได้ไหม ขอกอดครั้งสุดท้าย ฉันอยากจะแน่ใจ ว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ” ไม้คิวดึงทิกกี้มากอดแล้วร้องไห้ “ทิกกี้ เธอไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่มาให้เธอเห็นหน้าอีก”

ทิกกี้ทำท่าจะขัดขืนแต่เมื่อได้ยินไม้คิวพูดอย่างนั้นก็ยอมให้เขาทำตามดั่งใจได้อย่างง่ายดาย

ไม้คิวคลายอ้อมกอด ดวงตาที่บดบังไปด้วยน้ำตาของเขามองทิกกี้ด้วยความรู้สึกอาลัย ซึ่งต่างจากทิกกี้น้ำตาของเธอเจือไปด้วยความรู้สึกเกลียดชัง

หนุ่มตี๋เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้ทิกกี้ยืนร้องไห้เสียใจอยู่ตรงนั้น

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image