บทที่ 1 ธีรเดช

บทที่ 1 ธีรเดช

ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงจากดวงดาว   ก้อนเมฆสีดำลอยเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ เด็กหญิงผมเปียอายุประมาณหกขวบ ในสภาพมอมแมมเปื้อนโคลนจับขาตัวเองอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดคล้ายกระดูกหัก เด็กเปียไม่สามารถขยับเพื่อปีนขึ้นกลับไปได้ เด็กน้อยเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีลักษณะเป็นวงกลมพลางส่งเสียงอันแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ ร่างกายเริ่มอ่อนแรงหลังจากขาดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมง ก่อนหน้านี้เธอแอบพ่อมาเล่นในสวนหน้าคฤหาสน์แล้วเดินเรื่อยมายังสถานก่อสร้างหลังบ้าน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ปกครองจึงแอบวิ่งหนีจนตกเข้าไปในหลุมขนาดใหญ่ นี่ถ้าแม่รู้คงโดนตีก้นลายแน่

เม็ดฝนหล่นลงบนมือเล็กและบริเวณโดยรอบไม่กี่เม็ดก่อนที่จะตกหนัก เด็กน้อยพยายามส่งเสียงให้ดังขึ้นจนไม่สามารถเปล่งเสียงได้อีก ระหว่างที่ร่างเล็กผู้น่าสงสารกำลังอ้อนวอนขอพรจากพระเจ้านั่นเองก็มีเสียง ของห้าวของเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้น

“เอย!”

เด็กหญิงเงยหน้ามองตามเสียงเห็นเงาคล้ายเด็กชายผมซอยสั้นในชุดกางเกงขาสั้นสะท้อนจากด้านหน้าแสงสายฟ้าแลบ

‘เปรี้ยง!’

 

สาวผมหยักศกลืมตาขึ้นทั้งๆ ที่น้ำตายังคงอาบแก้ม ความรู้สึกโล่งใจครั้งแรกเมื่อตื่นกลับกลายเป็นเศร้าตามเดิม เพราะตอนนี้เด็กที่ช่วยเหลือเธอในตอนนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาคือนาวาเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ หลังจากงานศพของเขาได้ผ่านพ้นไปจนถึงวันเปิดพินัยกรรม ในพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่า เธอซึ่งเป็นลูกคนรับใช้คนสนิทในขณะเดียวกันก็เป็นคู่หมั้นปลอมของนาวาและธีรเดชบอดี้การ์ดมือขวาของเขาต้องแต่งงานกันเป็นเวลาห้าปี ไม่เช่นนั้นคฤหาสน์หลังนี้จะเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินบริจาคให้การกุศล ทำให้เธอต้องจำใจมานอนในคฤหาสน์หลังใหญ่แทนที่จะไปนอนเรือนเดิมที่เธอเคยอยู่ตามความต้องการของพ่อและคนในคฤหาสน์ เพราะพวกเขากลัวว่าเอยอาจจะเปลี่ยนใจไปชอบผู้ชายคนอื่น อย่างน้อยให้ทั้งคู่ได้มีเวลาใกล้ชิดกันก่อนแต่งงานเพราะถึงยังไงเธอก็ต้องมานอนที่เรือนหลังใหญ่อยู่แล้ว

เอยปาดน้ำตาไล่ความเจ็บปวดในจิตใจแล้วลุกขึ้นจากเตียง หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงมองกระจกตรงหน้าซึ่งสะท้อนภาพสาวตาคมร่างบางผิวขาวผมหยักศก คิ้วเข้มเชิดขึ้นไปแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวจมูกโด่งรับกับใบหน้าได้อย่างลงตัว ตอนนี้เธออายุย่างเข้าสิบแปด ถึงแม้ว่าในพินัยกรรมไม่ได้ระบุว่าจะต้องเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานหรือไม่ ระบุเพียงแค่ขอให้แต่งงานและอยู่ด้วยกันเป็นเวลาห้าปีก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ บ้านหลังนี้ก็จะไม่ถูกบริจาคให้การกุศล แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกที่จะเรียนก่อนอยู่ดี

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดัง เอยจึงเดินเข้าไปเปิดประตู

“สวัสดีค่ะ ฉันคือช่างทำผมที่คุณพ่อคุณให้มาค่ะ” ผู้หญิงปริศนาสะพายกระเป๋าใบใหญ่พูด

เอยหน้ามุ่ย พ่ออาจจะอยากให้ดูเป็นสาวเพื่อหมอนั่นล่ะสิ ผมเปียก็ดีอยู่แล้วทำไมต้องเปลี่ยนทรงผมด้วย เธอสาวเท้าลงไปยังชั้นล่างหาพ่อด้วยชุดนอนกางเกงขาสั้นเนื้อผ้าบางเบา

เมื่อเห็นลุงแก่ไว้หนวดเครายาวผมขาวเช่นเดียวกับหนวดกำลังคุยกับหนุ่มร่างสูงอย่างจริงจังเธอจึงเข้าไปแทรกบทสนทนาอย่างไม่เกรงใจ

“ทำไมพ่อต้องให้คนมาทำผมให้เอยด้วย”

“ก็แกมันโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะไว้ผมเปียหัวยุ่งเหมือนแต่ก่อนได้ยังไง” บิดาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนที่จะตอบ

“ยังไงเอยก็ไม่ทำหรอกทรงเดิมก็ดีอยู่แล้ว พี่น้ำยังชมเลยว่าผมเปียเหมาะกับเอย พ่อเอาช่างทำผมกลับไปเลยนะ” เอยนึกถึงคำพูดของนาวา

“ผมว่าก็จริงของเอย จะทรงนี้หรือทรงเปียก็น่ารักดีนะ เหมาะกับความแก่นของเธอดี เวลาพาเอยไปไหนจะได้เหมือนควงเด็กมัธยม” ริมฝีปากบางของร่างสูงยิ้มพลางจ้องชุดนอนบนเรือนร่างทำให้อีกฝ่ายต้องรีบยกมือขึ้นปกปิด

“ฝันไปเถอะ เอยยอมทำก็ได้ นี่เพราะว่าเห็นแก่คุณพ่อนะ” เอยขมวดคิ้วแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน

“ยัยเด็กคนนี้นี่ ขอโทษแทนเอยด้วยนะ แม่แกตายตั้งแต่ยังเด็ก ผมก็ไม่ได้อบรมให้ดีอย่างที่ควร ไม่รู้ว่าจะเหมาะกับการเป็นเจ้าสาวของคุณหรือเปล่า” ลุงพ่อบ้านบ่นลูกสาวก่อนที่จะหันไปคุยกับคนตรงหน้า

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง ผมชินแล้ว เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” ธีรเดชยกมือไหว้แล้วเดินจากไป

 

เอยอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อเห็นว่าช่างกลับบ้านไปแล้วจึงรีบวิ่งไปดูกระจกอีกรอบด้วยความตื่นเต้น

สาวน้อยมองสาวตาคมผมตรงสยายดูสุขภาพดีตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิ้วที่เคยหนาไม่เป็นระเบียบถูกจัดแต่งออกมาให้ดูสวยสะดุดตา เธอมองดูเวลาในนาฬิกาข้อมือที่ผ่านไปครึ่งวัน ให้ตายเถอะ ผู้หญิงจะสวยนี่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลย วันนี้ว่างนี่นา ตาขี้เก๊กก็น่าจะกลับดึกเหมือนทุกวัน แอบไปห้องหมอนั่นดีกว่าดูซิว่าเก็บความลับอะไรไว้บ้าง

เมื่อคิดได้แล้ว เอยจึงรีบลงไปข้างล่างค้นหากุญแจในตู้

หญิงสาวมัดผมหางม้าสวมเสื้อด้านในสีขาวกระโปรงเอี้ยมสีน้ำเงินซึ่งเป็นเครื่องแบบของคนรับใช้ประจำคฤหาสน์หลังนี้มองเอยอย่างสงสัย

“คุณเอยทำอะไรคะ” สาวใช้ถามเสียงดังจนเอยสะดุ้งโหยง

“เอยหาของอยู่น่ะค่ะ พี่ซิน” ผู้พูดทำท่าลุกลี้ลุกลน

“ให้พี่ช่วยหาไหม” ซินถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็เจอ”

“อ่อ…ค่ะ ขอให้เจอเร็วๆ นะคะ” ซินยิ้มเรียบแล้วเดินออกไป

เอยถอนหายใจหลังจากเธอเดินลับตาไปแล้วหันมาหยิบกุญแจห้องฝ่ายตรงข้ามต่อ

“หึหึ ทีนี้ล่ะ ตาขี้เก๊กนายเสร็จฉันแน่” รังสีความชั่วร้ายออกมาจากเอย

 

เอยสำรวจห้องทันทีที่เข้าห้องคู่หมั้นของเธอได้ ภายในห้องตกแต่งด้วยธีมสีดำ ทั้งตู้เตียงผ้าม่านเครื่องเรือนนาฬิกาก็เป็นสีเดียวกันหมดดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเกรงขามปนมืดมนอย่างบอกไม่ถูก เธอเริ่มรื้อค้นของในลิ้นชักอย่างใจเย็นแต่ก็พบเพียงของใช้ทั่วไป จนกระทั่งเธอมองลอดใต้เตียงก็พบกล่องกระดาษใบใหญ่ใบหนึ่งวางไว้อยู่ มือเรียวยาวใช้มือเปล่าปัดฝุ่นแล้วเปิดมันออกอย่างเบามือ ด้านในมีรูปถ่ายและของเก็บความทรงจำหลายอย่าง

“นาย พินัย คงมั่น” เอยหยิบบัตรนักศึกษาขึ้นมาอ่านแล้ววางมันลงก่อนที่จะหันไปสนใจ รูปของธีรเดชกับเพื่อนในชุดตำรวจเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีรูปแนวตั้งของเขาในชุดเดิมมันถูกฉีกออก เอยพยายามหาเศษที่เหลือจนสามารถต่อติดกันเพื่อดูได้ จึงรู้ว่ารูปนั้นถ่ายคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายชายในรูปกำลังมองตาหญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงยาวอย่างมีความสุข

‘ตาขี้เก๊กเคยเป็นตำรวจด้วยเหรอ ส่วนผู้หญิงคนนี้คงเป็นแฟนเก่าของหมอนั่นล่ะสินะ’ เอยคิดก่อนที่จะเก็บและซ่อนมันไว้ตามเดิม แล้วคิดได้ว่าในลิ้นชักมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเธอจึงเปิดมันออก ยกเจ้าเครื่องคอมนั้นออกมาเสียบปลั๊กกางไว้บนโต๊ะแล้วเปิดดูเว็บไซต์เฟสบุ๊คทันที แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเจ้าของเครื่องไม่เคยเข้าเว็บนี้เลยดูได้จาก ไม่มีประวัติการเข้าสู่ระบบค้างไว้ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีสังคมแม้แต่ในโลกโซเชี่ยล

เอยเปลี่ยนใจหันไปเปิดประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ มีแต่เว็บยี่สิบบวกจึงรีบปิดทันที รวมทั้งไฟล์วิดีโอก็มีเพียงไฟล์หนังอย่างว่า สาวน้อยหน้าแดงก่ำรีบปิดมันด้วยความตกใจก่อนที่จะพับเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากห้องไป

“ผู้ชายคิดแต่เรื่องลามก”

 

เช้าวันรุ่งขึ้นธีรเดชหนุ่มผิวขาวดวงตาของเขาคล้ำและค่อนข้างที่จะลอยกว่าแต่ก่อน จมูกโด่ง ริมฝีปากบางจนน่าจูบ หน้าตาคล้ายกับพระเอกในละครจนเพื่อนต้องนำฉายามาเรียกแทนชื่อ จากอดีตผู้คุ้มกันมือขวาของนาวากลับกลายมาเป็นเจ้าของกิจการทำให้เขาต้องรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง เขารู้ดีว่านาวาต้องการมอบบริษัทนี้ให้ แม้ว่ามันจะเป็นภาระที่ใหญ่เกินไปที่จะรับไหวแต่เขาจะทำให้ดีที่สุด

ชายหนุ่มมองสาวผมตรงในชุดนักศึกษากระโปรงสั้นด้วยสายตาไหววูบเล็กน้อย วันนี้เอยดูน่ารักเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะฝีมือช่างทำผมเมื่อวานทำให้เขาไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็เดินผ่านไปแล้ว

เอยขึ้นรถสีดำคันยาวหน้าคฤหาสน์โดยมีคนขับรถยืนรออยู่ ธีรเดชยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินขึ้นรถนั่งข้างเอยเธอจึงเขยิบหนี และทำท่าลงจากรถแต่ถูกมือกร้านดึงแขนไว้ก่อน

“จะไปไหน”

“ไปนั่งข้างหน้า” เอยพยายามดึงแขนออกจากคู่หมั้น

“จะกลับมานั่งดีๆ หรือจะให้ฉันกอดเธอไปตลอดทาง” ธีรเดชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องกลับมานั่งที่เดิมด้วยความรู้สึกจำใจ

 

ความเงียบก่อตัวเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในรถตลอดเส้นทางเหมือนเช่นเคย แม้แต่เพชรและหินสองบอดี้การ์ดที่นั่งเบาะหลังก็พลอยรู้สึกมืดมนไปด้วย เมื่อถึงจุดหมายพวกเขาถึงกับถอนหายใจเบาด้วยความโล่งอก

ธีรเดชหยิบกระเป๋าเงินในกระเป๋าเสื้อด้านในของสูทแล้วหยิบพันธบัตรหนึ่งร้อยบาทจำนวนสามใบ เอยกำลังจะรับมันแต่ก็ถูกเขาดึงกลับไปก่อน

“ผู้ใหญ่ให้ของต้องทำยังไง”

“แต่นี่เป็นเงินที่พ่อฝากให้มาไม่ใช่เหรอ” เอยขมวดคิ้วไม่พอใจ

“ถึงจะใช่หรือไม่ เธอก็ควรทำตัวนอบน้อมมากกว่านี้” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

“งั้นฉันไม่เอาละกัน เชอะ”  ผู้พูดเชิดหน้าก่อนที่จะลงจากรถ

“ยัยตัวแสบ”

“ผู้ชายขี้เก๊ก” เอยพูดจบแล้วปิดประตู

 

เอยวางกระเป๋าถือสีดำลงบนโต๊ะและนั่งลงกำหมัดแน่นด้วยอารมณ์หงุดหงิด ทำให้เพื่อนสนิทที่กำลังคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่นได้ยินเสียงหันมาทักทาย เธอคือ ‘มิ้น’ เพื่อนที่เพิ่งรู้จักในกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ด้วยความเป็นลูกคุณหนูแตกต่างจากเอยซึ่งถูกยกระดับจากคนรับใช้กลายเป็นคู่หมั้นมหาเศรษฐีทั้งคู่เลยมีนิสัยแตกต่างกันพอสมควร

“เอยใช่ไหม วันนี้ดูสวยจนแทบจำไม่ได้เลยนะ ไปทำผมมาเหรอ” สาวผมประบ่าหน้าสวยถูกบดบังด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดพูด

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” เอยอมยิ้มเปลี่ยนโหมดเป็นอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องหุบยิ้มเมื่อเจอคำถามถัดไป

“แหม…แต่งตัวต้อนรับอนาคตการเป็นคุณนายล่ะสินะ”

“เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าไหม” เอยขมวดคิ้ว

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ว่าที่สามีหล่ออย่างกับพระเอกช่องสามขนาดนั้นน่าจะดีใจ ว้า…เสียดายจัง ทำไมคนหล่อถึงมีแฟนแล้วนะ” มิ้นเดินออกไปนั่งที่นั่งของตัวเองซึ่งไม่ห่างกันนัก

“ตาขี้เก๊กนี่นะหล่อ ฉันว่า เคน ธีรเดชตัวจริงหล่อกว่าอีก”

“แต่คนนี้ก็พ่วงด้วยมรดกกิจการส่งออก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายกิจการไม่ใช่ดาราธรรมดา แถมมีฝีมือการต่อสู้อีก อะไรจะครบเครื่องขนาดนี้” มิ้นเท้าคางเพ้อ

“ไม่เป็นไร ถ้าฉันจัดการเรื่องมรดกได้ฉันจะยกให้เธอทันทีเลย”

“สัญญาแล้วนะ” มิ้นยิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งหยอกตามประสาสาวโสด

“อือ” เอยพูดจบก็นำกระเป๋าถือมาวางบนหน้าตักแล้วค้นดูกระเป๋าสตางค์ ในใจก็คิดเสียดายที่ไม่ได้เอาเงินมาจากธีรเดชแต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าเสียหน้า แต่เมื่อเธอเปิดกระเป๋าเงินออกดูก็พบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทสามใบอยู่ในกระเป๋าจึงยิ้มได้ พ่อคงจะแอบเอามาใส่ไว้ให้เพราะกลัวลูกสาวลำบากล่ะสิ

 

เอยทานข้าวกลางวันในโรงอาหารเห็นผู้ชายหลายคนต่างมองเธอกับเพื่อน แม้กระทั่งตอนพวกเธอกำลังตักข้าวใส่ปากก็ยังไม่วาย

“มองหน้าหาเรื่องหรือไง” เอยตะโกนใส่ทำให้แต่ละคนต่างกลับมาทานข้าวตรงหน้าอย่างตั้งใจ

“เอย ใจเย็นสิ เขาก็แค่มองน่ะ” มิ้นยกนิ้วป้องปากให้เพื่อนเบาเสียงลงแล้วพูดต่อ “ผู้ชายก็ต้องมองผู้หญิงน่ารัก แกก็ต้องทำใจ อย่างฉันนี่ ไม่เคยมีปัญหา” มิ้นยิ้มอย่างมั่นใจในความสวยของตัวเอง

ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทานข้าวอยู่นั่นเองก็มีชายหนุ่มเข้ามาทักเอย

“น้องเอยใช่ไหมครับ พี่ชื่อวินเป็นพี่รหัสของน้อง”

“เดี๋ยวนะ ที่รู้มาตามธรรมเนียมปฏิบัติ รุ่นน้องต้องตามหารุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ” เอยรู้สึกสับสนข้องใจ

“ก็ใช่นะ แต่พี่ไม่ชอบอะไรที่ค้างคา ในเมื่อพี่รู้จักน้องแล้วทำไมต้องตามกันไปหากันมาให้มันเมื่อยด้วยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้ม ถึงจะมีความหล่อใสขาวตี๋ดูแมนแต่ก็ไม่ได้ทำให้เอยรู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด

“ก็ดี รวบรัดตัดความง่ายดี” เอยหยิบกระดาษในกระเป๋ายื่นให้พี่รหัสลงชื่อ

“แต่เดี๋ยว จุดประสงค์ของการเป็นพี่รหัสกับน้องรหัสคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอ พี่ไม่ชอบอะไรให้มันค้างคาก็จริง แต่ก็ใช่ว่าน้องจะได้ลายเซ็นพี่ง่ายๆ นะ” พี่รหัสยกมือกันกระดาษนั้นไว้

“พี่มีเวลาให้เดือนหนึ่ง น้องต้องอยู่ในโอวาทพี่ แต่ก่อนอื่นขอไอดีลายก่อนได้ไหม” วินยิ้มแล้วยื่นมือถือให้เอย มิ้นยิ้มเพ้อตามด้วยความฟิน

 

“น่าอิจฉาจัง ทั้งคุณธีรเดชทั้งพี่วินเทขนมจีบอย่างนี้ ทำไมฉันถึงไม่มีสักคนเลยนะ” มิ้นพูดในขณะที่เดินไปพร้อมเอย

“อยากกินหรือไง เดี๋ยวฉันพาไปเซเว่น” เอยหรี่ตามองเพื่อน

“เธอเนี่ยพูดดักอารมณ์ฉันทุกทีเลย เฮ่อ…”

“อะไรของเธอ เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวถอนใจ”

“ถ้าต่อไปเธอมีแฟนแล้วฉันจะทำยังไง คงเหงาแย่เลย”

“ไม่หรอกน่า”

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ฉันขอนอนบ้านเธอหน่อยสิ ขี้เกียจกลับบ้าน กลับไปก็ไม่เจอใคร” มิ้นจับมือเอย

“ก็ได้” เอยตอบแบบไม่คิด เมื่อมิ้นได้ยินอย่างนั้นจึงหอมแก้มและกอดเอยด้วยความดีใจ

“น่ารักที่สุดเลย”

ภายในห้องผู้บริหารขนาดกว้างพอที่จะเป็นบ้านทั้งหลังของคนจนได้ ธีรเดชตรวจเอกสารบนโต๊ะหลังจากจบการประชุมมาสักพักโดยมีเพื่อนบอดี้การ์ดยืนอยู่ข้างซ้ายขวา

กริ๊ง! เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หนุ่มหล่อยกหูรับทันที

/“คุณทรงพลต้องการพบค่ะ”/ น้ำเสียงที่คุ้นหูปลายสายเอ่ย เขารู้ทันทีว่าเป็นเสียงเลขาหน้าห้องของเขาเอง

“ให้เข้ามาได้”

ชายวัยสี่สิบแต่งกายภูมิฐานสมกับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งออกเดินเข้ามา เขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ ‘นาวา’ ผู้บริหารคนเก่าไว้ใจมอบหมายงานสำคัญ แน่นอนว่านาวาไม่ค่อยสนใจงานบริหารสักเท่าไร และในบางช่วงก็ให้คนรับใช้คอยดูแลงานแทนในช่วงที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

“มีอะไรเหรอครับ”

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณเปลี่ยนบริษัทชิปปิ้งโดยไม่บอกผมสักคำ” สีหน้าไม่พอใจถูกเก็บเอาไว้ไม่มิด แต่ก็ไม่โจ่งแจ้งจนถึงขนาดไม่ไว้หน้าฝ่ายตรงข้าม

“ผมต้องขอโทษด้วย ที่ยังไม่ได้บอกคุณ พอดีผมตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าบริษัทชิปปิ้งที่เราใช้อยู่ส่งของช้า ผมจึงหาอีกทางเลือก แต่แน่นอนว่าบริษัทเก่าเราก็ยังใช้บริการอยู่ เพียงแต่เรากำลังดูว่าทางเลือกไหนที่ดีที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องรบกวนคุณช่วยดูต่อจากนี้ด้วยนะครับ เพราะถึงอย่างไรคุณก็รู้จักบริษัทนี้ดีกว่าผม” ธีรเดชยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องขอโทษด้วยก็แล้วกัน  ผมขอตัว” ทรงพลปรับสีหน้าเก็บความขุ่นมัวไว้ในใจแล้วเดินออกจากห้องไป

 

ทรงพลเดินกลับห้องแล้วปัดเอกสารบนโต๊ะลงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้แกหรอก”

 

ธีรเดชลงจากรถเอาเสื้อสูทพาดบ่าด้วยอาการอ่อนเพลียเดินเข้าคฤหาสน์หลังงาม หลังจากได้ยินว่าเอยพาเพื่อนผู้หญิงเข้ามาในบ้านจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องคู่หมั้น เมื่อเอยเปิดประตูและเห็นว่าเป็นธีรเดชจึงรีบปิดแต่ก็ถูกมือหนาดันทำให้ปิดไม่ได้ เธอจึงถอดใจยอมเปิดแต่โดยดี

“พาเพื่อนมาทำไมไม่บอกฉัน”

มิ้นที่เดิมนอนอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้ามายกมือไหว้

ธีรเดชยิ้มรับเล็กน้อยแต่ก็กลับมาทำหน้าดุใส่เอยทำให้มิ้นต้องเกาะแขนเพื่อนด้วยความกลัว

“แฟนแกโกรธแน่เลย”

“ไม่เป็นไรแก เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เอยเดินออกไปหน้าห้องพร้อมกับธีรเดช

 

“มีอะไรว่ามา” เอยทำลอยหน้าลอยตา

“คุยตรงทางเดินนี่เลยเหรอ”

“แล้วจะให้คุยที่ไหน”

“ก็ที่เงียบๆ อย่างห้องฉันไง” ธีรเดชยิ้ม

“ทะลึ่ง” เอยหน้าแดงก่อนที่จะเดินลงไปที่ห้องโถงโดยมีธีรเดชเดินตามมา “ที่นี่คงไม่มีปัญหานะ”

“อือ…เด็กคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” ธีรเดชถามทันทีเมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สักเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

“มิ้น เป็นทายาทเจ้าของโรงแรมในพัทยากลาง”

“ชื่อโรงแรม” ชายหนุ่มถามทันควัน

“ฉันลืมไปแล้ว ถามแค่นี้ใช่ไหม” เอยหงุดหงิดแล้วรีบลุกขึ้น

“เดี๋ยว!” หนุ่มหล่อเอ่ยเสียงเข้ม

“อะไรอีก”

“คราวหลังถ้าจะเข้าห้องฉันเธอเข้าได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องหลบซ่อนหรอกนะ” ธีรเดชหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้เอยจนเธอต้องกลับไปนั่งอย่างเดิม มือทั้งสองข้างของเขากำลังค้ำพนักพิง

เอยซึ่งกำลังนั่งอยู่ระหว่างเขานิ่งไม่ตอบเมื่อเห็นอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาจึงรีบก้มตัวลอดแขนฝ่ายตรงข้ามออกไปแล้วแลบลิ้นใส่ธีรเดชทันทีที่ออกมาได้

“แบร่ ตาขี้เก๊ก”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image