บทที่ 1 ธีรเดช

บทที่ 1
ธีรเดช

ก้อนเมฆสีดำลอยเคลื่อนผ่านดวงจันทร์ท่ามกลางท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงจากดวงดาว เด็กหญิงผมเปียอายุประมาณหกขวบ ในสภาพมอมแมมเปื้อนโคลนจับขาตัวเองอันเนื่องมาจากความเจ็บปวดคล้ายกระดูกหัก เด็กเปียไม่สามารถขยับเพื่อปีนขึ้นกลับไปได้ เด็กน้อยเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีลักษณะเป็นวงกลมพลางส่งเสียงอันแผ่วเบาขอความช่วยเหลือ

ร่างกายเริ่มอ่อนแรงหลังจากขาดน้ำและอาหารมาหลายชั่วโมง ก่อนหน้านี้เธอแอบพ่อมาเล่นในสวนหน้าคฤหาสน์แล้วเดินเรื่อยมายังสถานก่อสร้างหลังบ้าน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ปกครองจึงแอบวิ่งหนีจนตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่  แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องให้ช่วยเพราะกลัวถูกทำโทษ แต่เมื่อผู้ตามหาเดินจากไปเด็กน้อยจึงรู้ว่าการที่ทำแบบนั้นไม่ส่งผลดีกับตัวเองเลยสักนิด

เม็ดฝนหล่นลงบนมือเล็กและบริเวณโดยรอบไม่กี่เม็ดก่อนที่จะตกหนัก เด็กน้อยพยายามส่งเสียงให้ดังขึ้นจนไม่สามารถเปล่งเสียงได้อีก ระหว่างที่ร่างเล็กผู้น่าสงสารกำลังอ้อนวอนขอพรจากพระเจ้านั่นเอง ก็มีเสียงห้าวของเด็กคนหนึ่งตะโกนขึ้น

เอย!

เด็กหญิงเงยหน้ามองตามเสียง เห็นเงาคล้ายเด็กชายผมซอยสั้นในชุดกางเกงขาสั้น สะท้อนจากด้านหน้าแสงสายฟ้าแลบ ก่อนจะเกิดเสียงดังกึกก้องคล้ายเบื้องบนจะถล่มลงมา

 

สาวผมหยักศกลืมตาขึ้นทั้งที่น้ำตายังคงอาบแก้ม ความรู้สึกโล่งใจครั้งแรกเมื่อตื่นกลับกลายเป็นเศร้าตามเดิม เพราะตอนนี้เด็กที่ช่วยเหลือเธอในตอนนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เขาคือ นาวา เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้

หลังจากงานศพของเขาได้ผ่านพ้นไปจนถึงวันเปิดพินัยกรรม ในพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่า เอยซึ่งเป็นลูกคนรับใช้คนสนิทในขณะเดียวกันก็เป็นคู่หมั้นปลอมของนาวา ต้องแต่งงานกับธีรเดชบอดี้การ์ดมือขวาเป็นเวลาห้าปี หากใครคนใดคนหนึ่งสมรสกับคนอื่น คฤหาสน์หลังนี้จะเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินบริจาคให้การกุศล ทำให้สาวน้อยต้องจำใจมานอนในคฤหาสน์หลังใหญ่แทนที่จะไปนอนเรือนเดิมที่เธอเคยอยู่ ตามความต้องการของพ่อและคนในคฤหาสน์ เพราะพวกเขากลัวว่าเอยอาจจะเปลี่ยนใจไปชอบผู้ชายคนอื่น อย่างน้อยให้ทั้งคู่ได้มีเวลาใกล้ชิดกันก่อนแต่งงาน เพราะถึงยังไงเธอก็ต้องมานอนที่เรือนหลังใหญ่อยู่แล้ว

เอยปาดน้ำตาไล่ความเจ็บปวดในจิตใจแล้วลุกขึ้นจากเตียง หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอจึงมองกระจกตรงหน้าซึ่งสะท้อนภาพสาวตาคมร่างบางผิวขาวผมหยักศก คิ้วเข้มเชิดขึ้นไปแสดงถึงความเด็ดเดี่ยวจมูกโด่งรับกับใบหน้าได้อย่างลงตัว ตอนนี้เธออายุย่างเข้าสิบเก้า ถึงแม้ว่าในพินัยกรรมไม่ได้ระบุว่าจะต้องเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานหรือไม่ ระบุเพียงแค่ขอให้แต่งงานและอยู่ด้วยกันเป็นเวลาห้าปีก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ บ้านหลังนี้ก็จะไม่ถูกบริจาคให้การกุศล แต่ถึงอย่างนั้นการศึกษาก็ต้องมาก่อนอยู่ดี

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดัง เอยจึงเดินไปเปิด

“สวัสดีค่ะ ฉันคือช่างทำผมที่คุณพ่อคุณให้มาค่ะ” ผู้หญิงปริศนาสะพายกระเป๋าใบใหญ่พูด

เอยหน้ามุ่ย พ่ออาจจะอยากให้ดูเป็นสาวเพื่อหมอนั่นล่ะสิ ผมเปียก็ดีอยู่แล้วทำไมต้องเปลี่ยนทรงผมด้วย เธอสาวเท้าลงไปยังชั้นล่างหาพ่อด้วยชุดนอนกางเกงขาสั้นเนื้อผ้าบางเบา เมื่อเห็นลุงแก่ไว้หนวดเครายาวผมขาวเช่นเดียวกับหนวดกำลังคุยกับหนุ่มร่างสูงอย่างจริงจังเธอจึงเข้าไปแทรกบทสนทนาอย่างไม่เกรงใจ

“ทำไมพ่อต้องให้คนมาทำผมให้เอยด้วย”

“ก็แกมันโตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะไว้ผมเปียหัวยุ่งเหมือนแต่ก่อนได้ยังไง” บิดาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายก่อนที่จะตอบ

“ยังไงเอยก็ไม่ทำ ทรงเดิมก็ดีอยู่แล้ว พี่น้ำยังชมเลยว่าผมเปียเหมาะกับเอย พ่อเอาช่างทำผมกลับไปเลยนะ” เอยนึกถึงคำพูดของนาวา

“ผมว่าก็จริงของเอย จะทรงนี้หรือทรงเปียก็น่ารักดีนะ เหมาะกับความแก่นของเอยดี เวลาพาเอยไปไหนจะได้เหมือนควงเด็กมัธยม” ริมฝีปากบางของร่างสูงยิ้มพลางจ้องชุดนอนบนเรือนร่างทำให้อีกฝ่ายต้องรีบยกมือขึ้นปกปิด

“ฝันไปเถอะ เอยยอมทำก็ได้ นี่เพราะว่าเห็นแก่คุณพ่อนะ” เอยขมวดคิ้วแล้ววิ่งขึ้นไปชั้นบน

“เด็กคนนี้นี่ ขอโทษแทนเอยด้วยนะ แม่แกตายตั้งแต่ยังเด็ก ผมก็ไม่ได้อบรมให้ดีอย่างที่ควร ไม่รู้ว่าจะเหมาะกับการเป็นเจ้าสาวของคุณหรือเปล่า” ลุงพ่อบ้านบ่นลูกสาวก่อนที่จะหันไปคุยกับคนตรงหน้า

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณลุง ผมชินแล้ว เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” ธีรเดชยกมือไหว้แล้วเดินจากไป

 

เอยอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อเห็นว่าช่างกลับบ้านไปแล้วจึงรีบวิ่งไปดูกระจกอีกรอบด้วยความตื่นเต้น

สาวน้อยมองสาวตาคมผมตรงสยายดูสุขภาพดีตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง คิ้วที่เคยหนาไม่เป็นระเบียบถูกจัดแต่งออกมาให้ได้รูป เธอมองดูเวลาในนาฬิกาข้อมือที่ผ่านไปครึ่งวัน ให้ตายเถอะ ผู้หญิงจะสวยนี่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้เลย วันนี้ว่างนี่นา ตาขี้เก๊กก็น่าจะกลับดึกเหมือนทุกวัน แอบไปห้องหมอนั่นดีกว่าดูซิว่าเก็บความลับอะไรไว้บ้าง

เมื่อคิดได้แล้ว เอยจึงรีบลงไปข้างล่างค้นหากุญแจในตู้กระจกใต้บันได

 

เอยมองกุญแจที่จัดแขวนอย่างสวยงามในตู้กระจกซึ่งตั้งติดกับฝาผนัง ตรงหน้าตู้นั้นมีโต๊ะเคาน์เตอร์ขนาดเล็กเอาไว้สำหรับใส่อุปกรณ์ที่คนในบ้านใช้ร่วมกันเช่น เครื่องมือช่าง ไขควง กระดาษโน้ต ปากกา  เธอพยายามเปิดตู้แต่เปิดไม่ได้เพราะมันถูกล็อกด้านนอกเอาไว้ เธอจำได้ว่ากุญแจตู้นี้วางอยู่ในลิ้นชักเคาน์เตอร์ที่ไหนสักแห่ง จึงไล่เปิดออกทีละชั้น ในที่สุดก็พบมันอยู่ในกล่อง

หญิงสาวมัดผมหางม้าสวมเสื้อด้านในสีขาวกระโปรงเอี๊ยมสีน้ำเงินซึ่งเป็นเครื่องแบบคนรับใช้ประจำคฤหาสน์หลังนี้มองเอยที่กำลังทำท่าค้นหาของในลิ้นชักอย่างสงสัย

“คุณเอยทำอะไรคะ!” สาวใช้ถามเสียงดังจนเอยสะดุ้งโหยง

“เอยหาของอยู่น่ะค่ะ” ผู้พูดทำท่าลุกลี้ลุกลน รีบปิดลิ้นชัก

“ให้พี่ช่วยหาไหม” สาวใช้ถามตามหน้าที่

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวก็เจอ”

“อ่อ…ค่ะ ขอให้เจอเร็วๆ นะคะ” ผู้พูดยิ้มเรียบแล้วเดินออกไป

เอยถอนหายใจหลังจากเธอเดินลับตาไป แล้วค่อยหันมาไขตู้กระจก หยิบกุญแจห้องฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่จะกำมันไว้แน่น

“หึหึ ทีนี้ล่ะ ตาขี้เก๊กนายเสร็จฉันแน่” รังสีความชั่วร้ายออกมาจากเอย

 

เอยสำรวจห้องทันทีที่เข้าห้องคู่หมั้นเธอได้ ภายในห้องตกแต่งด้วยสีดำ ทั้งตู้เตียงผ้าม่านเครื่องเรือนนาฬิกาก็เป็นสีเดียวกันหมด ดูแล้วให้ความรู้สึกน่าเกรงขามปนมืดมนอย่างบอกไม่ถูก เธอเริ่มรื้อค้นสิ่งที่ต้องการในลิ้นชักอย่างใจเย็นแต่ก็พบเพียงของใช้ทั่วไป จนกระทั่งเธอมองลอดใต้เตียงก็พบกล่องกระดาษใบใหญ่ใบหนึ่งวางไว้อยู่ มือเรียวยาวใช้มือเปล่าปัดฝุ่นแล้วเปิดมันออกอย่างเบามือ ด้านในมีรูปถ่ายและของเก็บความทรงจำหลายอย่าง

นาย พินัย คงมั่น เอยหยิบบัตรนักศึกษาขึ้นมาอ่านแล้ววางมันลงก่อนที่จะหันไปสนใจ รูปธีรเดชกับเพื่อนในชุดตำรวจเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีรูปแนวตั้งของเขาในชุดเดิมมันถูกฉีกออก เอยพยายามหาเศษที่เหลือจนสามารถต่อติดกันเพื่อดูได้ จึงรู้ว่ารูปนั้นถ่ายคู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายชายในรูปกำลังมองตาหญิงสาวในชุดนักศึกษากระโปรงยาวอย่างมีความสุข

‘ตาขี้เก๊กเคยเป็นตำรวจด้วยเหรอ ส่วนผู้หญิงคนนี้คงเป็นแฟนเก่าของหมอนั่นล่ะสินะ’ เอยคิดก่อนที่จะเก็บและซ่อนมันไว้ตามเดิม แล้วคิดได้ว่าในลิ้นชักมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพราะเคยเห็นคู่หมั้นเอามันมาเก็บไว้ เธอจึงเปิดมันออก ยกเจ้าเครื่องคอมดังกล่าวออกมาเสียบปลั๊กกางไว้บนโต๊ะแล้วเปิดดูเว็บไซต์เฟซบุ๊กทันที แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเจ้าของเครื่องไม่เคยเข้าเว็บนี้เลย สังเกตได้จากไม่มีประวัติการเข้าสู่ระบบค้างไว้ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีสังคมแม้แต่ในโลกโซเชียล

เอยเปลี่ยนใจหันไปเปิดประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งมีแต่เว็บยี่สิบบวกจึงรีบปิดทันที รวมทั้งไฟล์วิดีโอก็มีเพียงไฟล์หนังอย่างว่า สาวน้อยหน้าแดงก่ำรีบปิดมันด้วยความตกใจก่อนที่จะพับเก็บไว้ที่เดิมแล้วเดินออกจากห้องไป

“ผู้ชายคิดแต่เรื่องลามก”

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ~

ธีรเดชหนุ่มผิวขาวดวงตาของเขาคล้ำและค่อนข้างที่จะลอยกว่าแต่ก่อน จมูกโด่ง ริมฝีปากบางจนน่าจูบ หน้าตาคล้ายกับพระเอกในละครจนเพื่อนต้องนำฉายามาเรียกแทนชื่อ จากอดีตผู้คุ้มกันมือขวาของนาวากลับกลายมาเป็นเจ้าของกิจการทำให้เขาต้องรับผิดชอบอะไรหลายอย่าง เขารู้ดีว่านาวาต้องการมอบบริษัทนี้ให้เพื่อดูแลทุกคนภายในบ้าน แม้ว่ามันจะเป็นภาระที่ใหญ่เกินไปที่จะรับไหวแต่เขาจะทำให้ดีที่สุด

ชายหนุ่มมองสาวผมตรงในชุดนักศึกษากระโปรงสั้นด้วยสายตาไหววูบเล็กน้อย วันนี้เอยดูน่ารักเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะฝีมือช่างทำผมเมื่อวานทำให้เขาไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ กว่าจะรู้ตัวอีกทีอีกฝ่ายก็เดินผ่านไปเสียแล้ว

เอยขึ้นรถสีดำคันยาวหน้าคฤหาสน์โดยมีคนขับรถยืนรออยู่ ธีรเดชยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินขึ้นรถนั่งข้างเอยเธอจึงเขยิบหนี และทำท่าลงจากรถแต่ก็ถูกมือกร้านดึงแขนไว้เสียก่อน

“จะไปไหน”

“ไปนั่งข้างหน้า” เอยพูดเสียงแข็งพยายามดึงแขนตัวเองออกจากคู่หมั้น

“จะกลับมานั่งดีๆ หรือจะให้ฉันกอดเธอไปตลอดทาง” ธีรเดชพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องกลับมานั่งที่เดิมด้วยความรู้สึกจำใจ

ความเงียบก่อตัวเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในรถตลอดเส้นทางเหมือนเช่นเคย แม้แต่เพชรและหินสองบอดี้การ์ดที่นั่งเบาะหลังก็พลอยรู้สึกมืดมนไปด้วย เมื่อถึงจุดหมายพวกเขาถึงกับถอนหายใจเสียงเบาด้วยความโล่งอก

ธีรเดชหยิบกระเป๋าเงินในช่องใส่ของด้านในสูท แล้วเลือกธนบัตรหนึ่งร้อยบาทจำนวนสามใบ ทำท่ายื่นให้คนตรงหน้า เอยกำลังจะรับมันแต่ก็ถูกเขาดึงกลับไปก่อน

“ผู้ใหญ่ให้ของต้องทำยังไง”

“แต่นี่เป็นเงินที่พ่อฝากให้มาไม่ใช่เหรอ” เอยขมวดคิ้วไม่พอใจ

“ถึงจะใช่หรือไม่ เธอก็ควรทำตัวนอบน้อมมากกว่านี้” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

“งั้นฉันไม่เอาละกัน เชอะ” ผู้พูดเชิดหน้าก่อนที่จะลงจากรถ

“ยัยตัวแสบ”

“ผู้ชายขี้เก๊ก” เอยพูดจบแล้วปิดประตู

 

ภายในห้องกว้าง หนุ่มสาวทุกคนต่างคุยกันอย่างออกรส เอยเดินเข้ามาในห้องแล้ววางกระเป๋าถือสีดำลงบนโต๊ะและนั่งลงกำหมัดแน่นอย่างหงุดหงิด ทำให้เพื่อนสนิทที่กำลังคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่นได้ยินเสียงหันมาทักทาย เธอคือ มิ้น เพื่อนที่เพิ่งรู้จักในกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ ด้วยความเป็นลูกคุณหนูแตกต่างจากเอยซึ่งถูกยกระดับจากคนรับใช้กลายเป็นคู่หมั้นมหาเศรษฐีทั้งคู่จึงมีนิสัยแตกต่างกันพอสมควร

“เอยใช่ไหม วันนี้ดูสวยจนแทบจำไม่ได้เลยนะ ไปทำผมมาเหรอ” สาวผมประบ่าหน้าสวยถูกบดบังด้วยเครื่องสำอางค่อนข้างจัดพูด

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” เอยอมยิ้มเปลี่ยนโหมดเป็นอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องหุบเมื่อเจอคำพูดถัดไป

“แหม…แต่งตัวต้อนรับอนาคตการเป็นคุณนายล่ะสินะ” มิ้นนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าเอย แล้วหันมาคุย

“เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่าไหม” เอยพูดเสียงเข้มพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ว่าที่สามีหล่ออย่างกับพระเอกช่องสามขนาดนั้นน่าจะดีใจ ว้า…เสียดายจัง ทำไมคนหล่อถึงมีแฟนแล้วนะ” มิ้นลุกขึ้นเดินออกไปนั่งที่นั่งของตัวเองซึ่งไม่ห่างกันนัก

“ตาขี้เก๊กนี่นะหล่อ ฉันว่า เคน ธีรเดชตัวจริงหล่อกว่าอีก”

“แต่คนนี้ก็พ่วงด้วยมรดกกิจการส่งออก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หลายกิจการไม่ใช่ดาราธรรมดา แถมมีฝีมือการต่อสู้อีก อะไรจะครบเครื่องขนาดนี้ เหมือนกับพระเอกหลุดออกมานอกจอ ยัยตัวร้ายกับนายบอดี้การ์ดสุดหล่อ” มิ้นเท้าคางเพ้อ

“บ้าไปละ ฉันไม่ได้คิดอะไรกับตาขี้เก๊กสักหน่อย ถ้าฉันจัดการเรื่องมรดกได้ฉันจะประเคนให้เธอทันทีเลย” เอยหงายมือทั้งสองข้างทำท่ายกอากาศ

“สัญญาแล้วนะ” มิ้นยกนิ้วชี้กับนิ้วโป้งพร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งหยอกตามประสาสาวโสด

“อือ” เอยพูดจบก็นำกระเป๋าถือมาวางบนหน้าตักแล้วค้นดูกระเป๋าสตางค์ ในใจก็คิดเสียดายที่ไม่ได้เอาเงินมาจากธีรเดช แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าเสียหน้า แต่เมื่อเธอเปิดกระเป๋าเงินออกดูก็พบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยบาทสามใบอยู่ในกระเป๋าจึงยิ้มได้ พ่อคงจะแอบเอามาใส่ไว้ให้เพราะกลัวลูกสาวลำบากล่ะสิ

 

โรงอาหารอาหารขนาดใหญ่ มีโต๊ะสีขาวและเก้าอี้ไม้ขนาดยาวเท่ากับโต๊ะหลายชุดจัดวางเกือบเต็มพื้นที่ ด้านซ้ายมีร้านค้าหลายห้องพร้อมกับอาหารหลายประเภทให้เลือกรับประทาน ราคาอาหารก็ไม่แพง ทำให้ช่วงเวลานี้มีนักศึกษารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

เอยนั่งทานข้าวกลางวันพร้อมกับมิ้นเพื่อนสนิท เธอเห็นผู้ชายหลายคนต่างมองตัวเองกับเพื่อน แม้กระทั่งตอนพวกเธอกำลังตักข้าวใส่ปากก็ยังไม่วาย ดูแล้วน่ารำคาญเป็นที่สุด

“มองหน้าหาเรื่องหรือไง” เอยตะโกนใส่ทำให้แต่ละคนต่างกลับมาทานข้าวตรงหน้าอย่างตั้งใจ

“เอย ใจเย็นสิ เขาก็แค่มองน่ะ ผู้ชายก็ต้องมองผู้หญิงน่ารัก แกก็ต้องทำใจ อย่างฉันนี่ ไม่เคยมีปัญหา” มิ้นซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยกนิ้วป้องปากให้เพื่อนเบาเสียงลงแล้วยิ้มอย่างมั่นใจในความสวยของตัวเอง

ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทานข้าวอยู่นั่นเองก็มีชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาดีคล้ายคนเชื้อสายจีนเล็กน้อยแต่ตาไม่ตี่ร่างสูงแต่งกายสะอาดสะอ้านเข้ามาทักเอย

“น้องเอยใช่ไหมครับ พี่ชื่อวินเป็นพี่รหัสของน้อง”

“เดี๋ยวนะ ที่รู้มาตามธรรมเนียมปฏิบัติ รุ่นน้องต้องตามหารุ่นพี่ไม่ใช่เหรอ มิ้นเขย่าแขนฉันทำไม” เอยรู้สึกสับสนข้องใจก่อนที่จะหันมาคุยกับเพื่อนสนิทซึ่งกำลังยิ้มราวกับเห็นชายในฝัน

“นี่พี่วิน เดือนมหาวิทยาลัย” มิ้นแสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากเอยซึ่งทำเป็นไม่แยแส

“พี่ก็ไม่ดังเท่าเดือนคนเก่าอย่างคุณนาวาหรอก ก็ใช่นะ ที่น้องบอกว่ารุ่นน้องต้องตามหารุ่นพี่ แต่พี่ไม่ชอบอะไรที่ค้างคา ในเมื่อพี่รู้จักน้องแล้วทำไมต้องตามกันไปหากันมาให้มันเมื่อยด้วยล่ะ” ชายหนุ่มยิ้มเขินก่อนที่จะพูดกับเอย ถึงจะมีความหล่อใสขาวตี๋ดูแมนแต่ก็ไม่ได้ทำให้เอยรู้สึกหวั่นไหวเลยสักนิด

“ก็ดี รวบรัดตัดความง่ายดี” เอยหยิบกระดาษในกระเป๋ายื่นให้พี่รหัสลงชื่อ

“แต่เดี๋ยว จุดประสงค์ของการเป็นพี่รหัสกับน้องรหัสคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ใช่เหรอ พี่ไม่ชอบอะไรให้มันค้างคาก็จริง แต่ก็ใช่ว่าน้องจะได้ลายเซ็นพี่ง่ายๆ นะ” พี่รหัสยกมือกันกระดาษนั้นไว้ และพูดต่อ

“พี่มีเวลาให้หนึ่งเดือน น้องต้องอยู่ในโอวาทพี่ แต่ก่อนอื่นขอไอดีลายก่อนได้ไหม” วินยิ้ม ยื่นมือถือให้เอย มิ้นเพ้อตามด้วยความฟิน

 

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยเอยและมิ้นจึงขอตัวเดินออกไปจากที่นั่น มิ้นเหล่มองเพื่อนแล้วพูดขึ้นด้วยความอิจฉา “น่าอิจฉาจัง ทั้งคุณธีรเดชทั้งพี่วินเทขนมจีบอย่างนี้ ทำไมฉันถึงไม่มีสักคนเลยนะ”

“อยากกินหรือไง เดี๋ยวฉันพาไปเซเว่น” เอยหรี่ตามองเพื่อน

“เธอนี่พูดดักอารมณ์ฉันทุกทีเลย” มิ้นกอดอกหน้ามุ่ยสักพักก่อนที่จะถอนหายใจ “เฮ้อ”

“อะไรของเธอ เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวถอนหายใจ”

“ถ้าต่อไปเธอมีแฟนแล้วฉันจะทำยังไง คงเหงาแย่เลย” มิ้นหยุดเดินทำให้เอยซึ่งเดินนำไปเล็กน้อยต้องหยุดตาม

“ไม่หรอกน่า”

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ฉันขอนอนบ้านเธอหน่อยสิ ขี้เกียจกลับบ้าน กลับไปก็ไม่เจอใคร” มิ้นเดินเข้ามาจับมือเอย

“ก็ได้” เอยตอบแบบไม่คิด เมื่อมิ้นได้ยินอย่างนั้นจึงหอมแก้มและกอดเอยด้วยความดีใจ

“น่ารักที่สุดเลย”

 

นาวากรุป บริษัทนำส่งออกรายใหญ่ของประเทศไทย ใครก็ตามที่ต้องการส่งออกอาหาร สินค้า เครื่องประดับ ของตกแต่ง จะต้องมาขอคำปรึกษา สินค้าที่ผ่านมาตรฐานเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ได้ใช้ชื่อแบรนด์จากบริษัทแห่งนี้ เพียงแค่ชื่อการันตีก็สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้อย่างมหาศาล ของทุกชิ้นต้องทำมาจากวัสดุชั้นดีเท่านั้น

ภายในห้องผู้บริหารขนาดกว้างพอที่จะเป็นบ้านทั้งหลังของคนจนได้ นอกจากโต๊ะเก้าอี้และเครื่องใช้สำหรับทำงานแล้ว ยังมีโซฟาสีน้ำเงินเข้ม โต๊ะเล็กไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และเอาไว้รับแขกพิเศษในหลายโอกาส

ธีรเดชตรวจเอกสารบนโต๊ะหลังจากจบการประชุมมาสักพักโดยมีเพื่อนบอดี้การ์ดยืนอยู่ข้างซ้ายขวา

เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น หนุ่มหล่อยกหูรับทันที

/“คุณทรงพลต้องการพบค่ะ”/ น้ำเสียงที่คุ้นหูปลายสายเอ่ย เขารู้ทันทีว่าเป็นเสียงเลขาหน้าห้องของเขาเอง

“ให้เข้ามาได้”

ทรงพล ชายวัยสี่สิบแต่งกายภูมิฐานสมกับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งออกเดินเข้ามา เขาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ นาวา ผู้บริหารคนเก่าไว้ใจมอบหมายงานสำคัญ แน่นอนว่านาวาไม่ค่อยสนใจงานบริหารสักเท่าไร และในบางช่วงก็ให้คนรับใช้คอยดูแลงานแทน ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

“มีอะไรเหรอครับ”

“ผมอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนบริษัทชิปปิ้งโดยไม่บอกผมสักคำ” สีหน้าไม่พอใจถูกเก็บเอาไว้ไม่มิด แต่ก็ไม่โจ่งแจ้งจนถึงขนาดไม่ไว้หน้าฝ่ายตรงข้าม

“ผมต้องขอโทษด้วย ที่ยังไม่ได้บอกคุณ พอดีผมตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่าบริษัทชิปปิ้งที่เราใช้อยู่ส่งของช้า ผมจึงหาอีกทางเลือก แต่แน่นอนว่าบริษัทเก่าเราก็ยังใช้บริการอยู่ เพียงแต่เรากำลังดูว่าทางเลือกไหนที่ดีที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องรบกวนคุณช่วยดูต่อจากนี้ด้วยนะครับ เพราะถึงอย่างไรคุณก็รู้จักบริษัทนี้ดีกว่าผม” ธีรเดชยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ถ้าอย่างนั้น ผมก็ต้องขอโทษด้วยก็แล้วกัน  ผมขอตัว” ทรงพลปรับสีหน้าเก็บความขุ่นมัวไว้ในใจแล้วเดินออกจากห้องไป

 

ทรงพลเดินกลับห้องแล้วปัดเอกสารบนโต๊ะลงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้แก”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image