บทที่ 2 พินัย

บทที่ 2

พินัย

เอยแอบพามิ้นหนีขึ้นรถประจำทางแทนที่จะขึ้นรถหรูเหมือนเคย ด้วยกระโปรงสั้นและเป็นสาวสวยผิวขาวทำให้ต้องเผชิญกับสายตาหื่นของนักศึกษาต่างสถาบัน เอยไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นอยู่แล้วแต่สำหรับมิ้นซึ่งเป็นลูกคุณหนูตั้งแต่กำเนิดทำให้ต้องเกาะแขนเพื่อนด้วยความรู้สึกระแวง

มิ้นอดทนยืนนิ่งอยู่นาน ทันทีที่รถจอดหน้าป้ายรถประจำทาง เธอจึงรีบลากเพื่อนลงจากรถแล้วพาเข้ามหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว

ทางเดินภายในมหาวิทยาลัยปูด้วยอิฐตัวหนอน ด้านซ้ายมือมีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ส่วนด้านขวามือมีสระน้ำและสวนหย่อมตรงหน้าอาคารสูง

“ครั้งแรกเลยนะที่ต้องขึ้นรถเมล์ กลัวแทบแย่” มิ้นถอนหายใจหลังจากเข้าสู่เขตปลอดภัย

“มิ้นกลัวคนพวกนั้นด้วยเหรอ ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะปกป้องเธอเอง” เอยตบอกตัวเองด้วยความมั่นใจเป็นเวลาเดียวกับลูกฟุตบอลเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

เปรี้ยง! เอยล้มตามแรงเธอไม่เป็นอะไรมากแต่แรงปะทะทำให้โลกหมุนจนมึนงง

“ใครแตะลูกบอลมา” เอยเอาแขนค้ำตัวเองพยายามลุกขึ้น

“น้องเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า” วินเข้าไปประคองเช่นเดียวกับมิ้น

“นี่นายแตะบอลอัดใส่ฉันเรอะ!”

“คือ…” วินกำลังจะตอบแต่ดูท่าทางอีกฝ่ายจะรอไม่ไหว

เปรี้ยง!

“โอ๊ย!” วินยังไม่ทันได้พูดก็ถูกหมัดเสยเข้าคางก่อนที่จะล้ม

“หายกัน” เอยพูดจบก็เดินออกไปพร้อมกับเพื่อน

“เอย นั่นพี่รหัสของแกไม่ใช่เหรอ” มิ้นหันกลับไปมองวินซึ่งกำลังลุกขึ้นนั่ง

“เออ จริงด้วยถึงว่าหน้าคุ้น” เอยนึกขึ้นได้

“ฉันว่าแกกลับไปขอโทษเขาดีกว่าไหม” มิ้นเกาะแขนเอย

“ไม่ล่ะ สมควรโดนแล้วบังอาจทำให้ฉันเจ็บ อย่างมากก็ตกกิจกรรม ซ่อมเอาที่หลังก็ได้” เอยขมวดคิ้ว แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีตัวเกะกะน่ารำคาญ

“จ้า แม่คนสวยเลือกได้” มิ้นเย้า

 

เอยและมิ้นลงจากอาคารเรียนนั่งเก้าอี้หินอ่อนใต้เงาร่มไม้ใหญ่รอคนมารับ อันที่จริงเธออยากกลับเองมากกว่า แต่ด้วยที่เธอไม่มีเงินจำนวนมากพอจึงต้องจำใจรอรถกลับพร้อมกับธีรเดชทุกวัน เวลาผ่านไปสักพักก็มีคนกลุ่มหนึ่งลากเพื่อนเดินเข้ามา เอยมองด้วยความประหลาดใจแล้วทำเป็นไม่แยแสหันไปทางอื่น มิ้นซึ่งนั่งอยู่ข้างก็สะกิดให้เอยหันมามอง

“ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้เลย” เพื่อนในกลุ่มดันผู้ชายก่อเหตุมาด้านหน้า

“มีอะไรเหรอ” เอยหันมามองพูดเสียงแข็ง

“ผมเป็นคนเตะบอลโดนพี่เอง ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ผู้พูดยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกผิด

“แล้วทำไมไม่ขอโทษตั้งแต่เช้า” เอยขมวดคิ้วนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ผมเดินไปแล้วแต่เห็นพี่กำลังมีเรื่องกับพี่วิน ผมเลยพูดไม่ออก” ผู้พูดมีน้ำเสียงอ่อนน้อมเกินที่เอยจะมีเรื่องได้ไหว

“เหรอ ไม่เป็นไร ฉันหายเจ็บแล้วล่ะ”

“ผมต้องขอโทษอีกครั้งด้วยนะครับ” พูดจบพวกผู้ชายก็พากันออกไปจากที่นั่น

“แย่แน่แก พี่วินไม่ได้ทำแกเจ็บนะ”

“รู้แล้วน่า” เอยยกหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน มิ้นเห็นอย่างนั้นจึงดันหนังสือให้ต่ำลงจนเห็นหน้าคู่สนทนาได้ชัด

“รู้แล้วยังไง” มิ้นพูดจริงจัง

“เออก็ได้” เอยพูดก่อนที่จะเปิดโปรแกรมสนทนาแล้วพิมพ์ข้อความส่งวิน

/ “ขอโทษเรื่องเมื่อเช้าด้วย” /

“พอใจหรือยัง”

“พิมพ์แค่นี้ไม่พอ แกต้องไปขอโทษด้วยตัวเองด้วย” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับครูฝ่ายปกครอง

“แกรู้เหรอว่าเขาอยู่ไหน”

“ไม่เห็นยาก ก็ไปหาเขาที่ห้องสิ”

 

ภายในอาคารคณะบริหาร วินยิ้มหลังได้รับข้อความ แต่ก็แกล้งไม่กดเข้าไปอ่านในโปรแกรม

“ฉันมาขอโทษเรื่องเมื่อเช้าน่ะ” เอยเดินเข้ามาหาวินอย่างไม่มั่นใจโดยมีมิ้นส่งกำลังใจอยู่ห่างๆ

“เหรอ” วินแกล้งไม่สนใจหันมาเก็บของใส่กระเป๋า

“ยังโกรธอยู่เหรอ” เอยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“มันก็น่าโกรธอยู่หรอก ตอนนี่ยังไม่หายเจ็บเลย”

“ไหนดูซิ” เอยพยายามมองหน้าร่างสูงโดยเฉพาะริมฝีปาก แต่ผู้ถูกกระทำกลับเบี่ยงตัวหลบทำให้เธอต้องคว้าตัวเขาเพื่อให้หันมา “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรมาก ปากก็ไม่ช้ำ”

วินมองเอยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจนทำให้เธอรู้สึกประหลาดจึงรีบถอยห่างจากเขา

“คงไม่เป็นไรมาก ฉันไปก่อนละกัน” เอยพูดจบแล้วทำท่าจะเดินไปหามิ้น

“เดี๋ยว เธอเลี้ยงหนังเลี้ยงข้าวเป็นการไถ่โทษละกัน” วินยิ้ม

“ก็ได้”

“ขอสองต่อสองด้วย ฉันไม่อยากรู้สึกอึดอัด”

เอยหยุดฟังแล้วพามิ้นออกมาโดยไม่พูดอะไร

 

ธีรเดชยืนรอเอยที่จุดนัดพบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นคนที่รอจึงเข้าไปนั่งในรถ

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” มิ้นพูดด้วยความรู้สึกเป็นห่วง เอยพยักหน้าแทนคำตอบก่อนที่จะขึ้นรถไป

ความเงียบเข้าปกคลุมตลอดการเดินทางจนกระทั่งถึงจุดหมาย

“เดี๋ยวไปหาฉันที่ห้อง” ธีรเดชเดินนำโดยไม่หันมามอง เอยแลบลิ้นใส่

 

ก๊อกๆ

“เข้ามาเลยไม่ได้ล็อก” เจ้าของห้องตะโกน อีกฝ่ายจึงเปิดประตูแต่ไม่ยอมเข้าข้างใน

“มีอะไร” เอยถาม

“เข้ามาสิ หรือว่ากลัว” ธีรเดชยักคิ้วแกล้งยั่ว

“ทำไมฉันต้องกลัวด้วย” เอยเดินเข้ามาในห้อง เมื่อธีรเดชเห็นอย่างนั้นจึงเข้าไปปิดล็อกประตูทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประหม่าพูดเสียงแข็ง “นายล็อกประตูทำไม”

“กลัวจริงๆ ด้วยสินะ” ร่างสูงสบตาเดินเข้ามาใกล้

“เปล่า” เอยถอยหลังพลางหลบสายตา

“เมื่อเช้าทำไมแอบหนีไปเรียนคนเดียว”

“ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย”

“เธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร จะลงโทษยังไงดีนะ” ธีรเดชเดินเข้าหาในขณะที่เอยถอยหลังจนติดกำแพงหลับตาปี๋โดยอัตโนมัติ

ในเวลานั้นเองเธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านริมฝีปาก เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าใกล้ถอยห่างออกไป

เอยรีบรู้สึกเสียหน้ารีบดันหน้าอกฝ่ายตรงข้าม

“ฉันขอจูบแรกเป็นการลงโทษก็แล้วกัน”

เพียะ!

ธีรเดชหันหน้าไปตามแรงปะทะก่อนที่จะหันกลับมาแล้วพบว่าอีกฝ่ายน้ำตาไหล

“นายไม่ใช่จูบแรกของฉัน” เอยเช็ดริมฝีปากตัวเองก่อนที่จะวิ่งออกไป

‘เขาคนนั้นล่ะสินะ ที่เป็นจูบแรกของเธอ’ เป็นครั้งแรกที่ธีรเดชรู้สึกอิจฉาคนที่เทิดทูนเขาที่สุด

 

กระท่อมกลางป่า กลุ่มตำรวจซุ่มจับโจร หนึ่งในนั้นมีตำรวจชั้นผู้น้อยที่สร้างผลงานปราบปรามยาเสพติดได้อย่างโชกโชน เมื่อกลุ่มคนในกระท่อมรู้ว่ามีตำรวจคอยดักซุ่มจึงเข้ายิง ทำให้เกิดการปะทะระหว่างตำรวจและผู้ร้าย

ปัง!  ปัง!  ปัง!  ปัง!  

เสียงปืนหลายนัดดังไม่ขาดสายแล้วมันก็จบลงพร้อมกับการบาดเจ็บของฝ่ายอธรรม

หมวดพินัยตำรวจหน้าหล่อและกลุ่มเพื่อนเดินเข้าไปในกระท่อมเห็นเด็กหญิงและเด็กชายกลุ่มหนึ่งอยู่ในนั้น เหล่าผู้รักษาความยุติธรรมจึงนำตัวคนทั้งหมดไปขยายผล คนร้ายเข้าคุกเช่นเดียวกับเด็กหญิงและเด็กชายที่ต้องเข้าสถานพินิจ

เรื่องราวทั้งหมดเหมือนจะจบลงได้ด้วยดีแต่ว่าในเวลาไม่นานหมวดพินัยและพวกก็ได้ถูกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระหว่างสืบสวน พวกเขาถูกจำคุกเนื่องจากหลักฐานแวดล้อม และการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ ทำให้พินัยต้องชดใช้กรรมที่ไม่ได้ก่อในเวลานั้นมีคนรักและครอบครัวมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว

วันหนึ่งพ่อของพินัยพาเด็กวัยรุ่นเข้ามาในเรือนจำ แนะนำว่าเป็นลูกผู้บริหารแอบตามบิดามาเพราะอยากเห็นว่าสถานคุมขังนักโทษเป็นอย่างไร

“พี่พินัย หน้าตาเหมือน เคน ธีรเดชเลย” เด็กวัยรุ่นผิวบางผมสั้นแต่งชุดนักเรียนชาย ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะอายุน้อยกว่าเขาแต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

 

พินัยใช้ชีวิตหลังประตูเหล็กหนาภายใต้โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาเป็นเวลาสี่ปี เขาได้ทราบข่าวจากจดหมายว่าบิดาเสียชีวิต ชายหนุ่มเสียใจมากที่ไม่สามารถทำอะไรได้แม้กระทั่งจะไปงานศพของพ่อ

“พินัย มีคนมาเยี่ยม” ผู้คุมในชุดเครื่องแบบกากีพูด พินัยเดินตามเขาจนถึงประตูหนึ่ง ในห้องนั้นมีคนนั่งคุยโทรศัพท์อยู่หลายคนเช่นเดียวกับนอกห้อง พินัยเห็นกลุ่มคนใส่สูทที่ไม่คุ้นเคย คนที่ดูเด็กที่สุดยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังเหมือนกับพินัย

/ “จำผมได้ไหม เด็กชายเมื่อสี่ปีที่แล้ว” / ฝั่งตรงข้ามพูด พินัยนิ่งคิดก็ยังคิดไม่ออก เขาคนนั้นยังพูดต่อ / “ใบหน้ายังเหมือน เคน ธีรเดช เลย” /

“ผมจำได้แล้ว เด็กคนนั้นที่มากับพ่อนี่เอง” พินัยมองเด็กอายุสิบเจ็ดและบอดี้การ์ดผ่านกรงขังและกระจกกั้น

/ “เสียใจกับเรื่องของพ่อคุณด้วย ตอนนี้ผมจัดการเรื่องงานศพเรียบร้อยแล้ว ก่อนท่านเสียคุณพ่อของคุณบอกว่าคุณถูกปรักปรำ ผมจะช่วยคุณ” /

“ทำไมคุณถึงเชื่ออย่างนั้น เราเจอกันเพียงครั้งเดียว”

/ “สำหรับครอบครัวของคุณ แค่พบกันครั้งเดียวก็เพียงพอต่อการเชื่อใจแล้วล่ะ” / รอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นนั้นยังคงเหมือนเดิม

“…” น้ำตาของพินัยไหลออกราวกับน้ำค้างกลิ้งบนใบไม้ในตอนเช้า

/ “ผมชื่อ นาวา คุณพินัย ผมขอเรียกคุณว่า ธีรเดช หลังจากนี้ขอให้คุณใช้ชีวิตใหม่ ภายใต้ชื่อใหม่” /

 

“คุณธีรเดชครับได้ยินหรือเปล่า” เพชรหนึ่งในผู้คุ้มกันพูดทำให้ธีรเดชตื่นจากภวังค์

“ได้ยิน เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ” ธีรเดชถาม

“เรื่องที่คุณให้ไปสืบ ผมได้ความมาแล้ว คุณมิ้นเป็นทายาทเจ้าของโรงแรมชลนทีจริงๆ ครับ” เพชรผู้ชายผิวขาวหน้าจืดไว้ผมแสกกลางเป็นผู้มีไหวพริบแพรวพราวมาพร้อมกับนิสัยสอดรู้สอดเห็นตอบ

“แล้วรสนิยมล่ะ”

“ตอนนี้เธอยังไม่มีแฟน ยังระบุไม่ได้ แต่ดูจากสายตาและความสนใจแล้ว น่าจะชอบผู้ชาย” หินชายผิวคล้ำใบหน้าเข้มคิ้วหนาไว้ผมทรงสกินเฮดกล้ามใหญ่พูดน้อยต่อยหนักอีกหนึ่งผู้คุ้มกันพูด

“จะให้สืบเพิ่มเติมอีกไหมครับ”

“ไม่ต้อง” ในระหว่างที่ธีรเดชหน้าเครียดก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขาจึงยกหูทันที

/“ทางบริษัทชิปปิ้งขอพบค่ะ” /

“ให้เข้ามาก็ได้”

สาวสวยผิวขาวงามผมยาวหน้าตาจิ้มลิ้มคล้ายสาวเกาหลี ธีรเดชรู้จักเธอคนนี้แล้ว เธอคือหลานสาวเจ้าของชิปปิ้งเพียงรายเดียวที่นาวาใช้บริการอยู่

“สวัสดีค่ะคุณธีรเดช ฉัน…” สาวหวานทำท่าจะแนะนำตัวแต่ก็ถูกธีรเดชพูดขัดเสียก่อน

“ผมรู้จักคุณ คุณพลอย นั่งก่อน ผมมีเวลาคุยกับคุณเพียงห้านาที มีอะไรก็รีบพูดมา” ธีรเดชพูดเสียงแข็งเหมือนกับว่าเขาไม่สนใจความหมวยความขาวรวมทั้งหน้าอกคัพบีนั่นด้วย

“ฉันอยากทราบว่าทางเราทำผิดพลาดอะไร ทำไมคุณถึงใช้บริการเราไม่มากเหมือนก่อน เราจะได้ปรับปรุงแก้ไข” สาวหวานๆนั่งลงบนเก้าอี้

“เพราะคุณส่งสินค้าให้เราล่าช้าเกินไป และผมตรวจสอบดูแล้วมีสินค้าบางตู้ถูกส่งด้วยการเลี่ยงภาษี” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียดเพราะถ้าถูกจับนั่นคือสินค้าจะถูกยึดและเสียภาพลักษณ์ของบริษัท

“แต่นั่นเป็น…ไม่มีอะไร ถือว่าฉันผิดก็แล้วกัน แล้วฉันจะกลับไปตรวจสอบให้” เหมือนกับว่าเธอจะหลุดคำพูดอะไรบางอย่างแต่เธอคิดได้จึงกลืนมันลงไป

“มีแค่นี้ใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ ที่ฉันมา ฉันอยากจะ ชวนคุณไปงานครบรอบสิบปีของบริษัทเรา เราเชิญลูกค้าทุกคนด้วยค่ะ” พลอยยื่นการ์ดให้

“ขอบคุณที่เชิญ แต่ผมคงไม่ว่าง” ธีรเดชบอกปัด

“ไปเถอะค่ะ บางทีคุณอาจจะได้เจออะไรดีๆ ก็ได้” พลอยยิ้มแล้ววางการ์ดไว้บนโต๊ะ

“ขอโทษนะ คุณอาจจะเห็นว่าคุณนาวาผู้บริหารคนเก่าเป็นคนไม่เคร่งเครียด คุณถึงมาโดยไม่ได้นัดก่อนได้  แต่เขาไม่ใช่ผม”

“แล้วคราวหน้าฉันจะโทรหานะคะ” พลอยยิ้มหวานก่อนที่จะเปิดประตูออกไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image