มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายของฉัน ตอนที่1


ข้าพเจ้าชื่อ นส. ปาิณิสรา มีนิสัยขี้น้อยใจ คิดมาก ใส่ใจคนรอบข้างมาก และสนใจสายตาประชาชน เป็นคนรักสวยรักงามสรรหาผลิตภัณฑ์ทั้งกิิน ทา เพื่ออยากมีกายสังขาลที่สวยงาม ข้าพเจ้าได้กินวิตามินบำรุงผิว เข้าคอร์สความงามตามสถาบันคามงามต่างๆ ซึ่งที่เข้ารับบริการแต่ละครั้ง ต้องชโลมด้วยสารเคมี เพื่อผิมขาว ใส ตามที่โฆษณาได้กล่าวอ้างไว้ ข้าพเจ้าเริ่มสนใจและเข้าใช้บริการความงามกับสถาบันเหล่านี้ตั้งแต่อายุ 15 เรื่อยมา

จนกระทั่งอาการผิดปกติของข้าพเจ้ามันเริ่มชัดเจน เมื่อสามปีก่อน..พศ.2551 ข้าพเจ้ามีอาการไอเรื้อรัง หลังจากนั้นก้อไอมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หนักหนาอะไร หาหมอได้ยาแก้ไอมาก็ไม่หาย ไออยู่สามเดือนที่จัดว่าหนัก เรื่อยมาก้อเริ่มบรรเทา แต่ก้อไม้ได้หายเลยซะทีเดียว แค่ทำให้รำคาญเท่านั้นเอง 

หลังจากที่อาการไอได้หายไป ข้าพเจ้าก้อได้เริ่มดื่มแอลกอฮอล์ถึงจะไม่เก่งมากนัก จากคนที่ไม่ดื่มเลย ก้อจัดได้ว่า ดื่มได้ พอเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ข้าพเจ้ามีอากาีรปัสสาวะขุ่น แสบ ขัด แต่ก้อไม่ด้ไปพบแพทย์แต่อย่างใด จนเมื่อ เช้าวันหนึ่ง ข้าพเจ้าตื่นมาด้วยอาการเหงื่อท่วมตัวปวดท้องอย่างหนักชนิดแบบขยับตัวไม่ได้เลยทีเดียว ในขณะนั้นซึ่งข้าพเจ้าอยู่บ้านคนเดียว ข้าพเจ้าพยายามจะขยับร่างกายไปหยิบโทรศัพท์เพื่อติดต่อมารดาของข้าพเจ้ายังทำไม่ได้

ข้าพเจ้าปวดแทบจะขาดใจสักพักใหญ่ แล้วอาการก้อเริ่มบรรเทา ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นมาชำระร่างกาย แล้วตรงไปพบแพทย์ทันที ในขณะที่ข้าพเจ้าขับรถ ข้าพเจ้าก้อสำนึกได้ว่า คงไปไม่ถึงโรงพยาบาลเป็นแน่ เพราะอาการปวดของข้าพเจ้าได้รุนแรงขึ้นมาแบบไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแต่อย่างได

 

‘ท้ายเดือน กุมภาพันธ์ อาการของข้าพเจ้าผิดปกติแบบเห็นได้ชัด คือมีไข้ขึ้นสูง เหงื่อออกมากเวลากลางคืน นอนราบไม่ไ้ด้ ไอ และจุกแน่นที่คอ ข้าพเจ้าได้ไปที่โรงพยาบาล พบแพทย์ และได้สรุปว่า ข้าพเจ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้ยาฆ่าเชื้อและแก้ไอข้าพเจ้ามาทาน’

ข้าพเจ้าตัดสินใจจอดรถข้างถนนแล้วลงมาขอความช่วยเหลือ ณ ร้านขายของชำแห่งหนึ่ง แต่โชคไม่ได้ช่วยข้าพเจ้าเลย เพราะไม่มีใครสามารถขับรถพาข้าพเจ้าไปพบแพทย์ได้ แต่ท่านเหล่านั้นได้ช่วยพยุงข้าพเจ้ามานั่งที่ม้านั่งไต้ต้นไม้ เวลาล่วงไปราว สามนาที ข้าพเจ้าู้รู้สึกบรรเทาขึ้น เลยได้รีบเินทางไปพบแพทย์ทันที ข้าพเจ้าทราบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ณ ร้านขายของชำแห่งนั้น

ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจไปที่คลินิกแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลนัก เมื่อแพทย์ได้สังเกตและสอบถามอาการสักครู่ ก้อสรุปได้ว่า ข้าพเจ้า กรวยไตอักเสบ การรักษา คือ ฉีดยาต่อเนื่อง 3-5 วัน ซึ่งท่านได้เลือกวิธีฉีด 5 วันให้กับข้าพเจ้า เมื่อครบกำหนด ข้าพเจ้าอาการยังไม่เป็นปกติ เลยได้ปรึกษาคุณหมอไปว่า ข้าพเจ้ารักษาต่ออีกสองวันได้หรือไม่ คุณหมอบอกว่า ไม่ แค่นี้ก้อมากพอแล้ว ข้าพเจ้าทราบซึ้งใจเช่นเคย และไว้วางใจคลินิกแห่งนี้ ว่า คุณหมอท่านเก่ง

เมื่อปี พศ.2552 ข้าพเจ้าเริ่มมีเพื่อนฝูง เริ่มมีสังคมเล็กๆ ซึ่งสังคมของข้าพเจ้าไม่จัดว่าเป็นสังคมที่ทำประโยชน์แก่สาธารณะชนเท่าใดนัก หากแต่เพียงหาผลปะโยชน์ให้กับตนเองไปให้พ้นวัน ข้าพเจ้าใช้ชีวิตแบบสำเร็จรูป ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตแบบไม่ใส่ใจในสุขภาพเอาเสียเลย คือ ข้าพเจ้า นอนดึก ประมาณช่วง 04.00-05.00 น. และไปตื่นเอาเมื่อช่วงประมาณ 14.00-16.00 น. และก็ได้ออกรับประทานอาหารตามห้าง หรือร้านอาหารทั่วไป จนเวลาล่วงเลยถึง 23.00 น. ข้าพเจ้าก้อจะชำระร่างกายและแต่งองค์ทรงเครื่องให้ดูดีเพื่ออกไปเข้าสังคมเล็กๆของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติตนเช่นนี้ มาตลอด 6เดือน และข้าพเจ้าก้อได้ชอบการใช้ชีวิตไร้สาระ หลงซึ่งแสง สี เสียง เพิ่มระดับหนึ่ง

เมื่อการเรียนของข้าพเจ้า้ก็ไม่ได้มีส่วนเสียหายแต่อย่างใด ข้าพเจ้าใช้ชีวิตเรียบง่าย ทานอาหารในร้านสะดวกซื้อที่เปิดขายตลอด 24 ชม. มาจนติดเป็นนิสัย และไม่ได้มีเวลาให้คนในครอบครัวเท่าใดนัก ข้าพเจ้าก็เริ่มมีอารมณ์ที่อ่อนไหว ไวต่อความรู้สึก แม้บทสนทนาที่ใช้ปกตินชีวตประจำวัน ข้าพเจ้ายังเก็บมาคิดหาเหตุผลให้เสียใจ และคอยหาเรื่องวุ่ยวายให้สมองทำงานตลอด และแล้ว น้ำหนักข้าพเจ้าก็ ลดลง ลดลง

ปกติข้าพเจ้านำหนักตัวอยู่ที่ 46-48 ซึ่งระหว่างที่่่ร่างกายของข้าพเจ้าผิดปกติ น้ำหนักตัวของข้าพเจ้า อยู่ที่ 41-43 แต่แทนที่ข้าพเจ้าจะรู้ซึ้งว่าร่างกายของข้าพเจ้ามีส่วนบกพร่อง ข้าพเจ้ากับหลงระเริงไปกับสังขาลอันอรชร มันทำให้ข้าพเจ้าปราบปลื้มใจ และปล่อยให้มันดำเนินยาวมาจนถึง ปี พศ. 2553 

เริ่มตั้งแต่ต้นปี 53 ข้าพเจ้าป่วยกระเสาะกระแสะ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปพบแพทย์ เพราะมั่นใจเหลือเกินว่า สังขาลของข้าพเจ้าแข็งแรงยิ่งนัก ข้าพเจ้าเล่นกีฬาหลายชนิด จวนเมื่อสังขาลของข้าพเจ้าอ่อนแอ ก้อไม่ได้ทานยารักษา ปล่อยให้รักษาตัวเอง และข้าพเจ้าก้อได้ทำเช่นนั้น อีกครั้ง

ท้ายเดือน กุมภาพันธ์ อาการของข้าพเจ้าผิดปกติแบบเห็นได้ชัด คือมีไข้ขึ้นสูง เหงื่อออกมากเวลากลางคืน นอนราบไม่ไ้ด้ ไอ และจุกแน่นที่คอ ข้าพเจ้าได้ไปที่โรงพยาบาล พบแพทย์ และได้สรุปว่า ข้าพเจ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ ให้ยาฆ่าเชื้อและแก้ไอข้าพเจ้ามาทาน

และเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม ข้าพเจ้าอาการไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด หากกลับกลายเป็นทรุด และมีอาการ ใบหน้าบวมตาปิด ปากหนาสองนิ้ว เส้นเลือดปูดขึ้นตามใบหน้าและลำคอ ลามลงมาที่แขนสองข้างบวมและมีเส้นเลือดที่เป่งใหญ่คล้ายจะแตกทะลุออกมาให้ได้ตามแขนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตัดสินใจไปที่คลินิกเดิมที่ข้าพเจ้าว่าคุณหมอท่านเก่ง ไปในสถาพที่ข้าพเจ้ายังจำตัวเองไม่ได้ บวม บวม จนอาจเรียกได้ว่า มนุษย์เส้นเลือด

แพทย์ได้บอกกับข้าพเจ้าแบบ สั้นๆ ห้วนๆ ว่า “ไม่เห็นเป็นไรเลย ปกตินี่” ข้าพเจ้าเลยให้เหตุผลกลับไปว่า ข้าพเจ้าไม่เคยเป็นแบบนี้ เห็นเส้นเลือดที่ปูดขึ้นมาไหม ข้าพเจ้าไม่เคยเป็น และข้าพเจ้ามีไข้ หายใจลำบาก นอนราบไม่ได้ ไอ จุกคอ โดยอธิบายอาการให้ฟังอย่างละเอียด แต่หมอบอกว่า ไม่เป็นไรก้อไม่เป็นไรสิ ถ้าไม่เชื้อ ก็ไปโรงพยาบาล! โดนค่าปรึกษา ไป 200.

วันที่ 3 มีนาคม ข้าพเจ้าได้กลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้ ไปด้วยอาการเดิม เพิ่มตรงที่ ไอมากขึ้น อาเจียนร่วม อุจาระร่วม และมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หมอกลับสงสัยว่า ข้าพเจ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ 2009 ซึ่งปีนี้ 2010  และได้ทำการตรวจหาเชื้อดังกล่าว ซึ่งค่าตรวจสูงทีเดียว สรุป ข้าพเจ้าไม่มีเชื้อ หมอจึงจัดยาเดิมเหมือนสัปดาห์ก่อนหน้าให้อีกหนึ่งชุด


วันที่ 8 มีนาคม หลังจากที่กลับมาจากเรียน ข้าพเ้จ้าได้ออกย่ำราตรี กับอาการที่ไม่สบาย ด้วยสาเหตุที่ไม่กล้าปฏิเสธการชักชวน เลยปล่อยเลยตามเลย แต่ข้าพเจ้าก็ได้ดื่มแค่น้ำุอุ่นสะอาดไม่มีการแตะต้องแอลกอฮอล์แต่อย่างใด จนกลับมาเอาเกือบรุ่งสาง

ข้าพเจ้าตื่นมาชำระร่างกายและออกมาหาอาหารเมื่อเวลา 11.45 น. วันนี้ข้าพเจ้ามีนัดแข่งปืนกับสมาชิกชมรม ข้าพเจ้าได้เดินทางมาที่ร้านอาการเจ้าประจำ เจ้าของร้านจำข้าพเจ้าไม่ไ้ด้ ข้าพเจ้าตกใจยิ่งนัก นี่เกิดอะไรกับข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้าไ้ด้อาหารที่สั่งแล้วกลับมาบ้าน ก็ได้สำรวจตัวเองบนกระจกเงา ข้าพเจ้าก็จำตัวเองไม่ไ้ด้เช่นกัน หากแต่ 14.00 น. ข้าพเจ้าต้องไปสนามมิฉะนั้น สมาชิกคงได้ไม่พอใจข้าพเจ้าเป็นแน่ ข้าพเจ้าตัดสินใจไปแข่งจนจบการแข่งขันเสร็จ และกลับเมื่อเวลา 19.00 น.

ข้าพเจ้าได้อาบน้ำชำระร่างกายและไปหาหมอทันที ครานี้ หมอให้ข้าพเจ้า*แอดมิดและตรวจสรุปข้าพเจ้า..ว่า เป็น กรดไหลย้อนไหลเข้าหลอดคอ แต่ผู้ปกครองของข้าพเจ้าคัดค้านว่า ไม่ใช่ คุณหมอท่านหนึ่งได้ทำการตรวจข้าพเจ้าและสงสัยว่า ข้าพเจ้าจะเป็น มะเร็ง เลยส่งให้คุณหมออีกท่านผ่าตัดเพื่อตรวจชิ้นเนื้อ แต่ คุณหมอคนที่รับเรื่อง กลับกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นแค่ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ไม่ต้องผ่าตัดให้เสียโฉม….

และแล้วข้าพเจ้าก็ได้ยาลดบวมมาทาน ข้าพเจ้าใช้ชีวิตปกติ จนวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งไปเรียนตามปกติและเมื่อ ข้าพเจ้ากลับมาจาก มหาวิทยาลัย อาการของข้าพเจ้าก็ได้กำเริบเมื่อตอนข้าพเจ้าจะเข้านอน คือนอนไม่ได้ หายใจไม่ออก ตัวบวมอีกครั้ง ครั้งนี้บวมมาก ข้าพเจ้าได้รีบไปพบแพทย์ ครั้งนี้ แพทย์ได้ทำการ CT Scan และพบก้อนเนื้อจำนวนมากขึ้นปกคลุมเต็มช่องอกของข้าพเจ้า โดยเฉพาะที่หัวใจ มันทับเส้นเสือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ จนเลือดเป็นลิ่ม หากลิ่มหลุดไป ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอันสิ้นสุด

หลังจากที่คณะแพทย์ได้ปรึกษากับครอบครัวของข้าพเจ้า โดยคาดคะเนว่า ข้าะเจ้าอาจไม่ได้เป็นเนื้องงอก หากแต่เป็นเนื้อร้าย และที่สำคัญอยู่ในอวัยวะที่สำคัญ เลยแนะนำให้ไปศูนย์ที่ครบวงจร ซึ่งทางครอบครัวของข้าพเจ้า ก็ได้เลือกสถานที่สะดวกต่อการเดินทางรักษา

วันที่ 21 เมษายนได้ทำการผ่าตัดเล็ก ผลออก 1 พ.ค. และจากอาการลุุกลาม คุณหมอสรุปได้ว่า อย่างน้อยระยะที่สาม จากที่เคยศึกษา ข้าพเจ้ารู้มาว่า มะเร็ง มีทั้งหมด สี่ ระยะ ข้าพเจ้ายังไม่ได้บอกทางบ้านแต่อย่างใด จนเมื่อ วันที่ 15 คุณหมอได้ทำการรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด ต้องใช้จำนวน 8 ครั้ง แล้วประเมิิณว่า ตอบสนองดีเช่นไร

หนึ่งความคิดบน “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้ายของฉัน ตอนที่1”

  1. ขออนุญาตนำเรื่องราวเหล่านี้ไปบันทึกเพื่อแบ่งปันประโยชน์และมุมมองให้กับผู้อื่นนะครับ ไม่ทราบว่าอนุญาตหรือเปล่า แต่ถ้าอนุญาต ก็จะนำไปบันทึกเพื่อให้คนทั่วไปได้อ่านใน เพจเฟสบุ๊คของ “สาระแห่งสุขภาพ” ครับ

    จาก เพจสาระแห่งสุขภาพ ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image