บทที่28 หอกอีกเล่ม

ภารกิจที่28
หอกอีกเล่ม

109433113

              ในเช้าวันรุ่งขึ้น อัสส่งหนังสือมาด้วยการย้ายวัตถุผ่านคลื่นอากาศมาให้ ราคัสมองหนังสือกองใหญ่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“บันทึกประวัติเยอะขนาดนี้ใครจะอ่านไหวกันเล่า”

“อย่าบ่นไปเลยน่า เรามาช่วยกันอ่านเถอะ” อิสสะหยิบหนังสือมาค้นดูทีละเล่ม

“เชอะ” ราคัสหน้าเซ็ง แล้วหยิบสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาอ่าน

“ข้าก็เพิ่งรู้นะว่านรก เก็บความทรงจำใส่หนังสือด้วย” ชาเทียร์มองด้วยความประหลาดใจ

“ใช่แล้วล่ะ เฉพาะคนที่จะมาเป็นยมทูตเท่านั้น เพราะยมทูตสูญเสียความทรงจำ จึงต้องเก็บเอาไว้ เผื่อมันจะมีประโยชน์อะไรบ้าง”

“แล้วไม่กลัวเจ้าของประวัติมานั่งอ่านกันหรือไง” ชาเทียร์หยิบบันทึกมาอ่านเหมือนคนอื่นๆ

“ยมทูตร้อยละร้อยไม่อ่านหนังสือแน่นอน อีกอย่าง เขาก็จำไม่ได้ว่าตัวเองชื่ออะไรด้วย จึงไม่รู้ว่าต้องอ่านเล่มไหน”

แม้ว่าทุกคนจะอ่านไปคุยไป แต่ไอรินก็ยังคงอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้นราวกับกำลังจะสอบเอ็นทรานซ์

“ฉันว่า ฉันพบแล้วล่ะ”

          “เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2489 ทิวงคต ธรรมสิทธิ์ ถูกคมหอกแทงทะลุกลางหลัง และถูกเผาไฟจนเสียชีวิต ในเวลาเที่ยงคืน ขณะนั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด หอกที่เป็นอาวุธสังหารได้กลายเป็นหอกสามง่าม และในขณะเดียวกันนั้น หอกเล่มที่ถูกใช้สังหารจริงก็ปรากฏขึ้นในนรก!”

“หมายความว่าหอกตัดวิญญาณมีสองเล่มเหรอ!” อิสสะพูดขัดขึ้น ทุกคนหันมามอง “โทษที ฉันไม่ควรขัดใช่ไหม เอาล่ะ อ่านต่อเลยไอริน”

“หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรสำคัญนะ” ไอรินใช้นิ้ว ชี้ลงหนังสือ สายตาก็เริ่มอ่านอย่างรวดเร็ว “อ๊ะ เจอแล้ว 3 มกราคม 2490 ทิวงคต ธรรมสิทธิ์ ได้ชื่อใหม่หลังจากลงสัญญาการเป็นยมทูต ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดอีกครั้งเมื่อเขาจับหอกที่ถูกใช้สังหารจริงในนรก มันได้กลายเป็นหอกสามง่าม และในขณะเดียวกันหอกที่อยู่ในโลกมนุษย์นั้นกลับเป็นหอกหนึ่งง่ามดังเดิม

“ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า เราก็ต้องไปหาหอกอีกเล่มที่อยู่บนโลกมนุษย์งั้นสิ” ราคัสเสริมก่อนที่จะบ่นอุบ “โอย…แทนที่เราจะไปจัดการเรื่องปีศาจให้เสร็จสิ้น จะต้องเอาเวลามาช่วยเจ้าปีศาจตนนี้เหรอเนี่ย”

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจทิวงคตสักเท่าไรนัก แต่เราทุกคนก็เป็นตัวแทนเผ่าพันธุ์ ถ้าเรารวมตัวกันพลังของเราจะมีมากมายมหาศาล แต่ถ้าขาดใครสักคนล่ะก็ อย่าหวังเรื่องกำจัดโครเดนนั่นเลย”

“เราไม่ได้ต้องการกำจัดท่านโครเดน เราเพียงต้องการรู้ความจริงเท่านั้น เข้าใจไว้ซะด้วย”

“แล้วเจ้าตามพวกเรามาทำไม”

“ก็เราไม่รู้นี่ ว่าจะตามหาท่านได้ยังไง”

“คำก็ท่านสองคำก็ท่าน ฉันไม่อยากฟัง!” อิสสะว่าราคัสก่อนที่จะเดินออกไปนั่งที่ไม่ห่างไกลจากตรงนั้นมากนัก

“ปีศาจนั่นเป็นอะไร” ราคัสมองอย่างไม่เข้าใจ

“เห็นทีต้องไปถามฮัดจิแล้วล่ะว่าไปรับดวงวิญญาณเรย์ที่ไหน เดี๋ยวฉันติดต่ออัสก่อนก็แล้วกัน” ไอรินหยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมา

“อย่าเลย ให้อิสสะทำดีกว่า ข้าไม่ไว้ใจอัส” ชาเทียร์ห้ามปราม

“ทำไมล่ะ อัสเป็นเพื่อนเรานะ”

“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย เพียงแต่…อัสโกหกไม่เก่ง”

‘= =^ นี่ท่านหลอกว่าฉันใช่ไหม ได้ยินนะ’ อิสสะคิด

 

 

 

ยมโลก

ฮัดจิกำลังวัดความดันยมทูต แล้วพูดว่า “ร่างนี้ยังใช้การได้อยู่ เหตุที่หน้ามืดบ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งได้รับร่างใหม่ ต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะ นอนพักที่นี่ก่อนหนึ่งวันพรุ่งนี้ก็ไปทำงานต่อได้”

เมื่อเสร็จภารกิจแล้ว ฮัดจิหยิบอุปกรณ์ทั้งหมดวางบนโต๊ะพลางถอนหายใจ “เฮ่อ…เรย์จะเป็นไงบ้างนะ ไม่ได้เจอนานแล้ว เดี๋ยวโดดงานไปแอบดูดีกว่า”

ติ๊ดๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฮัดจิกดรับ ปลายสายจึงพูดขึ้น

“ฮัดจิ ฉันเองอิสสะ”

“>////< อิสสะ เรย์อยู่แถวนั้นหรอเปล่า ขอสายเรย์หน่อยสิ” ฮัดจิพูดด้วยน้ำเสียงสดชื่น จนปลายสายรู้ว่าผู้พูดตื่นเต้นดีใจขนาดไหน

“ขอโทษนะ เขากำลังนอนหลับอยู่”  คำตอบของอิสสะทำให้ฮัดจิรู้สึกเบื่อหน่าย

“=_= โทรมา มีธุระอะไร”

‘= = เปลี่ยนน้ำเสียงทันทีเลยแฮะ’

“ว่าไง” ฮัดจิถามย้ำ

“คือเรย์ฝากถามว่าฮัดจิไปรับดวงวิญญาณเขาที่ไหนน่ะ เขาจำไม่ได้”

“รอให้เรย์ตื่นก่อน แล้วฮัดจิค่อยบอกก็แล้วกัน” ฮัดจิวางสายทันที “= =^ เรย์นะเรย์เรื่องแค่นี้ทำไมต้องพูดผ่านคนอื่นด้วย”

อิสสะถึงกับโมโหทันทีที่คู่สนทนาวางสายก่อน “กล้าวางหูใส่ฉันเรอะ!”

“ขิงก็ราข่าก็แรง” ราคัสพูดลอยๆ

“ว่าไงนะ!” อิสสะเดือด

“เอาน่า” ชาเทียร์รีบห้าม “สงสัยต้องบอกความจริงแล้วล่ะ”

 

 

ฮัดจิจัดอุปกรณ์วางให้เข้าที่เข้าทาง ทันใดนั้นเองเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอรีบหยิบมันขึ้นมาดูทันที แต่เมื่อรู้ว่าไม่ใช่เรย์จึงทำให้รู้สึกผิดหวัง

“อัสเองเหรอ มีอะไร” ฮัดจิพูดเสียงเรียบ

“ฮัดจิทำใจดีๆ ไว้นะ ตอนนี้เรย์ถูกปีศาจทำร้าย สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือ เราต้องรู้ว่าฮัดจิไปรับดวงวิญญาณเรย์ที่ไหน”

“เรย์ถูกทำร้าย ตอนนี้เรย์อยู่ไหน พาฮัดจิไปพบด่วน ฮัดจิเป็นห่วงเรย์”

“เรย์ในตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ไม่ได้สติ และอาจจะไม่ฟื้นถ้าไม่ไปหาหอกอีกเล่ม”

“เรื่องหอก ฮัดจิพาไปหาให้ได้นะ เรื่องของเรย์ฮัดจิจำได้แม่นเลย” เมื่อฮัดจิพูดจบก็มีเสียงแทรกเข้ามาในโทรศัพท์ ทำให้อัสได้ยิน

“ฮัดจิ ช่วยทางนี้หน่อยมียมทูตตกน้ำมา” ยมทูตแบกร่างเพื่อนยมทูตที่ชุ่มไปด้วยเลือด ดูแค่หางตาก็พอรู้ว่าเขาตกน้ำในนรกแน่ๆ แต่ฮัดจิก็ยังไม่สนใจ ยังคงยืนฟังโทรศัพท์ต่อ

“ฮัดจิแค่บอกที่อยู่ก็พอ ทางนี้พวกเราจัดการเอง” ปลายสายพูด

“แต่เรย์สำคัญกว่า” ฮัดจิยังคงดื้อดึง

“อย่าเลยฮัดจิ ยิ่งฮัดจิทำแบบนี้ เรย์อาจไม่ชอบ ฮัดจิก็รู้ว่าเรย์เป็นคนจริงจังกับงานแค่ไหน ทางนี้ยังมีคนหลายคนดูแลอยู่ แต่ในนรกไม่มีใครเป็นที่เพิ่งเลยนะ”

“โธ่ สั่งสอนเหมือนนักบุญเลยนะ ก็ได้ ถ้าอย่างนั้น ฝากเรย์ด้วย วัดทรงธรรมที่จังหวัดสระแก้ว แต่ตอนนี้มันนานมากแล้ว หอกเล่มนั้นไปอยู่ตรงไหนแล้วก็ไม่รู้”

“แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้วล่ะ”

“ถ้าเรย์ฟื้นเมื่อไรบอกฮัดจิเป็นคนแรกเลยนะ” ฮัดจิพูดจบก็วางสายทันที โดยที่ไม่รู้ว่ามีดวงจิตหนึ่งได้ยินเสียงการสนทนา แม้ว่าเขาจะอยู่แห่งไหนก็ตาม

 

 

 

โครเดน

ในระหว่างที่โครเดนกำลังเดินอยู่ใจกลางเมืองหลวง ทูตวิญญาณก็ได้ยินอะไรบางอย่างแล้วพูดขึ้น

“ได้ยินเรื่องดีๆ เข้าแล้ว”

“มีอะไรเหรอ” โครเดนพูดโดยที่สายตายังคงมองซากผลงาน

“เรย์ตายแล้ว แต่ก็ยังตายไม่สนิท ข้าต้องไปเอาหอกอีกเล่ม ข้ารู้ที่อยู่แล้ว”

“เจ้านั่นตายยากจริงๆ เลยแฮะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอสั่งให้เจ้ากำจัดหอกนั่นซะ เจ้านั่นจะได้ตายจริงๆ สักที” เมื่อโครเดนพูดจบ ร่างมืดก็หายไปทันที

 

 

 

วัดทรงธรรม

ในเวลาไม่นานพวกเขาทั้งหมดก็มาถึง ราคัสที่กำลังแบกเรย์รีบวางลง “แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ”

ไอรินเดินเข้าไปถามพระที่กำลังกวาดพื้นใต้ต้นไม้อยู่ เธอพนมมือ “นมัสการค่ะหลวงพี่ ที่นี่เคยมีหอกหรือเปล่าคะ หอกเก่าๆ พวกเราอยากจะนำไปช่วยชีวิตคน”

พระรูปนั้นเมื่อเห็นราคัสก็ตกใจ “นี่พวกโยมเป็นปีศาจเหรอ”

“ไม่ เอ่อ…ใช่ แต่เขาเป็นเพื่อนของข้าพเจ้าเอง” ไอรินอึกอัก เพราะเกือบจะโกหกพระเสียแล้ว เมื่อพระได้ยินดังนั้นก็โล่งอก

“นานมาแล้ว ที่คนได้ลืมเรื่องราวเก่าแก่ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด วันนี้อาตมาดีใจจริงๆ ที่โยมให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน”

“เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน! หมายความว่ายังไง” ชาเทียร์เดินเข้ามาถาม

“ยายแก่ที่กำลังดูหอกอยู่ที่โบสถ์นั้นแหละ เป็นคนถามหาคนแรก”

เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงเข้าไปในโบสถ์อย่างรวดเร็ว ยกเว้นราคัสที่ต้องแบกร่างไร้วิญญาณทิวงคต “ทำไมเราต้องดูแลเจ้าปีศาจนี่ด้วย”

 

 

 

ด้านใน

“ยายจะทำอะไรน่ะ!” ไอรินร้องขึ้นเมื่อผู้หญิงแก่ใส่เสื้อลูกไม้นุ่งผ้าถุง ทำท่าจะหักหอกตัดวิญญาณที่อยู่ในห่อผ้า

“ฮ่าๆ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าข้าจะพบมันได้อย่างง่ายดาย” หญิงแก่คนนั้นกลายเป็นร่างดำทะมึน แล้วหักหอกเป็นสองท่อน หลังจากนั้นหอกก็กลายเป็นผงดิน

ไอรินมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันนานแสนนาน ชาเทียร์ปล่อยเวทลม แต่ช้าเกินไป ทูตวิญญาณหายเคลื่อนตัวหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้น และแท่นที่ตั้งหอกอยู่ด้านบน

“เรย์…”

“ถ้าอย่างนั้นร่างเจ้านี่ก็ไม่มีประโยชน์น่ะสิ” ราคัสพูดอย่างเบื่อหน่าย แล้ววางลงข้างหน้า

“ไอริน” อิสสะร้องเรียก เมื่อเห็นไอรินนิ่งไม่พูดอะไร สิ่งที่เคลื่อนไหวมีเพียงน้ำตา

“ไม่จริงใช่ไหม… เรย์ ฟื้นสิ นายเป็นตัวแทนเผ่าพันธุ์นะ จะมาตายอยู่อย่างนี้ได้ยังไง” ไอรินพูดเสียงแผ่ว เธอเดินเข้าไปหยิบผงธุลีเหมือนกับคนเสียสติ

“ไอริน เรย์ตายแล้วนะ” อิสสะจับบ่าไอรินซึ่งกำลังคุกเข่า

“ไม่จริง เขาต้องฟื้นอีกครั้ง เรย์แค่นอนหลับอยู่”

“ทำใจเถอะ ชีวงคตตายแล้ว” ชาเทียร์ช่วยปลอบอีกคน

 

 

 

เป็นเวลานานที่ไอรินจะสามารถครองสติได้ พวกเขาเหล่าสหพันธ์จึงจัดแจงร่างไร้วิญญาณของเรย์ไว้ในโลง

“เราต้องบรรจุไว้ในนี้ แล้วส่งคืนนรก มันเป็นกฎ เมื่อยมทูตตาย ร่างของเพื่อนำไปแลกกับวิญญาณเดิม” อิสสะพูด

“เหมือนส่งพัสดุเลยแฮะ” ราคัสพูดขึ้นแล้วเดินออกไป ไม่มีใครใส่ใจกับคำพูดของเขามากนัก ไอรินนำผงไปใส่ในโลง

“เรย์ นอนหลับให้สบายนะ” ไอรินพูดทั้งน้ำตา ก่อนที่จะเดินออกไป ชาเทียร์จึงนำฝาโลงมาปิด ในขณะที่เขากำลังตอกตะปูอยู่นั่นเอง

ผงธุลีได้ซึมเข้าไปในร่างเรย์ช้าๆ ไอรินซึ่งกำลังร้องไห้ซบไหล่อิสสะ ก็ได้ยินเสียงร้องเรียก

“ฉันคงจะบ้าไปแล้ว ฉันได้ยินเสียงเรย์”

ทันใดนั้นเอง ไฟลุกท่วมโลง ชาเทียร์รีบถอยห่างจากตรงนั้น เมื่อไฟมอดลงก็มีบางอย่างดันฝาโลงให้ลอยขึ้น แล้วร่วงลงพื้น ปีศาจทิวงคตลุกขึ้นนั่งบ่น

“พวกเจ้า ทำข้าแทบหายใจไม่ออกแน่ะ”

“เรย์!”

 

อ่านนิยายตอนต่อไป >>>> ภารกิจที่ 29 เปิดเผย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image