บทที่ 21 ไพ่ใบสุดท้าย เกตเวย์เปิดออกมาเสียเถอะ!

ภารกิจที่ 21
ไพ่ใบสุดท้าย เกตเวย์เปิดออกมาเสียเถอะ!

98568_944773

ท้องฟ้าดังครืนๆ ความมืดเริ่มคืบคลานท้องฟ้าสีเทาอย่างรวดเร็วเกินกว่าสัตว์อเวจีจะต้านไหว เมอิรู้ดีว่าหนีเพียงคนเดียวอาจรอด แต่ปีศาจต่างระดับทำได้แค่ถ่วงเวลา เพราะหนีไปก็พบแต่ทางตัน ไม่มีใครสามารถพาปีศาจออกจากที่นี่ได้ เกตเวย์เหมือนประตูปิดตาย ปิดกั้นปีศาจรุ่นเก่าโดยเฉพาะ

เธอรู้วิธีช่วยเหลือพวกพ้อง ถ้าชาเทียร์มาไม่ทัน เธอก็พร้อมที่จะเสียสละ

ภาพทุ่งหญ้าเบื้องหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงเคยเป็นสีเขียว แต่ตอนนี้กำลังถูกแทนที่ด้วยสีดำ และอาจเป็นสีดำตลอดไป ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ในเวลาเพียงไม่นาน ชาวปีศาจจะต้องถูกดูดเข้าไปใต้พื้นนรก ถึงชาเทียร์จะพาตัวแทนเผ่าพันธุ์มาทันก็ไร้ประโยชน์ เมอิล่วงรู้ความคิดอำนาจมืดของราคัส

เขาไม่มีทางร่วมมือแน่นอน

“โชคดี ยังทัน” เมอิหันไปกลับไปมองชาเทียร์ก่อนที่จะคุกเข่า

“ค่ะท่าน”

“เดี๋ยวนี้นายทำอย่างนี้ได้แล้วเหรอ” ไอรินพูดกับเรย์ซึ่งกำลังเผาตาข่ายอัคคีที่พันธนาการราคัสด้วยพลังเวท

“ทำอะไร?” เรย์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“นายหัดใช้พลังเวทในร่างมนุษย์ได้ตั้งแต่เมื่อไร”

“เวลาของนรกยาวนานกว่าโลกมนุษย์หลายเท่า ที่ข้าหายไปก็เพราะฝึกฝีมือ ข้าไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าเหมือนกับเจ้าหรอก” เรย์พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้

ไอรินกำหมัดแน่นอย่างหัวเสีย

‘– -* หน็อย ทำมาเป็นพูดฝึกในนรก เวลาบาดเจ็บจะได้ใกล้ชิดพยาบาลสาวล่ะสิ คิดแล้วเคือง’

“หึๆ พวกหน้าโง่ จับเรามา คิดหรือ ว่าเราจะยอมร่วมมือ ไม่มีทาง ต่อให้ฆ่าให้ตายยังไงเราก็ไม่ร่วมมือ!” ปีศาจในตัวราคัสปรากฏ เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองแข็งกร้าว แยกเขี้ยวคำรามเหมือนสัตว์ป่า เขากระโดดก่อนที่จะปล่อยกรงเล็บ

“ทุกคนระวัง!”

ชาเทียร์รีบสร้างเกราะ แต่เพราะเป็นการต่อสู้ที่ประชิดตัวมากเกินไป กรงเล็บจึงทะลุม่านเกราะฟันปลาเข้ามาได้ (ม่านเกราะฟันปลาคือม่านที่ชาเทียร์คิดค้นเพื่อลดแรงทะลุทะลวงของศัตรู ในกรณีที่พลังเวทของศัตรูนั้นสามารถลอดผ่านสิ่งกีดขวางได้)

“ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้สมบูรณ์แบบ เจ้ามัวแต่ห่วงเพื่อนจนลืมปกป้องตัวเอง ไม่สมกับเป็นเจ้าเลย ชาเทียร์”

“ถ้าหลบก็อดเท่ห์น่ะสิ” เสื้อคลุมของชาเทียร์ขาดราวกับโดนมีดคมกริบ เลือดสีแดงไหลผ่านรอยแผลที่เปิดกว้าง

“เจ้าก็รู้ เราต้องการให้ปีศาจกลายเป็นปีศาจที่แท้จริง เจ้าก็ต้องการที่จะปลดปล่อยพวกพ้องไม่ใช่เหรอ เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน”

“ข้าไม่เหมือนเจ้า ถ้าพอจะมีทางรอดข้าก็ต้องทำถึงที่สุด ถึงแม้…ถึงแม้มันจะมีความหวังแค่ริบหรี่เท่านั้น”

“ฮ่าๆ เจ้าไม่ได้มีความหวังเพียงแค่ริบหรี่หรอก แต่เจ้าไม่มีความหวังเลยต่างหาก” เสียงดังก้องกังวาน

“เจ้าหลบไป ถ้าเป็นข้าก็พอจะสู้กับราคัสได้ เจ้านี่มันเป็นปีศาจที่แพ้ทางข้าอยู่แล้ว”

“อย่าเพิ่ง…” ชาเทียร์ยกมือห้าม “เอาสิ…ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจ้ากลายร่างปีศาจแบบถาวร เป็นแบบปีศาจที่เจ้าเกลียด”

“เจ้าพูดถึงเรื่องอะไร? เราไม่เข้าใจ”

“เมอิ มีพลังอำนาจที่พอที่จะดึงอำนาจมืดให้เจ้าเป็นปีศาจ จะลองไหมล่ะ ถ้าข้าสั่ง เมอิก็พร้อมที่จะทำตาม”

“หน็อย…” ราคัสคำรามอย่างไม่พอใจ

“ว่าไงล่ะ”

“เชอะ แค่ตอนนี้ แต่ถ้าเราหลุดไปได้ เราจะฆ่าปีศาจให้หมดเหมือนเดิม” ราคัสปรากฏตัวตรงหน้าชาเทียร์อย่างรวดเร็วด้วยท่าสี่ขาก่อนที่จะลุกขึ้น

ตัวแทนทั้งหมดสาดอาวุธใส่ขึ้นบนท้องฟ้า อาวุธทั้งสี่รวมตัวกันก่อนที่จะกลายเป็นสีรุ้ง

“กรงเล็บสี่ทิศคำราม ตัวแทนเผ่าพันธุ์ปีศาจ”

“กวัดแกว่งหอกตัดวิญญาณ ตัวแทนเผ่าพันธุ์ยมทูต”

“มีดสีเงินลูกศรปรารถนา ตัวแทนเผ่าพันธุ์มนุษย์”

“พลังเวทแห่งธรรมชาติ ตัวแทนเผ่าพันธุ์เทพ”

“รวมพลังตัวแทนเผ่าพันธุ์ทั้งสี่ ผนึกกำลัง”

ราคัส เรย์ ไอริน และ ชาเทียร์ ต่างจับมือกันอย่างพร้อมเพรียง อาวุธของเขาแต่ละคนถูกควบคุมอยู่ตรงใจกลางวงกลม อาวุธของพวกเขาเปล่งแสง หมุนเป็นเกลียวคลื่น เขาทั้งสี่พร้อมใจกันยกมือขึ้น ลูกบอลขนาดใหญ่ลอยตัวสูงขึ้น ก่อนที่จะกลายเป็นสีรุ้ง แผ่ขยายไปทั่วสามโลก

 

 

 

ทางด้านโครเดน~

“สำเร็จแล้ว! พวกเขาทำสำเร็จ รวมตัวแทนเผ่าพันธุ์ได้แล้ว!” อิสสะพูดขึ้นเมื่อเห็น แสงสีรุ้งขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามา อิสสะจับมืออัส กระโดดโลดเต้น อย่างลืมตัวด้วยความดีใจ

“อะไรกัน พวกนั้นไม่น่าจะทำสำเร็จ ฉันจะไม่มีวันยอม ฉันจะไม่ยอมแพ้”

โครเดนเพิ่มพลังอำนาจความหลง เขาเอาแขนเหยียดทั้งสองข้างไปด้านหน้า และเพ่งจุดพลังสีม่วงเพื่อให้พลังแห่งแสงสี้รุ้งหายไป

“ฉันวางแผนไว้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่าง จะต้องตกอยู่ในมือของฉัน ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มนุษย์ทำให้ฉันได้เกิดขึ้นมา ความหลง มันคือความสุข มนุษย์ไม่มีทางที่จะทิ้งมันไปได้ ไม่มีทาง!”

แต่ก็เกินจะต้านไหว พลัง พลังมันมากเหลือเกิน แต่ฉัน! ฉันไม่ยอมหรอกน่า ฉันเพียงตนเดียวเท่านั้นที่เกิดขึ้นเอง จากอำนาจมืดที่ก่อตัว ฉันต่างกับพวกแก พวกเศษสวะ

“ท่านถอยไป ให้ข้าจัดการเถอะ”

“ทูตวิญญาณ ไม่!”

“ท่านสู้มันไม่ไหวหรอก ข้าต้องทำตามสัจจะ” โครเดนและทูตวิญญาณมองหน้ากันก่อนที่จะพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้นเราต้องสู้ด้วยกัน” โครเดนและทูตวิญญาณรวมพลังกัน แต่ทูตวิญญาณพลาดพลั้ง ร่วงไปเสียก่อน

อ๊ากก

          “ทูตวิญญาณ! โอ๊ะ!”

          โครเดนถูกพลังตัวแทนทั้งสี่ปะทะ มือของเขามีเกล็ดน้ำแข็ง ก่อนที่จะมันจะแทรกเข้าไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เขาทนพลังไม่ไหว ถูกปะทะจนกระเด็นจนถลาไปไกล พลังของโครเดนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ไอน้ำแข็งลอยอยู่รอบๆตัวเขา ตัวเขาเย็น เย็นมาก นกกระจอกแตกฝูงมาเกาะบนตัวโครเดน ก่อนที่จะแข็งตาย

          “วิหก เจ้าต้องมาตายเพราะฉันแท้ๆ ไม่เป็นไร ฉันจะช่วยแกเอง” โครเดนดันลำตัวของตัวเองลุกขึ้น เขาผายมือทั้งๆ ที่พลังของเขามีอยู่น้อยนิด มือของเขากลายเป็นน้ำแข็ง และทำท่าจะแตกกรอบ

 

 

 

          ทุกคนที่อยู่รอบๆ ถึงกับสะดุ้ง! เมื่อรู้สึกตัว ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีม่วงคละคลุ้ง บัดนี้กลายเป็นสีน้ำเงินอย่างที่เคยเป็น อิสสะและอัสต่างโห่ร้องดีใจ

          “>O< สำเร็จ! พวกเขาทำได้ จบแล้ว เย้!”

          โครเดนล้มลง นกกระจอกที่ควรจะฟื้นคืนชีพ ยังคงนอนแข็งตายไร้ชีวิต

          โครเดนตัวแข็ง โครเดนหลับตายอมรับชะตากรรม เขายิ้มที่มุมปาก น้ำตาที่ไหลออกมากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้น และแตกลง

          ‘จบเพียงแค่นี้เหรอ ชีวิตของฉัน’ ร่างของโครเดนกลายเป็นน้ำแข็งกรอบเปราะ ก่อนที่จะแตกเป็นเสี่ยง

          เมื่อทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติ ก็พร้อมใจเรียกหานักร้องคนดัง โดยที่ไม่รู้ว่า คนที่เขารอคอย ตายไปแล้ว

          “อ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้นน่ะเธอ?”

          “>////< ไม่รู้สิ แต่ที่รู้ๆ เมื่อกี้ฉันรู้สึกมีความสุขที่สุดเลย โครเดนเร่าร้อนมากเลยนะเธอ”

          “พวกนักดนตรีหายไปไหนหมด?”

          “เดนล่ะ เดนหายไปไหนแล้ว”

          “เดน?”

          “ใช่ๆ เดนล่ะหายไปไหน”

          “เดนหายไป”

          “ใครเอาเดนของเราไป”

          “โครเดน! โครเดน! โครเดน!” เหล่าสาวกยกมือกันอย่างพร้อมเพรียง

          “คนพวกนี้ไม่รู้เลยหรือไง ว่าโครเดนเป็นปีศาจ” อิสสะหัวเสียเมื่อเห็นสถานการณ์ข้างหน้า

          “มนุษย์จำนวนมากก็ยังหลงโครเดนอยู่ ถ้าพวกนี้รู้ว่าโครเดนตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

          “นายรู้ได้ไงว่าโครเดนตายแล้ว” อิสสะหรี่ตาลงอย่างไม่เชื่อ

          “โดนพลังไปขนาดนั้น ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้วล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คงจะมีคนตายฆ่าตัวตายเยอะแน่” อัสรีบสะพายโน้ตบุ๊ก

“ฉันว่าตอนนี้เรารีบออกไปจากที่นี่ดีกว่า”

 

 

 

          ห้องตัดต่อภาพ ~

          เมื่อสักครู่เพิ่งถ่ายทอดอากาศคอนเสิร์ตโครเดนไป แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่เขาหาคำตอบไม่ได้

          “เกิดอะไรขึ้น?”

          “เอาเทปมาดูซิ” ผู้ควบคุมคอนเสิร์ตสั่ง

          “มองไม่เห็นเลยครับ มีควันอะไรก็ไม่รู้ สีม่วงๆ เต็มจอไปหมด” ระหว่างที่พวกเขากำลังสนทนาอยู่นั่นเอง ก็มีคนวิ่งหน้าตั้งเข้ามา

          “แย่แล้ว! ตอนนี้โครเดนหายไปไหนก็ไม่รู้ คนในคอนเสิร์ตกำลังโวยวายดังลั่นอยู่เลยครับ”

          “แต่นี่เวลาการแสดงคอนเสิร์ตมันจบแล้วนี่”

          “แต่ถ้าคนดูไม่ออกไป ก็ควรแสดงต่อเพราะเป็นมารยาทการแสดงนะครับ”

          “ก็ให้นักดนตรีเล่นไปก่อนซี่…” ผู้ควบคุมคอนเสิร์ตหัวเสีย

          “ไม่ได้ครับ นักดนตรีไม่รู้หายไปไหนหมด!”

          “ให้ตายสิ!”

          “พี่ๆ มีคนพบศพในห้องเก็บตัวนักแสดงด้วยครับ”

          “ศพ! ศพใคร!”

          “ผู้จัดการส่วนตัวของโครเดน”

          “ห๊ะ!”

 

 

 

          ข่าวด่วนถูกถ่ายทอด กระจายออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับการตายของผู้จัดการ และ การหายตัวไปของโครเดนอีกครั้ง

          “ข่าวด่วนกับการหายตัวไปของนักร้องยอดนิยม และการตายของผู้จัดการประจำตัวโครเดน เราจะไปฟังรายงานข่าว จากคุณนิตยา ค่ะ” ภาพในห้องส่งของย่อลง และปรากฏภาพนอกสถานี

          “ตอนนี้ดิฉันอยู่คอนเสิร์ตโครเดนนะคะ จากในภาพ คนดูต่างเรียกร้องหานักร้องชื่อดังที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย นอกจากนี้ทีมงานได้พบศพ นางรัชดาภรณ์ เอนเอียง ซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัว ร่างของเธอถูกตีด้วยของแข็งอย่างแรง”

          “แล้วพอจะรู้ผู้ต้องสงสัยหรือเปล่าคะ”

          “ตำรวจสันนิษฐานว่า อาจจะเกิดการขัดแย้งทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ต้องหาตัวโครเดนให้พบ”

          “หวังว่าเราจะพบโครเดนนะคะ”

          “ถ้าพบความคืบหน้าของโครเดน ฉันจะแจ้งให้ท่านผู้ชมทราบโดยทันทีค่ะ”

          “ค่ะ ขอบคุณค่ะ คุณนิตยา”

          ตัดภาพมายังห้องส่ง “หายตัวไปอีกครั้งนะคะ ขออย่าให้เป็นอะไรทีเถอะ”

          “ครับ เรามาดูผลงานการแสดงของโครเดนก่อนนะครับ โครเดนได้เข้าวงการตั้งแต่อายุสิบแปด ด้วยความสามารถทางการแสดง และความสามารถทางด้านภาษา ทำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก”

ภาพของโครเดนออกอากาศ ในนั้นมีแต่ภาพลักษณ์ที่ดีของเขาทั้งนั้น

          “นอกจากการแสดงแล้วนะคะ โครเดนยังมีความสามารถทางด้านดนตรี และศิลปะ จนหาตัวจับได้ยาก และได้รับรางวัลยกย่องหลายรางวัล” นักข่าวสาวเสริม

          “เมื่อปี 2552 ได้มีข่าวลักพาตัวเกิดขึ้น สร้างความตกใจให้กับวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก โดยที่ผู้ต้องสงสัยคือชีวงคต และไอริน ทางตำรวจได้ออกหมายจับ และให้ค่าหัวไว้หลักหมื่น”

          “แต่ผลสุดท้ายออกมาก็ปรากฏว่า เป็นแค่เพื่อน และหวานใจที่แอบเก็บไว้ลับๆ เท่านั้น”

          “ขอจบการรายงานข่าวเพียงเท่านี้ ต่อไป ขอเชิญชมรายการที่น่าสนใจต่อ สวัสดีค่ะ

 

 

ณ คอนเสิร์ตโครเดน~

          “ฉันว่าตอนนี้มันแปลกๆ มันเงียบผิดปกติ ยังเงียบอยู่เลย”

          “ลองฝากข้อความไปรึยัง” อิสสะถาม

          ฉับพลัน ลมห่าใหญ่ก็พัดเข้ามา แต่ว่ามันไม่ใช่ลมพายุ

          “อัส นั่นมันอะไรน่ะ”

          คนที่กำลังร้องหาโครเดนอยู่ บางส่วนก็มองขึ้นฟ้า ก่อนที่จะชี้ และคนอื่นๆ ก็มองตามกัน เสียงเรียกร้องเริ่มลดลง ความเงียบเข้ามาแทรกแทนที่ นกขนาดใหญ่ได้บินผ่านไป ทิ้งไว้เพียงแต่ลมที่เบาบางลงเรื่อยๆ

          “นกยักษ์!”

          “โลกมนุษย์มีนกขนาดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ” อิสสะมองด้วยสายตาราบเรียบต่างจากอัสที่กำลังตกตะลึง

          “บ้าเหรอ! นั่นมันปีศาจ บอกให้ทุกคนออกจากที่นี่ให้หมด”

          “ได้!” อิสสะกระโดดขึ้นบนเวทีก่อนที่จะจับไมค์ และพูดว่า “ทุกคนออกจากที่นี่ให้หมด ตอนนี้โลกไม่ปลอดภัยแล้ว”

          “เธอเป็นใคร ที่เธอพูดเมื่อกี้หมายความว่าไง” หนึ่งในติ่งของโครเดนพูดขึ้น

          “เมื่อกี้เธอไม่เห็นรึไง ตอนนี้โลกไม่ปกติเหมือนเดิมแล้วนะ สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือหาหลุมหลบภัย”

 

 

 

 

          ในเวลาเดียวกันที่โลกปีศาจ ~

          “ทำไมมัน ม่านอเวจีถึงไม่หายไป” เรย์ลืมตา พวกเขาทำได้แค่หยุดความเคลื่อนไหว แต่ไม่สามารถทำให้มันหยุดได้เลย มันยังคงส่งเสียงคำรามกัมปนาทกึกก้อง

          ครืน ครืน

          “นี่เจ้าไม่ได้ตั้งใจเลยหรือไง ราคัส” ชาเทียร์ตะคอกใส่

          “หึ! หึ!” ราคัสหยุด ม่านสีรุ่งได้หายไป

            “หน็อย…หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ” ชาเทียร์ยกเกราะอ่อนของราคัสขึ้น

          “ฮะ ฮะ ฮ่าๆๆ”

          “ข้าสั่งให้เจ้าเลิกหัวเราะ” ชาเทียร์เหวี่ยงตัวราคัสจนกระเด็น ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ราคัสยันตัวเองด้วยลักษณะเหมือนสัตว์สี่ขา ก่อนที่จะกลิ้งตัวหัวเราะ

          “ฮ่าๆๆๆๆ”

          “ไม่มีประโยชน์หรอก ถ้าตัวแทนเผ่าพันธุ์ทั้งสี่ ไม่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันจริงๆ ต่อให้รวมพลังกัน ก็ทำอะไรไม่ได้” เมอิเฉลย เธอล่วงรู้ถึงจิตใจทุกคน

          “อะไรกัน โหดร้าย โหดร้ายที่สุด เป็นเพราะฉัน ถ้าฉันไม่ทำกรรไกรกามเทพร่วง เรื่องนี้คงไม่เกิด” ไอรินพูดอย่างหมดหวัง

          “เจ้าอย่าโทษตัวเองไปเลย เจ้าได้พยายามแล้ว”

          “มีทางเดียวเท่านั้น ที่จะช่วยชาวปีศาจได้” เมอิผายมือ ทันใกนั้น เกลียวคลื่นพายุก็โหมกระหน่ำ ชาวบ้านปีศาจ เห็นแสงสว่างเจิดจ้า เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้เพียงแต่ว่าไปทางนั้นอาจจะรอด

          “เมอิ เจ้าจะทำอะไรน่ะ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะตายไปนะ” ชาเทียร์รีบห้าม

          “เมอิฝากดูแลอิสสะด้วยนะคะ”

          “หยุด การระทำของเจ้าเดี๋ยวนี้” เรย์เข้าห้าม เขาเหวี่ยงอาวุธหมายจะสู้กับเมอิ แต่ถูกโล่เวทของชาเทียร์กั้นไว้

          “จุดมุ่งหมายของเรามันต่างกันแล้ว ชีวงคต”

          “ไม่ ข้าไม่มีทางให้เจ้าทำเด็ดขาด” เรย์ดันเกราะเวท แต่ไม่สำเร็จ “ไอริน เจ้ามัวทำอะไร ต่อสู้ซี่…ทำไมไม่สู้ล่ะ”

          “แต่…”

          “นี่แม้แต้เจ้า ก็อยู่ข้างพวกมันเรอะ”

          “เรย์ ตอนนี้นาย เหมือนไม่ใช่เรย์คนเดิมเลย” ไอรินมองเรย์ที่อารมณ์ร้อน ไร้ความรู้สึก นี่นายจะฆ่าปีศาจจริงๆ เหรอ…

          “เวลานี้มาพูดอะไรไร้สาระอยู่เล่า” เรย์พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

          “ฉัน…ฉันทำไม่ได้หรอก ไปทางไหนก็มีแต่คนตาย ถึงตอนนี้เขาจะเป็นปีศาจ แต่…แต่ก่อนเขาก็เคยเป็นคนเหมือนกับเรา การที่จะให้พวกเขาถูกอเวจีกลืนกิน มันโหดร้ายเกินไป”

          “ขอบคุณ ไอรินที่เข้าใจฉัน” เมอิยิ้ม

          “ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่….พวกเศษสวะพวกนี้ สมควรตาย” ฉับพลันร่างของเรย์ก็ลุกไหม้ หอกตัดวิญญาณที่เขาเคยถือถูกหลอมรวมกับตัวของเขา ดวงตาของเขาแข็งกร้าว อำมหิตกว่าเก่า อย่างที่ทิวงคตเคยเป็น เขาแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสีหน้าปกติ

          “อย่ามัวลังเล เพราะถ้าปล่อยให้เมอิทำอย่างนี้ ทุกคนจะเป็นปีศาจไร้สติเหมือนเมื่อร้อยปีก่อน เร็วซี่ ตอนนี้ข้ายังควบคุมได้อยู่ ถ้าช้ากว่านี้…”

          “ไม่! ฉันไม่ต้องการให้ใครสูญเสียอีกแล้ว”

          ไอรินมองรอบตัว ทุกอย่างมืดลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่พวกเขาและเหล่าปีศาจทั้งหมดจะถูกลมพายุดูดกลืนออกไปด้านนอก ด้านนอกที่มีแสงสว่าง และอาจพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นโลกมนุษย์

          “หยุด! เจ้าใช้พลังมากเกินไป ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องตาย ข้าสั่งให้หยุด!”

          “ตลอดเวลาเมอิไม่เคยขัดใจท่าน แต่ถ้าท่านไม่ออกไปเดี๋ยวนี้เราทั้งคู่จะอยู่ในมิติอเวจีไปตลอดนะ เร็วเถอะ” เสียงเมอิอ่อนแรงก่อนที่จะล้มลง ภาพในอดีต ผุดออกมาและดังก้อง

 

          / เมอิกำลังฝึกเวท ควบคุมจิตใจนกรอบๆ ให้บินมาสู่ที่นี่

          “พี่จะศึกษาเวทกำหนดจิตใจไปทำไม อิสสะว่า มันไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย” อิสสะเดินมานั่งอยู่ข้างๆ เมอิ

          “ที่พี่เรียนวิชานี้ เพราะ พี่ต้องการให้คนทุกคนเป็นคนดี และโลกจะต้องสงบสุข ยังไงล่ะ พี่จะทำให้คนทุกคนมีความสุขให้ได้”

          ‘ตื่นจากฝันได้แล้วเมอิ ท้ายที่สุด…

คนทุกคน ก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองอยู่ดี’/

 

          แสงสีขาวที่อยู่ตรงปลายทางเริ่มริบหรี่ลงเรื่อยๆ “ข้าจะพาเจ้าไป” ชาเทียร์ อุ้มเมอิและรีบเดินทางอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

          มหาสมุทรแปซิฟิก~

          เรือบรรทุกรถยนต์ขนาดใหญ่ คนที่อยู่บนเรือกำลังดื่มสุรา และเล่นน้ำเต้าปูปลาอย่างเมามัน

          “เอา! ลงๆๆ”

          “กูเอาปลา”

          “งั้นกูเอาน้ำเต้า เอาหรือจะเอาปูดีวะ”

          “เฮ้ย! จะลงอะไรก็รีบๆ ลง จำไว้นะเว้ย ไม่หมดแผ่นไม่เลิกรา” คงหนึ่งในกลุ่มยกแผ่นกระดาษขึ้น

          “เออน่า กูรู้แล้ว ก่อนจะหมดแผ่น กูจะหมดตูดซะก่อน ไม่น่าเผลอเล่นเลยกู”

          “เอ็งเลิกบ่นเถอะว่ะ”

          ครืน

          “เอ๊ะ มึงได้ยินเสียงอะไรเปล่า”

          “เอ๊ะ ไอ้นี่ อย่ามายึกยักนะเว้ย” เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มหัวเสีย เมื่อเห็นอีกคนมองไปด้านนอก แต่เพื่อนของเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบ เขาจึงหยุดมองตามเพื่อน

          “เฮ้ย! อะไรวะ”

          “เชี่ยแล้ว…” พวกเขาเห็นเกิดเกลียวคลื่นมหึมา ก่อนที่จะถาโถมเข้าใส่ โดยที่เขาไม่รู้หรอกว่า ผู้คนบนเรือวิ่งหนีตายอลหม่าน ใจกลางแปซิฟิกกำลังเกิดหลุมโพรงมิติมหึมา

 

 

 

          บนพื้นดินโลกมนุษย์~

          ขณะที่ทีวีกำลังถ่ายทอดรายการตามปกติ ทันใดนั้นเองก็มีข่าวด่วนเกิดขึ้น นักข่าวผิวคล้ำ ริมฝีปากจัดจ้านนั่งประจำที่

          “ในเวลาสองนาฬิกาของวันนี้ ได้เกิดหลุมโพรงขนาดใหญ่ บริเวณใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก นักวิชาการได้กล่าวว่า หลุมโพรงขนาดใหญ่นั้นเกิดจากภัยธรรมชาติ” ภาพถ่ายจากดาวเทียม ปรากฏภาพหลุมดำขนาดใหญ่พอๆ กับประเทศ ประเทศหนึ่งเลยทีเดียว

          “เอ๊ะ! เดี๋ยวๆ ค่ะ รู้สึกว่าจะเกิดเหตุขัดข้องอะไรขึ้นนะคะ ทีมงานช่วยตัดภาพไปที่กล้องระยะใกล้หน่อยค่ะ”

          “ดิฉันตาฝาดหรือเปล่าคะท่านผู้ชม” ผู้รายงานข่าวมองที่จอมอนิเตอร์

          “มะ มะ มีตัวอะไรก็ไม่รู้ออกมาจากหลุมมืดเต็มไปหมดเลยค่ะ”

          “ดูเหมือนเป็น…สัตว์ประหลาด!”

 

 

 

คอนเสิร์ตโครเดน ~

ผู้ชมที่เคยร้องหาโครเดนอย่างไม่เลิกรา ราวกับม็อบเรียกร้องการเมือง ต่างหยุดเมื่อพบปีศาจนกที่บินหนีไป อิสสะได้ออกพูดคุยอยู่กลางเวที เรียกร้องให้ทุกคนกลับบ้าน แต่ทุกคนยังคงเงียบ และมองอิสสะเป็นคนไร้สาระ อัสวิ่งขึ้นเวที ก่อนที่จะชูนาฬิกามือถือ ซึ่งเขียนว่า ‘รหัสแดง’

 

“ฉันว่าคราวนี้ พวกเราซวยแน่” อิสสะยกดาบขึ้นตั้ง หลังจากได้รับแจ้งข่าว หลังจากนั้นผู้คนต่างวิ่งหนีกันอย่างอลหม่าน เมื่อเห็นปีศาจนับพันกรูเข้ามายังที่แห่งนี้

 

 

 

อีกด้าน~

บนเขาซึ่งมีความสูงถึงขนาดมองไปด้านล่างก็จะเห็นเมฆเกาะกลุ่มราวกับทะเล เรียกได้ว่าสถานที่แห่งนี้สามารถสัมผัสเมฆได้แบบถึงใจเลย

‘ฉันอยู่ที่ไหน…’

โครเดนค่อยๆ ลืมตา และรู้สึกอบอุ่น ต่างจากความรู้สึกเย็นเฉียบเมื่อสักครู่ เขามองกองฟางที่อยู่รอบตัวเขา ลักษณะมันเหมือนกับรังอะไรสักอย่าง สักพัก ลมก็แรงขึ้น

‘จิ๊บๆ’ นกกระจอกตัวใหญ่ บินอยู่ข้างๆ โครเดน “เจ้านี่เองที่ช่วยฉัน ดูเจ้าเศร้าๆ ไปนะ คงอยากจะกลับไปหาเพื่อนล่ะสิ แต่เพราะว่าตัวของเจ้าใหญ่เกินไป”

โครเดนผายมือก่อนที่จะปล่อยมนต์เป็นควันคล้ายกับน้ำแข็ง นกกระจิบจึงมีขนาดเล็กลงเท่าเดิม ก่อนที่จะบินเข้าไปในเสื้อคลุมตัวยาวสีขาวของโครเดน “บินเข้ามาหลบภัยในนี้ก่อน อยู่กับฉันเจ้าก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย ตอนนี้ฉันรู้สึกแข็งแกร่ง แข็งแกร่งสุดๆ”

“ทูตวิญญาณ” ริมฝีปากบางๆ เรียกข้ารับใช้ แต่แทนที่ทูตวิญญาณจะมาหาเหมือนเดิม เหมือนกับว่าทูตวิญญาณไม่ได้ยินเสียงของเขา ‘หรือว่าทูตวิญญาณตาย กลายเป็นผงไปแล้ว’

“ด้วยอำนาจแห่งความหลง ข้าขอมอบพลังให้แก่ทูตวิญญาณ ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของข้า” เมื่อเขาร่ายมนต์เสร็จ ไอน้ำแข็งจึงวิ่งออกจากมือของเขา และผ่านไปไกลอย่างรวดเร็ว ในระหว่างทางนั้น ไอน้ำได้ทะลุผ่านผู้คน ผู้ใดที่ถูกไอน้ำแข็ง ผู้นั้นก็จะแข็งตาย ไอชีวิตได้ออกจากร่างของคนทีมันเคลื่อนที่ผ่าน และหลอมตัวเป็นพลังเดียวกัน นับว่าการช่วยทูตวิญญาณครั้งนี้ ต้องสูญเสียมนุษย์จำนวนเป็นร้อยคน

ผงฝุ่นจำนวนมากถูกปลิวตามลม บางส่วนก็ถูกรวมตัวอยู่กับของเหลว บางส่วนก็ยังคงคละคลุ้งอยู่บนอากาศ ทันทีที่ไอน้ำแข็งไหลผ่านเพียงเล็กน้อย ผงฝุ่นสีดำทั้งหมดจึงพร้อมใจกันตกลงสู่ผิวน้ำ แอ่งน้ำแห่งนั้นจึงกลายเป็นสีดำ ไอน้ำแข็งขนาดใหญ่วิ่งประจัญกับน้ำสีดำ ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งเดียว ทันใดนั้น ร่างมืดก็ปรากฏขึ้นก่อนที่จะบินหนีหายไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ระดับสายตามนุษย์จะจับได้ทัน

“มาสักทีนะ ฉันคอยตั้งนาน”

“ท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้” ทูตวิญญาณคงเข่าอยู่ตรงหน้า

“เมื่อกี้ฉันขอบใจนะ” โครเดนหันหลัง แอบหน้าแดงเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยขอบใจทูตวิญญาณเลย

“เช่นกัน…ท่าน เมื่อครู่ข้าคิดว่าท่านคงไม่รอดแล้ว”

“ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกว่ามีคนเรียกชื่อฉัน มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าอยู่ที่นี่แล้ว” ทันใดนั้นนกที่อยู่ใต้เสื้อคลุมก็กางปีกซุกตัวเข้าไปด้านในอีก

“^ ^ อย่ากลัวไปเลย นี่ทูตวิญญาณ เพื่อนของฉันเอง และเป็นภูตที่จะพาเจ้าไปพบกับเพื่อนๆ นะ” โครเดนทักทายอย่างอ่อนโยน

“พลังของฉันมีมากขึ้น แสดงว่า เกตเวย์ได้ถูกเปิดออกแล้ว ถึงเวลาที่โครเดนได้เผยตัวตนสักที” โครเดนแสยะยิ้ม

“แล้วขั้นตอนแรกท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดก่อน”

“^ ^ ช่วยพาเจ้านี่ไปหาเพื่อนหน่อยละกัน” โครเดนจับนกที่อยู่ใต้เสื้อคลุมส่งให้ทูตวิญญาณ

 

ตอนต่อไป >>>> ภารกิจที่ 22 ความเงียบครั้งสุดท้าย

avatar

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image