บทที่ 10 ความรู้สึก

บทที่ 10

ความรู้สึก

ความมืดเริ่มปกคลุมทั่วท้องฟ้า บ้านหลังเล็กถูกโอบล้อมไปด้วยรั้วกั้นสีขาว ครูสาถอดรองเท้าเปิดประตูเดินเข้ามาภายในบ้าน ความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยของที่อยู่อาศัยทำให้ความเหนื่อยล้าของเธอหายเป็นปลิดทิ้ง

“กลับมาแล้ว” หญิงสาววัยสามสิบกว่าเดินเข้าไปในครัวแล้วยิ้มเมื่อเห็นพ่อบ้านกำลังผัดอาหารอยู่ เธอตรงไปหอมแก้มชายหนุ่มก่อนที่จะหยิบน้ำในตู้เย็นกรอกใส่แก้วขึ้นมาดื่ม

“เดี๋ยวนี้กลับบ้านมืดเกือบทุกวันเลยนะ” ชายพุงพลุ้ยหน้างอ เพราะเขาต้องอดทนรอแฟนสาวกลับบ้านจนมืด

“ทำไงได้ สาทำงานไม่ทันนี่ ถ้าเอางานมาทำที่บ้านก็กลัวงานจะหาย ก็เลยต้องทำให้เสร็จ ใกล้จะสอบแล้ว ก็เลยต้องรีบทำข้อสอบ เข้าใจสาหน่อยสิ”

“ต่อไปผมจะไปรับ กลับบ้านดึกแบบนี้ผมเป็นห่วง” ชายอ้วนปิดแก๊สแล้วหันไปหยิบจาน

“ค่ะ คุณผู้ชาย” สายิ้มรับคำก่อนที่จะเตรียมจานช้อนหม้อหุงข้าว และอะไรหลายอย่างวางบนโต๊ะทานข้าวซึ่งอยู่อีกห้อง

“พินัยได้กลับมาติดต่อกับสาหรือเปล่า” สามีของเธอเอาอาหารมาวางบนโต๊ะ

“เจอกันที่มหาลัย พอดีคู่หมั้นเขาเป็นลูกศิษย์สา ตัวอ้วนรู้ได้ยังไง” สาเรียกฉายาที่พูดกันเฉพาะสองคนพลางตักข้าวในหม้อมาใส่จานแล้วนั่งลง สามีหน้าตาเคร่งเครียด เขาไม่พูดอะไรต่อ ทั้งคู่ทานมื้อดึกจนหมดจาน สาเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จึงนึกว่าคนรักของเธออาจจะหึงที่รู้ว่าเธอพบกับพินัย

“ผู้หญิงของพินัยโทรมา พูดเตือนเหมือนกลัวสาจะกลับไปหาพินัย น้ำเสียงของคนนั้นไม่ค่อยดีด้วย”

“บ้าละ สาไม่กลับไปหาเขาหรอก ตัวอ้วนน่ารักกว่าพินัยตั้งเยอะ เอ…เอยไม่น่าจะโทรหาคุณนะ” สาเก็บจานและเช็ดถูกโต๊ะจนสะอาด

“ได้ข่าวว่าตอนนี้เขารวยมากไม่ใช่เหรอ เป็นคนเดียวกับนักธุรกิจที่ชื่อธีรเดช ผู้ชายตกถังข้าวสารกองโต” หนุ่มอ้วนหน้านิ่ง เขารู้ตัวว่า ตัวเองในตอนนี้เทียบกับคนรักเก่าของเธอไม่ติด และบางทีภรรยาอาจจะยังมีใจให้พินัยอยู่

“ตัวอ้วนรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” สาแปลกใจ บางทีแฟนของเธออาจจะรู้เรื่องนี้มาก่อน

“ผมดูข่าว คิดว่าอาจจะเป็นคนเดียวกัน แล้วมันก็กระจ่างเมื่อผู้หญิงคนนั้นโทรมา” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน

“แหม…หึงสาเหรอ สาจำความรู้สึกนั้นไม่ได้แล้ว ตอนนี้สารักตัวอ้วนคนเดียว” สายิ้มแล้วเดินเข้ามาสวมกอดหอมแก้มสามี

เมื่อสามีเห็นท่าทางของภรรยาก็สิ้นความสงสัย แต่เขาก็ยังไม่สบายใจ สาอาจจะทำอะไรไม่เข้าตาผู้หญิงของพินัยทำให้เธอต้องโทรมาหาเขา บางทีภรรยาของเขาอาจจะอยู่ในอันตรายถ้าเธออยู่ใกล้พินัยมากเกินไป

 

ปัง! ปัง! ปัง!

หินในชุดสีดำยืนเหนี่ยวไกปืนระยะเผาขนสามนัดติด ก่อนที่จะพยักหน้าส่งสัญญาณแล้วซ้อนรถจักรยานยนต์หนีไปบนถนนโล่ง มีเพียงรถและคนไม่กี่คนที่เห็นเหตุการณ์

 

รถหรูสีดำคันยาวแล่นผ่านรั้วเข้าไปในคฤหาสน์หลังงาม โดยมีชายชุดดำยืนโค้งทำความเคารพ เมื่อลับตาเจ้านายพวกเขาจึงปิดรั้วไว้เหมือนเดิม วินซึ่งมองดูเหตุการณ์มาก่อนหน้านี้ ประวิงเวลาสักพักก่อนที่จะทำใจดีสู้เสือเดินตรงเข้าไปพูดคุย

“ผมมาหาเอยครับ” วินยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่ถูกผู้คุมมองกลับมาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่ไว้ใจ ทำให้เขารู้สึกประหม่า ความกล้าเมื่อสักครู่ถูกทำลายจนหมดสิ้น

“คุณเอยไม่อยู่” หนึ่งในชายชุดดำพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ครับ แล้วผมจะมาใหม่” วินทำหน้าสลดยกมือไหว้แล้วเดินคอตกกลับไป

 

เอยเดินผ่านห้องธีรเดชเห็นคู่หมั้นกำลังโทรศัพท์เสียงงึมงำทำหน้าเครียด จึงรีบหลบเอาหูแนบกำแพง แต่ก็ฟังไม่ได้ความ มารู้ตัวอีกทีธีรเดชก็ออกมายืนอยู่ข้างเธอเสียแล้ว

“ทำอะไร” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็ง

“ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” เอยผละออกจากกำแพงรีบยืนตรงทำลอยหน้าลอยตา

“ปากแข็ง ก็เห็นอยู่กว่าแอบฟัง มีอะไรสงสัยก็ถามฉันสิ”

“ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” เอยทำท่าทางจะเดินกลับห้องแต่ถูกธีรเดชดึงแขนเอาไว้ เธอทำท่าจะสะบัดแต่ก็หยุดเพราะเห็นใบหน้ายิ้มของธีรเดช

“มาด้วยกันก่อน ฉันมีอะไรอยากให้เธอดู” ธีรเดชปล่อยมือแล้วเดินนำขึ้นบันไดถึงชั้นบนสุดของอาคาร

“พาฉันขึ้นมาบนดาดฟ้าทำไม” เอยถามก่อนที่เพชรจะโค้งตัวแล้วเปิดประตูที่เคยปิดล็อกกุญแจมานานให้

ชั้นดาดฟ้าที่เคยเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีใครดูแล บัดนี้ถูกตกแต่งไปด้วยดอกไม้ต้นไม้ ไฟสีเขียวสาดส่องใส่น้ำพุขนาดเล็ก เพดานทำด้วยกระจกทำให้สามารถมองดาวบนฟ้า พื้นที่เธอเหยียบคือพรมสีเดียวกับหญ้า ไฟทางขนาดเล็กหลายดวงถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตรงกลางมีโต๊ะเล็กเก้าอี้เอนให้นั่งพัก เพชรปิดประตูปล่อยให้นายทั้งสองได้มีโอกาสคุยกัน

“สวยจัง นายว่างคิดเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” เอยยิ้ม มองรอบๆ ก่อนที่จะนั่งบนเก้าอี้เอนนอน ตรงหน้าเธอมีเครื่องดื่มผลไม้วางอยู่

“ฉันอยากจะพักผ่อนกับเธอมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที พอมีโอกาสก็ดันมีเรื่องอีก ฉันก็เลยให้เพชรช่วย”

“ว่าละ คนอย่างนายคิดอะไรละเอียดอ่อนไม่เป็นหรอก”

“เธอยังไม่รู้จักฉันดีไม่ใช่เหรอ รู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้เป็นคนละเอียดอ่อน” ธีรเดชเดินมานั่งข้างเอยแล้วถามโดยโน้มหน้าเข้ามาใกล้

“ว่าไง” ธีรเดชถามย้ำ

“ก็ฉัน…ฉันไม่เคยเห็นนายทำอย่างอื่นนอกจากทำงาน” หญิงสาวหันไปหยิบแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มแก้เขิน เมื่อเธอดื่มเสร็จธีรเดชจึงนำแก้วน้ำในมือเธอวางลงบนโต๊ะ แล้วกดเอยให้นอนลงอย่างนุ่มนวล ผู้กระทำขัดขืนเพราะความตกใจ

“นายจะทำอะไรน่ะ!” เอยใจเต้นตึกตักเมื่อเห็นเงามืดของธีรเดช จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาเซ็กซี่ขึ้นมาทันที ไม่ได้นะเอย คิดแบบนี้ไม่ได้

“เอนตัวลง แล้วเลิกคิดอะไรมาก” ชายหนุ่มพูดจบก็ผละตัวเองออกจากเธอแล้วเอนตัวนอนลงบนเก้าอี้ข้างๆ

“เธอมีอะไรจะถามฉันไหม” ธีรเดชพูดพลางมองดาวบนท้องฟ้า
“ไม่มี” เอยรีบตอบทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉยกลบเกลื่อนทั้งๆ ที่หน้าแดงยังไม่จาง

“ฉันเปลี่ยนที่นอนแล้วนะ ที่นอนของฉันยกให้เพชร”

“แล้วมาบอกฉันทำไม” เอยอมยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น แต่ก็หุบทันทีเมื่อรู้ตัวว่าคู่หมั้นหันหน้ามามอง

“เผื่อเธออยากรู้ วันนี้ดาวสวยนะ เธอยังสงสัยเรื่องฉันกับคุณครูสาเหรอ เห็นเพื่อนเธอบอกฉัน” ธีรเดชหันกลับมามองดาวเหมือนเดิม

“มิ้นยุ่งไม่เข้าเรื่อง” เอยขมวดคิ้วบ่นพึมพำ

“ฉันเคยคบกับสาเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเด็ก แล้วฉันก็สารภาพรักกับเธอก่อน ทั้งที่ฉันก็รู้ว่าสาชอบคนอื่นอยู่ ตอนนั้นฉันคิดว่า ไม่มีใครดูแลสาดีได้เท่าฉันอีกแล้ว สุดท้ายสาก็เลือกฉัน เรากำลังจะแต่งงานกัน แต่ดันมาเกิดเรื่องก่อน มันทำให้ฉันได้รู้ว่า ฉันไม่สามารถดูแลสาได้ ฉันก็เคยคิดว่าฉันจะไม่รักใครอีก จนได้พบสาอีกครั้ง ฉันเลยรู้ว่า ความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิม”

“จริงสินะ ความรู้สึกของคนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอด” เอยนึกถึงสัจธรรม

“ใช่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น ฉันก็ขอรักผู้หญิงตรงหน้าก่อน” ธีรเดชหันมามองเอย ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัวเผลอสบตาชั่วครู่แล้วนั่ง

“นายคงทำเพื่อพินัยกรรมใช่ไหม ไม่จำเป็นหรอก ว้าย!” เอยทำท่าจะลุกธีรเดชรีบคว้าแขนเอยทำให้เธอเสียหลักล้มลงใส่ธีรเดช ชายหนุ่มรีบประคองตัวเธอเอาไว้ไม่ให้บาดเจ็บ

ทั้งคู่มองตากัน เอยตั้งสติได้จึงพยายามลุกขึ้นจากตัวเขา แต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกอีกฝ่ายรัดแน่น

“เธอนี่ คิดเองเออเองตลอดเลยนะ ฉันยังพูดไม่ทันจบเลย ฉันไม่ได้ทำเพราะพินัยกรรม แต่ฉันทำเพราะฉันรู้สึกดี รู้สึกหวั่นไหว และฉันก็ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนอยู่ใกล้เธอ อย่างนี้จะเรียกว่ารักได้หรือยัง แม่สาวจอมยุ่ง”

เอยนิ่งเมื่อได้ยินคำตอบของธีรเดช หัวใจเต้นตูมตามจนกลัวอีกคนที่อยู่แนบชิดจะได้ยิน แต่ก็ยากที่จะปิดบังแก้มแดงระเรื่อได้ ธีรเดชยิ้มยื่นหน้าทำท่าจะจูบหญิงสาวแต่เธอก็ดันตัวเขาออกด้วยความสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งปกปิดเอาไว้ถึงความรู้สึกภายในก่อนที่จะรีบหนีไป

 

รถหรูสีดำคันยาวเข้ามาจอดยังภายในมหาวิทยาลัยตรงจุดนัดพบบริเวณม้านั่งในเช้าวันรุ่งขึ้น เอยลงจากรถทันทีที่รถหยุด ธีรเดชเห็นคู่หมั้นถึงจุดหมายแล้วจึงสั่งให้ออกรถ แต่ก็ยังไม่วายมองหญิงสาว วินซึ่งรออยู่นานรีบเข้ามาดึงแขนเอยทันที ธีรเดชเห็นเอยสะบัดแขนออกจากวินจึงรีบบอกคนขับรถให้วนรถกลับ

“เอยยังโกรธพี่อยู่เหรอ” วินตีหน้าเศร้าเพราะถูกเอยบล็อกไลน์

“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันแค่ไม่อยากเจอหน้านาย เราไม่มีธุระอะไรกันแล้ว” เอยยืนยัน

“มีอะไรหรือเปล่า” ธีรเดชเข้ามาร่วมวงสนทนา

“ไม่มีอะไร ฉันจะไปแล้ว” เอยพูดจบก็รีบเดินไปก่อน วินทำท่าจะเดินตามแต่ก็ถูกมือหนาของธีรเดชจับบ่าเอาไว้

“ฉันไม่ชอบที่นายมายุ่งกับคู่หมั้นของฉัน”

“ขอโทษนะครับ แต่ผมคงทำไม่ได้” วินเอามืออีกฝ่ายออกจากบ่า แล้วหันมาพูดกับธีรเดชด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว ปัดบ่าตัวเองอย่างรังเกียจ ก่อนที่จะเดินออกไป ทำให้เพชรซึ่งเห็นเหตุการณ์ไม่พอใจทำท่าจะจัดการวิน ธีรเดชยกมือห้าม

“ให้ผมจัดการให้เถอะครับ”

“ไม่ ฉันไม่อยากเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก”

 

ภายในห้องประชุมของนาวากรุป มีโต๊ะยาว หัวหน้าแผนกแต่ละคนนั่งอยู่โดยมีธีรเดชนั่งอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะและเพชรก็ยังยืนคุมอยู่ข้างๆ

“เอาล่ะ ขอให้ทุกคนทำงานเต็มความสามารถ ปิดการประชุม ส่วนคุณทรงพลให้อยู่ก่อน” ธีรเดชพูดขึ้นหลังจากประชุมกันมาเป็นเวลานานพอสมควร เมื่อเสร็จธุระต่างคนต่างกลับไปทำงานของตัวเองยกเว้นชายร่างใหญ่มีอายุต้องนั่งอยู่ต่อ

“ผมตรวจเอกสารและสภาพสินค้าแล้วนะ สภาพสินค้ามีจุดบกพร่องหลายอย่าง และที่สำคัญมีลูกค้าถามถึงสินค้าที่ไม่มีในบริษัทของเรา มันหมายความว่ายังไง” ธีรเดชสีหน้าเคร่งเครียด

“เขาอาจจะแจ้งผิดบริษัทก็ได้ครับ” ทรงพลพูดเสียงเรียบเก็บความรู้สึกไว้ภายใน

“ไม่ เขาส่งรูปภาพใบส่งของ ใบรับสินค้าของบริษัทมาให้ผม แล้วข้อมูลมันหายไปจากระบบได้ยังไง นี่ถ้าผมไม่ลงพื้นที่เองผมคงไม่รู้เรื่องนี้”

“นี่คุณหาว่าผมโกงบริษัทอย่างนั้นหรือ ผมทำงานที่นี่มาหลายปีไม่เคยมีปัญหา” ทรงพลขึ้นเสียงแสดงอาการก้าวร้าวทางสายตาอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่จะรู้สึกตัวแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ขอโทษครับ”

“ผมยังไม่ได้กล่าวหาคุณ ผมเพียงอยากให้คุณช่วยตรวจสอบเรื่องนี้สักหน่อย อีกเจ็ดวัน คุณช่วยหาคำตอบพร้อมทั้งวิธีแก้ไขให้ผม ไปทำงานของคุณต่อเถอะ” ธีรเดชยิ้มอ่อน

“ครับ” ทรงพลรับคำก่อนที่จะเดินออกจากห้อง

“นายทราบสาเหตุแล้วไม่ใช่หรือครับ ทำไมไม่จัดการไล่มันออกให้มันเสร็จไป” เพชรพูดอย่างไม่พอใจ

“เพชร นายก็รู้ว่าทรงพลมีความสำคัญยังไงกับบริษัทของเรา ถึงเขาโกงแต่ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ไม่อย่างนั้นคุณนาวาไม่ให้เขาขึ้นแท่นบริหารมานาน” ธีรเดชคิดถึงก่อนที่เขาจะมารับหน้าที่นี้ เขาต้องไปอบรมและฝึกงานกับบริษัทอื่นเพื่อให้ได้ความรู้มาบริหาร และเมื่อตอนเป็นบอดี้การ์ดเขาก็เห็นว่าทรงพลมีอำนาจในบริษัทมาก เขาคงไม่มีทางสอนงานให้ผู้บริหารใหม่ง่ายๆ

“แต่มันโกง พวกที่ตั้งใจทำงานจะพาลเสียกำลังใจกันหมด”

“นายรู้ไหมว่า ฉันโทรไปหาบริษัทซอฟต์แวร์เขาพูดว่ายังไง”

“ว่ายังไงครับนาย” เพชรนิ่งตั้งใจฟัง

“มีใบงานนี้อยู่จริง แต่ถูกลบออกจากระบบด้วยพาสเวิร์ดของลูกน้องทรงพล”

“ถ้าอย่างนั้นมันก็บอกปัดได้สิว่าไม่ใช่ฝีมือมัน”

“ไม่หรอก โปรแกรมนี้ทรงผลต้องยืนยันการลบข้อมูลอีกที แต่หลักฐานแค่นี้ไม่พอ ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มันยังไม่คาหนังคาเขา ในตอนนี้ต้องค่อยๆ สืบกันไปก่อน ให้พวกบอดี้การ์ดในบ้านมาทำงานแทรกซึมแต่ละแผนก และต้องเป็นคนที่ไม่เคยมาที่นี่ด้วยถึงจะใช้ได้” ธีรเดชพูดพลางปิดแฟ้ม หยิบปากกาใส่กระเป๋าเสื้อตัวใน

“ครับนาย” เพชรก้มเล็กน้อยพร้อมกับเอามือประสานไว้ข้างหน้าแสดงความเคารพ

“อีกอย่างหนึ่ง ฉันลืมบอกไป ฉันอยากได้ผู้คุ้มกันแทนหินอีกสักคน หาให้หน่อยนะ ขอเป็นคนใหม่ ให้มาชั่วคราว ที่สำคัญอย่าให้รู้มากมีหน้าที่แค่ปกป้องฉันก็พอ” ธีรเดชลุกขึ้นหยิบเอกสารทั้งหมดมาถือไว้แล้วทิ้งคำพูดก่อนที่จะเดินออกไป

“ครับ” เพชรพยักหน้าแล้วเดินตามนาย

 

หินกำลังซิทอัพอยู่บนพื้น ภายในห้องพักเก่าสักที่ในกรุงเทพมหานคร

“ตั้งแต่ข้าทำงานมากก็เพิ่งเคยเห็นนักฆ่าออกกำลังกายเวลาว่าง” ชายร่างผอมนั่งลงบนเตียงทำท่าจะเอาบุหรี่มาสูบ

“ถ้าเอ็งจะสูบไปสูบข้างนอก” หินหยุดชั่วครู่แล้วพูดเสียงเรียบก่อนที่จะออกกำลังกายต่อ

“เออ ก็ได้ ไม่สูบก็ได้ นี่เงินส่วนที่เหลือ นายเอามาให้” ชายร่างผอมเก็บบุหรี่แล้วโยนเงินในซองกระดาษไว้ข้างตัว หินหยุดออกกำลังกายหันมานับเงิน

“ครบ” หินตั้งใจเก็บเงินพวกนี้ไว้เป็นค่าที่พักสำหรับคนที่เล่นบทเสียชีวิตในวันนี้

“ทางต้นสังกัดคงพอใจนายมาก ฆ่าแป๊บเดียวก็ส่งเงินมาเลย จริงๆ มันมีอีกงานที่ค้างไว้อีก คิดว่ายากนะเพราะคนที่จะต้องฆ่าเป็นตำรวจเก่าฝีมือดีทีเดียว งานยากอย่างนี้แต่ต้นทุนต่ำไปหน่อยว่ะ แกจะรับไหม” ชายร่างผอมย่อตัวลงสนทนา

“รับ ข้ากำลังร้อนเงิน” หินแกล้งคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบกลับไป

“อือ ถ้างานมาข้าจะบอกอีกที” ชายร่างผอมยิ้ม

 

เอยและมิ้นนั่งรอคนที่บ้านมารับ ณ ม้านั่งตัวเดิม ในเวลาเย็น

“ใจแข็งจังเลยนะเพื่อนเรา พี่วินตามตื๊อทั้งวัน ยังไม่ใจอ่อนอีกเหรอ เป็นฉันนะ ยอมตั้งแต่หน้าประตู” มิ้นยิ้ม

“ยอมไปคนเดียวเถอะ ไปซะได้ก็ดี น่ารำคาญ” เอยมองบน

“ให้อภัยเขาเถอะ เป็นคนอื่นเห็นเธอปั้นปึ่งแบบนี้ หนีไปนานแล้ว”

“มิ้นชอบก็เอาไปสิ”

“บ้าเหรอ เขาไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย นั่นไง พูดจบก็เดินหล่อเข้ามาพอดี สวัสดีค่ะ พี่วิน” มิ้นยิ้ม เอยรีบตีเพื่อน มิ้นจึงรีบกระซิบ “น่า…เก๊กมาก ฉันเมื่อยหน้า”

“พี่ซื้อน้ำมาฝาก” วินยื่นแก้วน้ำให้เอยและมิ้น เพื่อนสาวรับด้วยความยินดียกเว้นเอยที่ดันแก้วหนีออกจากตัว

“คราวหลังพี่วินไม่ต้องหาอะไรมาฝากเอยหรอกค่ะ แต่สำหรับมิ้นได้เสมอ” มิ้นยิ้มแป้นก่อนที่จะดูดน้ำ

รถหรูคันยาวเข้ามาจอดในเวลาไม่นาน ธีรเดชรีบลงจากรถเดินเข้ามายืนใกล้วินพร้อมกับมองหน้า ส่วนวินก็ลุกขึ้นยืนมองท้าทายธีรเดชอยู่นานสองนาน เอยรีบเดินขึ้นรถ ต่างจากมิ้นซึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์ด้วยใจจดจ่อ เมื่อธีรเดชเห็นเอยขึ้นรถแล้วจึงหมุนตัวเดินตามคู่หมั้น เพชรยิ้มในขณะที่มองนายเดินเข้ามาก่อนที่จะเปิดประตูขึ้นรถคนสุดท้าย

“นี่มัน ประกาศศึกชัดๆ” มิ้นยิ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม ‘น่าสนุกจัง แล้วเราจะอยู่ฝ่ายไหนดีนะ’

 

ภายในรถ

“เอย” ธีรเดชแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังคิดอะไรในใจอยู่

“อะไร” เอยพูดโดยที่สายตายังคงมองไปข้างหน้า

“เธอทะเลาะอะไรกับวินหรือเปล่า หน้าที่พี่รหัสน่าจะหมดแล้ว ทำไมยังมาวนเวียนอยู่”

“เรื่องของฉัน” เอยตอบทันควัน

“เรื่องของเธอมันก็คือเรื่องของฉัน” ธีรเดชพูดในขณะที่เอยยังทำหน้าไม่พอใจอยู่ ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น เขาอ่านข้อความบนหน้าจอแล้วรับทันที

“สวัสดีครับคุณพลอย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยกิริยาสุภาพ

/ “มีแน่ค่ะ พรุ่งนี้พลอยมีอะไรให้ช่วยหน่อยค่ะ คุณธีรเดชว่างตอนไหนคะ” / เสียงหวานดังขึ้น

“รบกวนคุณช่วยโทรไปหาเลขาผม เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะว่างตอนไหน”

/ “ได้ค่ะ พรุ่งนี้เจอกันนะคะ” / ปลายสายพูดจบก็วางสายทันที ทำให้ธีรเดชถึงกับถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“ถอนหายใจเพราะคุณพลอยดันโทรมาตอนฉันอยู่ล่ะสิ อันที่จริงนายควรโทรหาเธอบ่อยๆ คุณพลอยจะได้ไม่ต้องทนความคิดถึงไม่ไหวจนต้องโทรมาแบบนี้” เอยพูดจบธีรเดชจึงยิ้มได้

“ยิ้มอะไร” เอยหรี่ตา

“ดีใจ ที่คู่หมั้นหึง”

“บ้าละ” เอยหันมองไปทางอื่น

“พรุ่งนี้โรงเรียนหยุดไม่ใช่เหรอ ไปทำงานด้วยกันไหม”

“เรื่องอะไร ใกล้สอบแล้ว ฉันอ่านหนังสืออยู่บ้านดีกว่า”

“ดีแล้ว ตั้งใจเรียน เรียนจบจะได้แต่งงานกับฉัน”

“เชอะ คิดว่าจะได้แต่งเหรอ”

“ในทางปฏิบัติมีตั้งหลายวิธีที่จะทำให้เธอเป็นเมียฉัน” ธีรเดชหันไปมองตาเอยพูดเบาแล้วยิ้มกริ่ม

“ไม่มีทาง!” เอยหันมองไปทางอื่น

เพชรแอบยิ้มพอใจเมื่อเห็นคนทั้งคู่ดูสนิทสนมกันมากขึ้น เรื่องความรักของสองคนนี้ คงไม่ต้องลุ้นแล้วล่ะ

<< บทที่ 9 จับให้ได้ไล่ให้ทันบทที่ 11 คนร้ายคนรัก >>

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image

ข้ามไปยังทูลบาร์