บทที่ 13 คิดไปเอง

บทที่ 13

คิดไปเอง

ธีรเดชรีบไปทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เอยรู้สึกไม่พอใจที่ต้องทานข้าวเช้าเพียงลำพัง แต่แน่ล่ะ คนอย่างเธอไม่มีทางแสดงความเสียใจให้ใครเห็น

เอยตักอาหารเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างไม่กลัวอ้วน จนคนรับใช้ซึ่งยืนอยู่อดเป็นห่วงไม่ได้ กินไปไม่กี่คำก็เหมือนจะสำลักติดคอต้องรีบเอาน้ำมาดื่มให้มันลื่นลงคอไป

‘นายธีรเดช คิดว่าตัวเองหล่อเลือกได้หรือไง ที่มาหลอกฉัน’

เมื่อเธอทานเสร็จก็รีบสาวเท้า ขึ้นรถคันขาวซึ่งจอดรอต้อนรับอยู่หน้าคฤหาสน์โดยมีเพชรเป็นผู้เปิดประตู วันนี้เธอต้องสอบวันสุดท้ายพร้อมกับมิ้น ส่วนวิชาที่ไม่ได้สอบเพราะถูกจับตัวไปก็จะไปขอร้องอาจารย์คุมสอบพร้อมกับมิ้นในวันนี้

 

มหาวิทยาลัย

วินกับมิ้นนั่งคุยกันบนม้านั่งประจำ เพราะวินรู้ว่ามิ้นต้องมารอเอยเหมือนทุกวัน แต่เป้าหมายกับคิดว่าวินมารอเอยเขาเลยต้องไปตามน้ำอย่างที่เธอคิด

“พี่วินนี่คงจะชอบเอยมากนะคะ เห็นมาที่นี่เกือบทุกวันเลย แล้วนี่แผลเป็นไงบ้าง”

“เอ่อ พี่ดีขึ้นแล้ว แล้วนี่ เอยกับมิ้นได้ไปคุยกับอาจารย์คุมสอบหรือยัง” วินหน้าเจื่อนไม่กล้าสบตา

“ยัง แล้วพี่วินล่ะ”

“พี่ก็ว่าจะไปขอสอบวันนี้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าอาจารย์คุมสอบจะเชื่อหรือเปล่า”

“ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อ เดี๋ยวมิ้นกับเอยช่วยพูดให้” มิ้นยิ้ม

“ขอใจมิ้นมากนะ ถ้าอาจารย์ไม่ให้สอบก็ดีเหมือนกัน”

“ดียังไงเหรอ” มิ้นถามด้วยความสงสัย

“ก็…” วินกำลังจะพูดต่อแต่รถของเอยก็เข้ามาขัดจังหวะพอดี เขารู้สึกโล่งใจกึ่งเสียดายในโอกาสพูดในสิ่งที่เขาอยากจะพูด มิ้นไม่รู้เลยว่าเขาอยากเรียนซ้ำเพราะจะทำให้ได้อยู่กับมิ้นนานขึ้น

เอยรีบลงจากรถทันทีที่จอดสนิทโดยไม่รอให้เพชรเปิดประตู เพชรซึ่งเห็นเอยนั่งนิ่งท่ามกลางรังสีอำมหิตตลอดทางพอจะรู้สาเหตุ จึงไม่พูดอะไร

เอยรีบสาวเท้าก้าวออกไปข้างหน้า ไม่สนใจมิ้นซึ่งลุกขึ้นยืนต้อนรับเพื่อน เพราะเอยรู้ว่ามิ้นกำลังจะถามถึงใคร ในตอนนี้เธอไม่อยากได้ยินใครก็ตามพูดถึงคู่หมั้น เพชรยกนิ้วป้องปากคล้ายกับเตือนมิ้นว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ แล้วรีบเดินตามเอยให้ทัน

“เอยเป็นอะไรไปนะ” มิ้นยืนเท้าสะเอว ส่วนวินมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

 

ในระหว่างที่เอยกำลังสอบอยู่ในห้องเธอรู้สึกเบื่อจึงมองออกไปนอนหน้าต่างเห็นรถสีดำคันยาว เธอจำได้ว่าเป็นรถของคู่หมั้นจึงลืมตัวลุกขึ้นยืนชะเง้อดูเพื่อให้มองเห็นได้ชัด

“สำหรับนักศึกษาที่สอบเสร็จแล้ว ให้นั่งรอก่อนนะคะ ยังไม่ถึงเวลาออกจากห้องสอบ” เสียงอาจารย์คุมห้องสอบดังขึ้นทำให้เอยรู้สึกตัวจนต้องรีบนั่งลง ยังไงซะ วิชานี้เป็นวิชาสุดท้าย หวังว่าธีรเดชคงไม่กลับก่อน

 

ภายในห้องอธิการบดี มีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ โซฟา ตู้เอกสาร และถ้วยรางวัลจำนวนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นติดฝาผนัง

“สวัสดีครับคุณธีรเดช ลมอะไรพัดมาถึงที่นี่” ผู้ชายใส่สูทผมขาวก้มโค้งเอามือประสานไว้ข้างหน้าอย่างนอบน้อม

“ก็ไม่มีอะไรมาก ผมมีเรื่องอยากให้ช่วย พอดีคู่หมั้นของผมเกิดเหตุขัดข้องก็เลยเข้าสอบไม่ได้ คุณช่วยพูดกับอาจารย์คุมสอบให้หน่อย แล้วก็ นอกจากคู่หมั้นของผมแล้วก็อยากให้ช่วยมิ้นและวินด้วย” ธีรเดชเดินไปนั่งบนโซฟาแล้วเอนตัวราวกับเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ส่วนผู้คุ้มกันก็ยืนระนาบซ้ายขวาไม่ห่างจากเขามากนัก

“ได้สิครับ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะบริษัทคุณให้เงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยเราจำนวนมาก แต่เด็กที่สอบที่หลังจะได้คะแนนอย่างมากก็สอบผ่านเกณฑ์ มันเป็นกฎของมหาวิทยาลัยเราครับ”

“ไม่มีปัญหา ผมแค่อยากให้เอยเรียนจบเร็วๆ เรื่องคะแนนไม่ใช่เรื่องสำคัญ เสร็จธุระแล้ว ผมลาล่ะครับ” ธีรเดชยกมือไหว้ อธิการบดียกมือรับก่อนที่ชายหนุ่มและผู้คุ้มกันจะเดินออกไป

 

“พินัย มาทำอะไรที่นี่” ครูสาพบธีรเดชออกมาจากห้องอธิการจึงเข้ามาทักทาย

“มาธุระนิดหน่อย แล้วนี่สาคุมสอบเสร็จแล้วเหรอ” ธีรเดชมองซองน้ำตาลขนาดใหญ่หลายซองที่ครูสาโอบกอดเอาไว้

“เสร็จแล้วค่ะ แต่เหลือเอกสารที่ต้องตรวจอีกเยอะเลย ว่าแต่ตอนนี้พินัยกับเอยเป็นยังไงกันบ้างคะ มีอะไรหรือเปล่า ให้สาช่วยไหมคะ” ครูสาพูดด้วยความเป็นห่วง

“ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น” ธีรเดชยิ้มปกปิด

“ก็เดี๋ยวนี้สาไม่เห็นพินัยกับเอยมาวิทยาลัยพร้อมกันเลย นี่ก็สองวันแล้ว แถมวันนี้ก็ไม่มาพร้อมกัน ทั้งที่มีธุระที่นี่เหมือนกัน เป็นใครก็คิดแบบนั้นทั้งนั้นแหละ”

“อ๋อ เหรอครับ” ธีรเดชยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะหลบตา

“หรือมีปัญหาเรื่องนายวินคะ หึงคู่หมั้นล่ะสิ” ครูสายิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ปัญหาของผมเอง”

“หรือว่า…” สากลอกตาไปมาทำท่าทางเหมือนกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง

“หรือว่าอะไรครับ”

“ยืนคุยนานแบบนี้สาเมื่อย ไปหาที่คุยกันดีกว่า สามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย” สาเดินนำก่อนที่จะเอาเอกสารข้อสอบไปส่งครูประจำวิชาที่ห้องพักครู เพื่อนร่วมงานต่างกระเซ้าเย้าแหย่นึกว่ากิ๊กของสา แม้ว่าเธอพูดปัดไปว่าเป็นเพื่อนเก่าแต่ก็ไม่ทำให้คนอื่นหายเข้าใจผิดเลยสักนิด จนครูสาต้องรีบออกมาคุยธุระ เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด

 

สาเลือกสนทนาตรงม้านั่งหลังอาคารเรียน เพราะกลัวนักศึกษาจะตะลึงความหล่อของธีรเดชจนไม่เป็นอันสอบ

“ผ่านไปแค่สองปีที่นี่เปลี่ยนไปมากนะครับ” ธีรเดชเดินนำผู้คุ้มกันทั้งสอง เขามองม้านั่ง พื้นปูนโล่ง และต้นไม้ที่จัดวางอย่างเป็นสัดส่วน ซึ่งก่อนหน้านี้มันเป็นต้นไม้รก ไม่มีคนนั่ง และไม่มีใครผ่านมาแถวนี้มากนัก

“จริงด้วยสิ คุณเคยมาที่นี่ก่อนสา คุณมาทำอะไรหรือคะ” สาถามด้วยความอยากรู้ แต่ธีรเดชกลับรีบเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะเขาไม่อยากพูดถึงอดีต

“เข้าเรื่องกันดีกว่า สามีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรือครับ” ธีรเดชนั่งลงบนม้านั่งแล้ววางมือถือไว้ตรงหน้าคู่สนทนา

“เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาหาสา แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แฟนของสาเป็นคนรับ” สาแสดงสีหน้าเคร่งเครียดแล้วนั่งลง

“ใครเหรอครับ” ธีรเดชถามทันควัน

“สาก็ไม่รู้เหมือนกัน พูดทำนองว่าอย่ายุ่งกับพินัย แต่สาก็ไม่คิดว่าจะเป็นเอยหรอกนะ พินัยไปมีใครอีกหรือเปล่า ทำแบบนี้เอยก็น่าสงสารแย่”

ธีรเดชครุ่นคิด เธอคนนั้นอาจจะเป็นพลอย แต่ก็ไม่แน่ใจเพราะพลอยไม่รู้จักสา พวกเธอทั้งคู่ไม่เคยพบหน้ากัน แล้วจะมีเรื่องบาดหมางกันได้ยังไง

“มีหรือเปล่าล่ะคะ ผู้หญิงน่ะ หรือว่ามีเยอะเกินไป” ครูสาคนสวยถามหลังจากเห็นใบหน้าขมวดคิ้วอยู่นาน

“เปล่า ผมสงสัยผู้หญิงคนหนึ่ง ทางที่ดีคุณสาอย่าอยู่ใกล้ผมดีกว่า” ธีรเดชหุนหันลุกขึ้นแต่ครูสาก็ดึงมือเอาไว้

“สาไม่กลัวเรื่องแค่นั้นหรอกค่ะ พินัยมีอะไรปิดบังสาหรือเปล่า เผื่อสาจะช่วยได้ หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับเอย”

“ถ้าคุณอยากจะช่วย ช่วยดูแลเอยให้ผมแล้วกันครับ เดี๋ยวผมขอตัวกลับก่อน” ธีรเดชเอาแว่นดำมาสวมรีบเดินออกไปเช่นเดียวกับผู้คุ้มกันซึ่งเดินตามเป็นเงา

ครูสาหันมองคนรักเก่าเดินออกไปก่อนที่จะกลับมามองที่เดิมจึงเห็นสิ่งที่ธีรเดชลืมเอาไว้ ‘มือถือของพินัย’

 

ในเวลาเดียวกัน ~ เอยรีบทำข้อสอบจนเสร็จแล้วมองออกไปนอกประตู เห็นหลังของเพชรซึ่งกำลังนั่งอยู่

เพื่อนรอบตัวทำข้อสอบใกล้เสร็จแล้ว เอยหันไปมองนาฬิกา หาจังหวะที่ทุกคนรีบส่งข้อสอบอาจารย์ เมื่อถึงเวลาเธอจึงรีบส่งข้อสอบ มองซ้ายขวาแล้วปีนหน้าต่างลงไป

เอยพยายามสอดส่องหาคู่หมั้นด้วยความอยากรู้ว่าเขามาทำอะไรที่มหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่เห็น เห็นเพียงรถสีดำคันยาวซึ่งยังคงจอดอยู่ เธอจึงซุ่มดูว่าธีรเดชมาที่นี่หรือเปล่า

เวลาผ่านไปนานสักพัก เอยเห็นธีรเดชเดินนำโดยมีครูสาเร่งฝีเท้าเดินตาม ทำท่าทางเหมือนคุยธุระอะไรสักอย่างอยู่นานสองนานจนเอยอยากจะเดินเข้าไปฟังการสนทนาใกล้

ธีรเดชเดินมาขึ้นรถเมื่อครูสาเดินจากไป เอยรีบหลบให้มิดชิดกว่าเดิมจนกระทั่งรถคันยาวได้ขับห่างออกไปไกล

‘นายธีรเดช มาทำอะไรที่นี่นะ หรือว่ามาหาครูสา’ ระหว่างที่เอยกำลังคิด เสียงตามสายก็ดังขึ้น

/ “คุณเอยอยู่ไหนครับ รบกวนมาที่ห้องประชาสัมพันธ์ด่วน ถ้าอีกสิบห้านาทีคุณเอยไม่มาผมก็จะประกาศตรงนี้จนกว่าจะมา” / 

“น่าขายหน้าชะมัด” เอยบ่น

 

ความมืดเข้าปกคลุมรอบบริเวณคฤหาสน์ เอยนั่งทานข้าวเย็นเพียงลำพัง วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขาไม่ไปรับเธอที่มหาวิทยาลัย ทำไมมันถึงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายแบบนี้นะ เกลียดความรู้สึกแบบนี้ที่สุด

ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลิน เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เป็นเบอร์โทรไม่ขึ้นชื่อ เอยจึงตัดสายทิ้งอย่างไม่สบายอารมณ์ แต่แล้วเสียงเรียกเข้าดังขึ้นอีกครั้ง เอยรับโทรศัพท์เพราะรำคาญ

“ฮาโหล”

/ “สวัสดีค่ะ น้องเอย” / เสียงหวานปลายสายพูดขึ้น

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครคะ” เอยพูดภาษาสุภาพน้ำเสียงนุ่มนวล

/ “ฉันเป็นใครไม่สำคัญ ฉันแค่จะโทรมาบอกว่า คืนนี้คุณธีร์กลับดึก หรืออาจจะเช้า จะกินข้าวหรือทำอะไรก็ทำไปก่อน ไม่ต้องรอนะ” / ปลายสายพูดทำให้เอยแน่ใจว่าเป็นพลอยที่คอยจ้องจะจับคู่หมั้นเธอมาตลอด เอยรีบกดบันทึกการสนทนาเพื่อป้องกันเอาไว้แต่ก็ไม่ทันได้โต้ตอบอะไร เพราะปลายสายรีบวางเสียก่อนเหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเธอกำลังจะบันทึกการสนทนา

เอยได้แต่กำมือถือไว้ในมือแล้วลุกออกจากโต๊ะขึ้นห้องไป

 

แสงไฟหลากสีส่องสาดผนังหลายทิศทางภายในไฮไลท์ผับ ธีรเดชออกมาจากห้องน้ำมองพลอยกำลังคุยมือถือกับใครบางคน หญิงสาวรีบวางสายเมื่อรู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังมองอยู่

“เข้าห้องน้ำเร็วจังเลยนะคะ” พลอยยิ้มกลบเกลื่อน

“ผู้ชายก็อย่างนี้แหละครับเข้าห้องน้ำเร็ว” ธีรเดชพูดจบก็นั่งลงเก้าอี้ บอดี้การ์ดยังคงยืนคุมโดยการมองรอบคอบระวังภัย ไม่สนใจว่าพวกเขาทั้งคู่จะสนทนาเรื่องอะไร

“วันนี้คุณไม่รีบกลับหรือคะ ป่านนี้คู่หมั้นของคุณรอแย่แล้ว”

“คนอย่างเอยไม่มีทางรอผมหรอกครับ ป่านนี้คงกินอิ่มนอนหลับไปแล้ว” ธีรเดชพูดแล้วยิ้มเล็กน้อย

“ความสัมพันธ์ของคุณธีร์กับน้องเอยไม่ค่อยราบรื่นเหรอคะ เอ่อ พอดีช่วงหลังไม่เห็นคุณธีร์ดูแลเอยเหมือนแต่ก่อน” พลอยถาม แต่เมื่อเห็นธีรเดชตั้งใจฟัง เธอจึงต้องระมัดระวังคำพูดมากกว่าเดิม เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะเข้าใจถูกต้อง

“ผมทำเพื่อความสบายใจของคนในบ้าน ตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันคงไม่จำเป็นแล้ว”

“ทำไมเหรอคะ ขอโทษค่ะ พลอยก้าวล่วงเกินไปแล้ว” พลอยเปลี่ยนใจไม่ถามต่อ แต่ก็แอบรอฟังคำตอบ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ธีรเดชยิ้มมุมปาก พลอยหันไปที่อื่นแล้วรีบกินไวน์ในแก้วจนหมด

 

ธีรเดชเพิ่งจะเข้ามาที่พักในเวลาตีหนึ่งของวันใหม่ ทุกคนนอนหลับหมดแล้วยกเว้นผู้คุ้มกันประจำบ้าน ชายหนุ่มขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้า สถานที่แห่งความทรงจำระหว่างเอยกับเขา

ภาพเอยในสีหน้าเชิงตำหนิเผยอยู่บนฟ้าท่ามกลางดวงดาว ทำไมยิ่งทำตัวเหินห่าง ถึงยิ่งทรมาน หรือว่าตอนนี้เขารักเด็กแสบจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ~ วินเดินเข้ามาในห้องพลอยซึ่งกำลังใช้ไดร์เป่าผมให้แห้งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

“เมื่อคืนได้กินหรือยัง” วินยิ้มมุมปากกอดอกยืนพิงกับผนัง การขยับตัวอย่างคล่องแคล้ว ทำให้รู้ว่าบาดแผลเริ่มสมานดีแล้ว

“ยัง แต่อีกไม่นานหรอก”

“นี่สองคืนแล้วนะ นายพินัยนั่นคงไม่ได้ชอบพี่จริงล่ะมัง” วินนั่งลงบนเตียงอย่างเสียอารมณ์ เพราะเขาตั้งใจจะมาแสดงความยินดีกับพี่สาวเสียหน่อย

“เรื่องของฉัน แล้วนี่ไม่ไปเรียนเหรอ”

“ผมสอบเสร็จแล้ว”

“อยู่นี่ได้ แต่ถ้าพินัยมาที่นี่หลบให้ดีก็แล้วกัน”

“รู้น่า” วินตอบทันที

“จริงสิ ช่วงนี้ยัยเด็กเอยกับคุณพินัยก็ห่างกันอยู่ คิงก็น่าจะรีบแทรก อย่างเด็กนั่นถ้าถูกฉันปั่นหัวนิดหน่อยก็อาจจะหลงติดกับเรียกคิงไปเที่ยวกลางดึกก็ได้นะ” พลอยวางของในมือแล้วหันมามองน้องพร้อมกับข้อเสนอแววตาของเธอเปล่งประกายได้ชั่วครู่ก็วูบลงเมื่ออีกฝ่ายปฏิเสธ

“ไม่มีทาง” วินพูดจบก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจเสียงพี่สาวที่ลอยตามมา

“ไอ้น้องไร้ประโยชน์”

 

เอยนั่งทานข้าวเช้าบนโต๊ะยาวเพียงลำพัง เพราะคนที่เคยนั่งกินด้วยกันออกไปทำงานตั้งแต่เช้า แม้ว่าข้างกายจะมีคนยืนรอรับใช้แต่ก็ไม่ทำให้เธอหายเหงาได้ ชายวัยห้าสิบสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินทับเสื้อเชิ้ตสีขาวเดินเข้ามาหาเอยแล้วหันไปมองคนรับใช้ส่งสัญญาณให้ไปที่อื่น

เมื่อเห็นทุกคนออกไปหมดแล้ว พ่อของเอยจึงพูดคุยตามประสาพ่อลูกด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก สีหน้าไม่ค่อยดีเลย”

“เอย…” เอยพูดอะไรไม่ออกแล้วถอนหายใจ เพราะเธอก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตัวเองรู้สึกยังไง

“ถ้าเหงา ก็กลับมานอนห้องเดิมของเราก็ได้นะ” พ่อของเอยที่ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ดูแลบ้านลูบหัวลูกสาวอย่างอ่อนโยน

“พ่อ” เอยนิ่ง มองหน้าพ่อน้ำตาคลอก่อนที่จะกอดเอวคนตรงหน้า คำพูดของพ่อปลดล็อกทำลายความแข็งกร้าวในใจออกไปจนหมดสิ้น

“ทำไมเขาถึงไม่คุยกับเอยเลย ไม่ดูแล ไม่ถามไถ่ ฮึก ฮือ…” เสียงสั่นเครือพร้อมกับเสียงสะอื้นออกมาจากปากสาวน้อย

“เขาไม่สนใจไม่เป็นไร มีพ่ออยู่ทั้งคน เอยของพ่อเข้มแข็งจะตาย” พ่อของเธอยิ้มแล้วคลายอ้อมกอดก่อนที่จะเอาผ้าเช็ดหน้าปาดน้ำใสๆ บนหน้าของเธอ

“พ่อ เอยรักพ่อนะคะ” เอยร้องไห้หนักกว่าเดิมและกอดพ่อแน่นขึ้น

“พ่อก็รักลูก” พ่อลูบหลังปลอบโยน

<< บทที่ 12 บอดี้การ์ดส่วนตัวบทที่ 14 พักผ่อน >>

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image

ข้ามไปยังทูลบาร์