บทที่ 18 จอง

บทที่ 18

จอง

                ความมืดเข้าปกคลุม ธีรเดชไปหาหมอหลังจากกลับสถานีตำรวจเพราะต้องนำใบแจ้งความให้หมอตรวจยืนยันบาดแผล คู่หมั้นของเขาฟังคำแนะนำจากหมออย่างตั้งใจ แม้จะเคยพูดว่าไม่สนใจก็ตาม

 

“เดี๋ยวนายกินยาเลยนะ ถึงบ้านจะได้กินข้าว” เอยเอายาก่อนอาหารใส่มือธีรเดชแล้วหยิบขวดน้ำขึ้นมาจากถุงผ้าในขณะที่คนขับรถกำลังถอยรถ

“…” หนุ่มหล่อเอาแต่มองเอย เพราะเขาไม่เคยเห็นเอยดูแลใครนอกจากนาวาซึ่งหาดูได้ยาก เขากลัวว่าถ้าละสายตาไปแล้วจะไม่เห็นเด็กแสบในมุมแบบนี้อีก

“กินสิ มัวแต่ยิ้มอยู่ได้” เอยพูดอีกครั้งเมื่อเห็นคู่หมั้นไม่ยอมทำตามสั่ง ธีรเดชไม่พูดอะไร เขาทานยาและรับน้ำจากเอยมาดื่มทันที

“เป็นใบ้หรือไง ทำไมไม่เห็นนายพูดอะไรเลย” เอยแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ ปกติแล้วคนตรงหน้ามักพูดชวนโมโหประจำ

“ฉันกลัว” ธีรเดชมองหน้าเอยแล้วส่งขวดน้ำให้

“กลัวอะไร” เอยเอาขวดน้ำเก็บใส่ที่เดิม

“กลัวว่า ถ้าฉันพูดอะไรไม่เข้าหู เธอจะไม่ดูแลฉันอย่างที่กำลังทำ” ธีรเดชยิ้ม ส่งสายตาหวานให้เอย ทำให้ผู้ถูกกระทำรีบหลบสายตาเพราะกลัวถูกจับได้

“เห็นใครเจ็บฉันก็ดูแลทั้งนั้นแหละ” เอยแอบอมยิ้มก่อนที่จะปั้นหน้าปกติ เพชรและหินมองตากันอย่างรู้ใจ

 

ธีรเดชนอนบนเตียงภายในห้องนอนสีดำ คนรับใช้ยกอาหารและถังน้ำขนาดเล็กมาให้ พวกเธอวางอาหารลงบนโต๊ะก่อนที่จะเดินออกไป หนุ่มหล่อทำหน้าเรียบเฉยก่อนที่จะยิ้มเมื่อเห็นเอยเดินเข้ามาพร้อมกับโถน้ำแข็ง

“พ่อบอกให้ฉันมาดูแลนาย” เอยปั้นหน้านิ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยิ้มจึงหันไปทางอื่น

“เข้ามาใกล้ๆ สิ ฉันไม่ทำอะไรหรอก” ธีรเดชยิ้มอย่างเป็นมิตร

เอยตัดสินใจวางโถใกล้ถังน้ำ นำผ้าขนหนูจุ่มน้ำใส่น้ำแข็งแล้วบิดมัน นั่งลงบนเตียงเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอไม่ได้กลัวเขา ธีรเดชแกะผ้าพันแผลบนใบหน้าออก

“ดีนะที่ดังไม่หัก ไม่อย่างนั้นหมดหล่อแย่” เอยนั่งลงบนเตียง เอาผ้าขนหนูค่อยๆ ประคบโหนกแก้มหนุ่มหล่อ

“เธอกำลังชมว่าฉันหล่อ” ธีรเดชยิ้ม โดยที่ไม่รู้ว่ารอยยิ้มของเขาทำให้อีกคนทำตัวไม่ถูก

“หลงตัวเอง” เอยเผลอยิ้มเล็กน้อย หันมองไปทางอื่น

“ไม่เห็นเธอมองฉันเลย ไม่กล้าสบตาฉันเหรอ” ธีรเดชรีบจับมือเอยและใช้มืออีกข้างหนึ่งโอบเธอไว้เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะถอนมือออก

“นี่นาย” เอยขัดขืน แต่ยิ่งขัดขืนก็ยิ่งถูกรัดแน่นจนใบหน้าเขาและเธอใกล้กัน ทำเอาหัวใจหญิงสาวเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะ

“เปล่า ฉันแค่ไม่อยากเห็นหน้าบูดเบี้ยวของนายต่างหาก” เอยหันไปทางอื่นทำให้แก้มสาวใกล้กับริมฝีปากคู่หมั้น

“ฉันรักเธอ แล้วเธอล่ะ รักฉันหรือเปล่า” ธีรเดชหอมแก้มหญิงสาว เมื่อผู้ถูกกระทำรู้ตัวก็หันมามองคนตรงหน้า

สายตาเอยไหววูบเมื่อสองตาประสานกัน

“นี่นายจะแกล้งอะไรฉัน หรือว่าพูดเพราะแรงยุของคนในบ้าน” เอยได้สติจึงเลิกคิ้วหันไปทางอื่น

“ฉันไม่ได้แกล้งนะ ฉันพูดจริง แล้วเธอล่ะ รักฉันหรือเปล่า เธอยังไม่ตอบฉันเลย”

“ไม่” เอยตอบสั้น แม้ว่าในใจจะคิดตรงกันข้ามก็ตาม

“รัก พูดว่ารักสิ ถ้าไม่พูดฉันจะ…” ชายหนุ่มมองใบหน้าเอยก่อนที่จะมองหน้าอก

“นายจะทำอะไร” เอยขมวดคิ้วมองตามธีรเดชถึงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดไม่ซื่อ

“ฉันก็จะ ปล้ำ” ธีรเดชยิ้มเจ้าเล่ห์

เอยหน้าแดงเป็นลูกตำลึงเมื่อได้ฟังคำตอบ ตาขี้เก๊กหน้าบวมแล้วยังทำหื่นอีก

“จะบอกหรือไม่บอก”

“ไม่” เอาทำเสียงแข็งตอบทันควัน

“แสดงว่าอยากให้ปล้ำ” ธีรเดชฉีกยิ้มทำท่าจะหอมต้นคอเอย

“บอก ฉันบอกก็ได้” ผู้ถูกกระทำหลับตาปี๋รีบตอบทันที ชายหนุ่มจึงหยุด เอยหน้าแดงก่อนที่จะตอบออกไป “ฉัน…ฉันรักนาย ปล่อยได้หรือยัง”

“ยัง” ธีรเดชอมยิ้มหันแก้มให้ “หอมแก้มฉันก่อนสิ”

“ได้ หลับตาก่อนสิ” เอยยิ้มหวาน

ธีรเดชยอมหลับตาคลายอ้อมกอดรอรับจุมพิต แต่เอยกลับเอาหมอนดันหน้าเขาออกไป ชายหนุ่มร้องเสียงหลง ปล่อยเอยออกจากพันธนาการ

“โอ๊ย” หนุ่มหล่อเอาหมอนออกจับใบหน้าตัวเอง

“ฝันไปเถอะ ตาขี้เก๊ก” เอยพูดก่อนที่จะวิ่งหนีออกจากห้อง

“ยัยเด็กปากแข็ง” ธีรเดชยิ้ม

 

เช้าวันต่อมา ใบหน้าของธีรเดชเริ่มบวมอย่างเห็นได้ชัด เอยเอาผ้าห่อไข่แล้วประคบให้คู่หมั้นพลางหัวเราะ

“หน้านายบวมเหมือนศพเลย” เอยไม่หยุดหัวเราะในขณะที่ธีรเดชทำหน้าเซ็ง

“พอแล้ว เดี๋ยวฉันทำเองดีกว่า” ธีรเดชเอาผ้าห่อไข่จากมือเอยมาประคบโหนกแก้มตัวเอง หญิงสาวยิ้มแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่คนรับใช้จะเดินเข้ามา

“คุณสามาขอพบค่ะ ไม่ทราบว่าคุณธีร์จะให้เข้ามาเลยไหมคะ” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีน้ำเงินซึ่งเป็นฟอร์มของคนรับใช้พูด

“ให้เข้ามาเลย” ธีรเดชยิ้มดีใจซึ่งเป็นปกติของคนไม่สบายก็อยากให้ใครสักคนมาเยี่ยมเป็นธรรมดา แต่เอยกลับรู้สึกเจ็บแปลบในรอยยิ้มนั้น

“เดี๋ยวฉันไปต้อนรับครูสาก่อนนะ” เอยรีบรุดออกไป คนอย่างครูสาใครก็อยากอยู่ใกล้ ถึงแม้ทั้งคู่จะเคยบอกว่าเขาไม่คิดอะไรกัน แต่ธีรเดชก็ยอมบาดเจ็บเพื่อให้ครูสาปลอดภัย เธอรู้สึกเกลียดตัวเองที่มีความรู้สึกแบบนี้

 

“สวัสดีค่ะ ครูสา” เอยยิ้มก่อนที่จะยกมือไหว้เมื่อเห็นครูสาเดินเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์

“สวัสดีค่ะเอย พินัยเป็นยังไงบ้าง” ครูสาในชุดกระโปรงยาวรับไหว้แล้วยกกระเช้าผลไม้ให้เอย

“ก็สบายดีนะคะ ตาขี้เก๊กคงดีใจที่คุณครูมา เชิญคุณครูข้างบนเลยค่ะ” เอยหมุนตัวทำท่าจะเดินแต่ครูสาพูดบางอย่างทำให้เธอต้องหยุด

“เดี๋ยวรอแฟนครูก่อน พอดีเขากำลังเอารถไปจอด นั่นไงมาพอดีเลย” หนุ่มอ้วนเดินเข้ามาด้วยชุดกางเกงขายาวเสื้อเชิ้ตลายตารางดูสุภาพเป็นพิเศษ สาเดินเข้าไปดึงแขนสามีทำให้เอยเริ่มรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยครูสาก็ยังรักสามี แต่ใจของธีรเดชล่ะ จะตัดใจจากคนรักเก่าได้จริงหรือเปล่า

“เชิญข้างบนค่ะ” เอยยกมือไหว้แขกผู้ชาย พยายามปิดบังความรู้สึกภายในด้วยรอยยิ้มแล้วเดินนำขึ้นบันไดไป

 

เอยเปิดประตูให้ครูสาและสามีของเธอ ชายอ้วนหยุดไม่ยอมเดินต่อ สาจึงดึงแขนสามีให้เข้ามาใกล้ๆ ธีรเดชยิ้มต้อนรับคนซึ่งเพิ่งเดินเข้ามา

“พินัยเป็นไงบ้าง โหหน้าบวมขนาดนี้เลย” สาทักเมื่อเห็นใบหน้าธีรเดชชัดเจน

“นี่สาจะมาวิจารณ์หน้าผมใช่ไหม” ธีรเดชทำหน้าบูด

“แหม สาก็แค่เป็นห่วง แฟนสาเขาอยากมาขอบคุณพินัย” สาพูดในขณะเกาะแขนสามี

“ผมขอบคุณที่คุณช่วยภรรยาของผม” ชายอ้วนพูด ผู้ฟังมองออกว่าผู้พูดยังรู้สึกข้องใจในความสัมพันธ์ของสากับเขา

“อันที่จริง ผมต้องขอโทษคุณมากกว่า ถ้าเอยถูกจับผมคงทนไม่ไหวแน่” ธีรเดชยิ้มก่อนที่จะส่งสายตาหวานให้เอย ทำเอาผู้ถูกกระทำหน้าแดงจนไปไม่เป็น

“แหม…น่าอิจฉาจังเลยนะ” สายิ้มจากใจจริง

“ผมเห็นคุณรักกันผมก็ดีใจ แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงรู้ว่าสาเคยเป็นอะไรกับคุณ” ชายอ้วนทำหน้าเครียด คำถามนั่นเป็นคำถามที่ค้างคาใจเอยเช่นกัน แต่เอยไม่กล้าถาม เพราะกลัวธีรเดชจะรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง การสร้างกำแพงทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย

“คือ…” ธีรเดชรู้สึกหนักใจมองหน้าสาคล้ายกับหาตัวช่วย

“สงสัยเพราะสาเรียกชื่อเก่าของพินัยตอนไปหาที่นาวากรุป คนก็เลยสงสัยกัน” สารีบตอบแทนเพราะเห็นใจแฟนเก่าซึ่งกำลังถูกคาดคั้น

“ใช่ ทรงพลเป็นผู้บริหารใหญ่รองจากผม และก่อนหน้านี้เขาก็มีอำนาจมาก พนักงานที่เข้ามาเขาก็เป็นคนจัดการทั้งนั้น อาจจะมีคนบอกทรงพลก็ได้” ธีรเดชรีบเออออห่อหมก

“สาไปหาคุณธีรเดชที่นาวากรุปเหรอ” ชายอ้วนหรี่ตาพูดเสียงเรียบ

“สาขอโทษ พอดีสามีธุระแถวนั้นก็เลย…” สาแสดงสีหน้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง

“เอาล่ะ เอาเป็นว่าผมเชื่อใจสา และผมก็เชื่อมั่นว่าสาอยู่กับผมเธอจะมีความสุขมากกว่าอยู่กับคุณ” ชายอ้วนตอบ สารู้สึกโล่งใจที่เขาเข้าใจ ถึงผู้ชายคนนี้จะไม่หล่อ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่เขารู้จักเอาอกเอาใจซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ค่อยได้รับจากธีรเดช เอยยืนมองครูสาจับมือสามีแล้วยิ้มให้กัน

“คุณคิดถูกต้องแล้วครับ” ธีรเดชยิ้มรับ

 

“นายไม่โกรธแฟนครูสาเหรอที่เขาพูดแบบนั้น” เอยพูดในขณะที่กำลังประคบร้อนให้ธีรเดชหลังจากที่ครูสาและสามีกลับไปแล้ว

“พูดอะไร?” ธีรเดชถามเพราะเขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนรักของแฟนเก่าพูดอะไรให้ชวนโมโห

“ก็…พูดว่า ครูสาจะมีความสุขมากกว่าอยู่กับนายไง” เอยกลอกตาไปทางอื่น ธีรเดชเริ่มเข้าใจว่าเวลาถ้าคู่หมั้นสนใจเรื่องอะไรมักจะกลอกตาหรือหันไปทางอื่น

“ไม่เห็นจะต้องโกรธ ก็มันเป็นความจริง ถ้าสาอยู่กับฉันมีความสุขก็คงไม่ไปหาเขาหรอก” ธีรเดชพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาไร้ซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ ไม่เหมือนตอนที่เธออยู่กับเขาที่ทะเล ตอนนั้นเขาเศร้าเหมือนจะร้องไห้

“นายต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ทำทองไม่รู้ร้อน ทั้งที่เขาหยามนายแบบนั้น” เอยขมวดคิ้ว

“เรื่องของความรัก มันไม่มีใครดีกว่าใคร มันไม่ใช่เรื่องเปรียบเทียบ มันเป็นเรื่องของความสุข ความพอใจ ไม่ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ มันเป็นความพอดีระหว่างคนสองคน รอให้เธอโตขึ้นก็จะรู้เอง” ธีรเดชส่งยิ้มอบอุ่น

“ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย” เอยทำหน้าบูด

“เอย ฉันทำลายกำแพงของฉันแล้วนะ แล้วเธอล่ะ จะทำลายกำแพงให้ฉันเข้าไปหรือเปล่า” ธีรเดชมองหน้าเอยพร้อมกับส่งยิ้ม

“ไม่” เอยปฏิเสธทั้งๆ ที่ยังคงหน้าแดง

“ไม่เสียดายเหรอ ถ้าฉันเปลี่ยนใจไปคบกับคนอื่น จะมาเสียน้ำตาที่หลังไม่ได้นะ” ธีรเดชแกล้งเย้าหยอก

“เรื่องของนายสิ” เอยยังคงปากแข็ง ในขณะที่ธีรเดชเอื้อมมือหยิบมือถือซึ่งวางอยู่บนที่นอนแล้วสัมผัสหน้าจอทำเหมือนพิมพ์อะไรบางอย่าง

“ฉันขอสถานะเป็นแฟนเธอในเฟซบุ๊กแล้ว ถ้าเธออยากจองฉันก็กดรับก็แล้วกัน ฉันขอตัวนอนก่อนนะ” ธีรเดชพูดจบก็วางมือถือลงบนที่นอนตามเดิมก่อนที่จะเอนตัวลงหันหน้าไปทางอื่น เอยมองท่าทางเมินเฉยของชายหนุ่มก่อนที่จะใช้ความคิดแล้วเดินออกไป

**********

 

เช้าในวันเดียวกัน ภายใต้มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร นักศึกษาจำนวนหนึ่งยังคงเข้าออกแม้ว่าจะเป็นช่วงปิดเทอม อาจมาทำกิจกรรมกลุ่ม ส่งงาน หรือตามสอบเก็บตก ไม่ว่าเหตุผลคืออะไรก็ตามแต่ก็มี จุดประสงค์เดียวกันคือคะแนน

วินเดินตรงไปยังหน้าอาคารคณะบริหารธุรกิจ ก่อนที่จะเห็นมิ้นสาวผมสั้นหน้าสวยกำลังตั้งใจเขียนรายงานอยู่ ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่เห็นคนหลายคนอยู่บริเวณนั้น แต่เขากลับไม่เห็นใคร นี่สินะ ที่นักจิตวิทยาเคยบอกว่าคนเรามักจะเห็นแต่สิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น บ้าจริง อยู่ดีๆ ขามันก็ไม่ขยับเสียอย่างนั้น เกิดดื้ออะไรตอนนี้ นี่ขนาดเธอยังไม่หันมองมายังใจสั่นขนาดนี้ ถ้าได้ใกล้ชิดมีหวังหัวใจวายกันพอดี ทำไมไม่เดินเข้าไปล่ะ ไปสิ โอกาสดีทองเช่นนี้จะหาได้ที่ไหนอีก

เขาคงใช้เวลาตัดสินใจนานเกินไป ภาพสิ่งที่เขากลัวเริ่มเกิดขึ้นในหัว

“สวัสดีมิ้น นั่งคนเดียวเหรอ” วินยิ้มแก้มปริเดินเข้าไปทักทาย

“เห็นว่านั่งหลายคนหรือไง ” มิ้นทำลอยหน้าลอยตา

วินสลัดภาพออกจากหัวไปให้หมด แต่มันก็เกิดขึ้นอีก

“สวัสดีมิ้น นั่งคนเดียวเหรอ” วินยิ้มแก้มปริเดินเข้าไปทักทาย

มิ้นลุกขึ้นเดินจากไปอย่างไม่แยแส

บ้าจริง ทำไมในสมองมันคิดแต่เรื่องเลวร้ายนักนะ

วินถอนหายใจก่อนที่จะทำท่าเดินขึ้นอาคาร แต่มิ้นเอ่ยทักพอดีเขาจึงหยุด

“พี่วิน มาทำอะไรเหรอคะ” มิ้นตะโกนเรียก ขาของวินหยุดเดินโดยอัตโนมัติ ร่างสูงหมุนตัวเงยหน้ามองมิ้นที่กำลังยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“เดี๋ยวพี่ขึ้นไปส่งงานครูก่อนนะ เดี๋ยวพี่มา” วินยิ้มอย่างมีกำลังใจ สูดหายใจเข้าลึก ปล่อยมันออกมา แล้วขึ้นบันไดไป มิ้นยิ้มตอบก่อนที่จะนั่งทำงานต่อ ใช้เวลาเพียงไม่นานเธอก็เห็นวินเดินก้มหน้าเกาหัวลงบันไดมา นี่ถ้าเธอเป็นคนหลงตัวเองคงคิดว่าวินกำลังอายเธอ แต่จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ก็วินชอบเอยตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

“พี่มาส่งงาน แล้วมิ้นล่ะ มาทำอะไร เอยไม่มาด้วยเหรอ” วินยืนทำท่าเก้กัง

“นั่งก่อนสิ ไม่เมื่อยเหรอ พี่วินตลกจัง ทำเหมือนม้านั่งเป็นเก้าอี้ห้องอธิการบดีอย่างนั้นแหละ” มิ้นพูดวินจึงนั่งลง นักศึกษาสาวยิ้มแล้วพูดต่อ

“เอยทำรายงานเสร็จแล้ว เหลือแต่มิ้นนี่แหละ พี่วินคงจะเสียดายสิ ที่เอยไม่มา” มิ้นยิ้มเจ้าเล่ห์

“ไม่หรอก ถึงไม่มีเอยพี่ก็จะอยู่เป็นเพื่อนมิ้นจนกว่ามิ้นจะทำงานเสร็จ” วินยิ้มหวาน

“ทำไมพี่วินต้องทำขนาดนั้นด้วย หรือว่าเพราะต้องการให้มิ้นเชียร์พี่ให้เอย ขอบอกเลยนะ ว่าไม่สำเร็จหรอก ดูท่าทางเอยจะใส่ใจฝ่ายนั้นมากกว่า” มิ้นพูดไปเขียนตัวหนังสือใส่สมุดไป

วินใช้ความคิด มิ้นเข้าใจผิดจริงๆ ด้วย มันแน่นอนอยู่แล้ว ก็เขาวางแผนตีสนิทเอยตลอดมา จะเข้าใจแบบนั้นมันก็ไม่แปลก แต่ถ้าจะบอกความจริงตอนนี้ มิ้นจะยอมให้เขานั่งอยู่ตรงนี้หรือเปล่า อย่างน้อยเขาก็อยากยื้อเวลาให้นานที่สุด

“มิ้นพูดอะไรให้พี่ไม่สบายใจหรือเปล่าคะ” มิ้นพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ

“ไม่ มิ้นไม่ได้พูดอะไรผิด ที่จริงพี่มีเรื่องจะบอกมิ้น แต่พี่กลัวว่ามิ้นจะเกลียดพี่” วินยิ้มหน้าเจื่อน

“แสดงว่า พี่ทำเรื่องอะไรไม่ดีใช่ไหม” มิ้นยกปากกาชี้ชายหนุ่มตรงหน้า เล่นบทอาจารย์ฝ่ายปกครองแล้วยิ้ม

“มันก็ใช่ แต่พี่อยากอยู่กับมิ้นจนกว่ามิ้นจะทำรายงานเสร็จ”

“เอาที่พี่สบายใจเลยค่ะ” มิ้นหรี่ตาก่อนที่จะยกมือทั้งสองข้างแล้วเขียนงานต่อจนตะวันตรงเหนือหัวพอดี มิ้นปิดหนังสือแล้วเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดก่อนที่จะปลุกชายหนุ่มที่กำลังฟุบหน้าหลับบนโต๊ะ

พิลึกคน จะมานั่งเซ็งทำไม หรือว่าเขามีเรื่องไม่สบายใจเลยไม่อยากกลับบ้านกันนะ

“พี่วิน” มิ้นเขย่าแขนเรียก

“ทำงานเสร็จแล้วเหรอ” วินสะลึมสะลือหันรีหันขวาง เหมือนสติยังไม่เข้าที่

“ยังไม่เสร็จแต่ก็ใกล้แล้ว มิ้นจะไปกินข้าว กลัวพี่ตื่นมาแล้วไม่เจอใครก็เลยปลุก พี่กลับไปก่อนก็ได้นะ อยู่เฉยๆ น่าเบื่อจะตาย”

“มิ้นจะไปโรงอาหารเหรอ พี่ไปด้วยสิ” วินตาโตแล้วลุกขึ้น มิ้นยิ้มตอบก่อนที่จะพากันไปโรงอาหาร

 

ภายในโรงอาหาร วันนี้คนมีจำนวนไม่มาก ร้านค้าจึงเปิดเพียงไม่กี่ร้าน ข้าวราดแกงวางอยู่ตรงหน้าของวินและมิ้นพร้อมรับประทาน

วินมองมิ้นที่กำลังตั้งใจกินข้าวแล้วครุ่นคิดภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

จะสารภาพตอนนี้ดีไหมนะ หัวใจวินเต้นโครมคราม เขากดหน้าอกตัวเองเพราะกลัวว่ามันจะดังจนคนตรงหน้าได้ยิน

มิ้นเงยหน้าขึ้นระหว่างเคี้ยวอาหาร เมื่อเห็นวินก็รู้ว่าเขากำลังมองตัวเธออยู่

“พี่วินไม่กินข้าวเหรอคะ” มิ้นถาม เธอเริ่มสงสัยพฤติกรรมของวิน หรือว่านายวินกำลังขายขนมจีบเพราะกินแห้วจากเพื่อนเธอกันแน่

“กินครับกิน” วินตื่นจากภวังค์พยักหน้าก่อนที่จะทานข้าว

“มิ้นชอบกินน้ำส้มเหรอ” วินมองของเหลวในแก้วตรงหน้า

“มิ้นก็กินได้ทุกอย่างแหละ ไม่เหมือนเอย รายนั้นชอบกินโกโก้” มิ้นขยับหลอดแทงน้ำแข็งแล้วดื่มน้ำในแก้วจนหมด

“ไปหน้าอาคารกัน จะได้เสร็จเร็ว” มิ้นเดินนำโดยมีวินเดินตาม พวกเขาถึงจุดหมายในเวลาไม่นาน

มิ้นหยิบสมุดหนังสือและเครื่องเขียนทั้งหมดขึ้นบนโต๊ะ

“กำหนดส่งวันไหนเหรอ”

“วันนี้ก่อนเที่ยงคืน” มิ้นพูดทั้งที่ยังจดข้อความลงกระดาษ

“แล้วเอยไม่เป็นไรเหรอ ไม่มาทำน่ะ”

“เอยทำเสร็จแล้ว เหลือแต่มิ้นนี่แหละ เรานัดกันจะไปเที่ยวต่อ” มิ้นยังคงเขียนอย่างขะมักเขม้น จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ในที่สุดมันก็เสร็จเรียบร้อย

“เสร็จแล้ว” มิ้นยิ้มแก้มปริก่อนที่จะหักข้อนิ้วตัวเองเสียงดัง จนวินต้องร้องโหพลางหัวเราะ

“พี่วินมีอะไรจะคุยกับมิ้นคะ บอกตอนนี้เลย มิ้นฟังอยู่” มิ้นแสดงสีหน้าจริงจัง

วินหุบยิ้มก่อนที่จะทำหน้าจริงจัง ทำให้มิ้นต้องเตรียมใจ เพราะคิดว่าวินกำลังพูดเรื่องร้ายแรงอะไรบางอย่าง

“ความจริงแล้ว วันนี้พี่ไม่คิดว่าจะได้เจอมิ้นอีก วันสอบก็มีปัญหาหลายอย่าง จนลืมทำเรื่องสำคัญไป…” วินหน้าแดงแล้วหลบตา

“จบคำนำเข้าสารบัญเริ่มเนื้อหาค่อยคุยกับมิ้นแล้วกันนะ ล้อเล่น พี่รีบพูดเข้าเรื่องเถอะ มิ้นเกร็งจะแย่อยู่แล้ว” มิ้นแกล้งทำเป็นเก็บของ เมื่อเห็นวินหน้าเจื่อนจึงเฉลยว่าเธอแค่แหย่เขาเล่น

“คือพี่ชอบมิ้น” วินพูดเสียงเบา

“หา? อะไรนะ” มิ้นได้ยินไม่ชัดจึงถามอีกครั้งแล้วเอียงหูฟัง

“พี่ชอบมิ้น” วินหน้าแดงราวกับลูกตำลึงจนอีกฝ่ายสังเกตเห็น

“เดี๋ยวนะ พี่ชอบเอยไม่ใช่เหรอ หรือว่าจีบเอยไม่ติดเลยหันมาจีบมิ้นแทน” มิ้นขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ถึงเธอจะประทับใจในความหล่อ แต่มันไม่ถึงกับทำให้หลงใหลได้ปลื้มจนลืมมองเห็นความเป็นจริง

“พี่ไม่ได้ชอบเอยตั้งแต่แรก อันที่จริงพี่เป็นเจ้าของบริษัทชิปปิ้งที่ติดต่อกับนาวากรุป ที่พี่ตีสนิทกับเอยเพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจ พี่คิดว่าคนอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานก็รักกันไปเอง” วินหยุดยิ้มทำหน้าสลดเมื่อเห็นท่าทางของคนตรงหน้า

“แล้วพี่ก็โกหกเรื่องพี่รหัส ดีนะที่เอยไม่ได้ชอบพี่ เอยคิดถูกแล้วที่ไม่ไว้ใจพี่” มิ้นพูดทันควัน สีหน้าของเธอดูไม่พอใจ แน่นอน ไม่มีใครชอบคนที่ล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นโดยเฉพาะ เพื่อนสนิทของเธอ

คำพูดนั้น เป็นเหมือนคำตอบชัดเจนแล้ว ว่ามิ้นไม่ได้คิดอะไรกับเขา มากไปกว่า คนรู้จัก

“พี่ขอโทษ ขอบคุณที่อยู่คุยกับพี่ หลังจากวันนี้ มิ้นคงไม่ได้เจอหน้าพี่อีกแล้ว พี่แค่อยากให้มิ้นรู้ไว้ว่า พี่ชอบมิ้น” วินน่าเศร้าแล้วรีบลุกขึ้น

“พี่ขอโทษเอยดีกว่า” มิ้นพูดเสียงแข็ง

วินหยุดฟังแล้วเดินคอตกจากไป อย่างน้อยเขาก็เตรียมใจไว้แล้ว แต่ทำไมมัน …โคตรเจ็บ

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้องนอนสีชมพูตกแต่งไปด้วยลายการ์ตูนสุดน่ารัก มิ้นสาวหน้าใสในชุดนอนกระโปรงสีขาวถอดสายชาร์จแล้วหยิบมือถือขึ้นมาดู เลื่อนหน้าจอรับทักทายปลายสาย

“แหม ฉันโทรไปตั้งนาน เพิ่งโทรกลับนี่นะ” มิ้นเอ็ดเอยแล้วปิดหน้าต่างซึ่งสะท้อนภาพท้องฟ้ามืดยามค่ำคืน

/“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า โทรมาตั้งหลายสาย”/

“เธอรู้หรือเปล่าวันนี้ฉันเจอใคร”

/ “ใคร?”/

“พี่วิน” มิ้นนั่งลงบนเตียง

/ “เจอพี่วินที่ไหน ที่มหาวิทยาลัยเหรอ” / ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“ใช่ เดี๋ยวนะ เอยเรียกเขาว่าพี่ตั้งแต่เมื่อไร” มิ้นแปลกใจเมื่อเห็นเอยเพิ่มคำนำหน้า

/ “ก็… ตั้งแต่ตอนพี่เขาเลิกโกหก” / ปลายสายหยุดคิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ

“แสดงว่าเธอรู้” มิ้นถาม

/ “ใช่” / เอยตอบเสียงเรียบ

“ว่าเขาจีบเธอเพื่อผลประโยชน์นี่นะ” มิ้นถามย้ำเพื่อให้แน่ชัดว่าเป็นคำตอบเดียวกันกับที่เธอคิด

/ “อือ” / ปลายสายตอบทันควัน

“แล้วเธอก็ให้อภัยเขา”

/ “ก็ใช่” /

“บ้าไปแล้ว ทำไมง่ายแบบนี้ล่ะ ไม่น่าจะเป็นเอยเลยนะ” มิ้นขมวดคิ้วด้วยความสงสัย คิดว่าเพื่อนถูกวิญญาณแม่ชีเข้าสิงตั้งแต่เมื่อไร

/ “ไม่รู้สิ มันไม่มีอะไรต้องโกรธนี่นา เรื่องมันผ่านไปแล้ว ปล่อยไปเถอะ แล้วพี่วินก็ช่วยฉันและก็ครูสาด้วย” / เอยยิ้มเล็กน้อย

“ช่วยเรื่องครูสา? ช่วยอะไร” มิ้นถาม นี่เธอตกข่าวอะไรไป
/ “วันก่อนครูสาถูกจับ ก็ได้วินนี่แหละ บอกที่อยู่จนทุกคนตามไปช่วยไว้ได้ทัน” /

“ไม่เห็นเอยพูดถึงเรื่องนี้เลย เล่ามาให้หมดเลยนะ” มิ้นคาดคั้น

เอยกล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปัญหาในกิจการนาวากรุป จนถึงวันไปช่วยครูสา รวมถึงเรื่องคร่าวๆ ของพลอย มิ้นแอบน้อยใจเพราะเอยไม่ค่อยเล่าเรื่องส่วนตัวให้เพื่อนสนิทฟัง

“โอเค ในเมื่อเธอไม่โกรธพี่วิน ฉันก็จะให้อภัยเขา” มิ้นถอนหายใจยอมลดราวาศอก

/ “แล้วทำไมอยู่ดีๆ วินถึงสารภาพเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังด้วยล่ะ” /

“ก็… พี่วินเขามาสารภาพรักกับมิ้นน่ะสิ” มิ้นยิ้มเขินม้วนปลายผมตัวเอง

/ “สารภาพรัก! โห ยินดีด้วยนะมิ้น มิ้นชอบเขาไม่ใช่เหรอ” / น้ำเสียงปลายสายร่าเริงตื่นเต้นกว่าตอนแรก

“มิ้นก็แค่ชอบ แต่ให้เป็นแฟนไม่ได้หรอก มันไม่ถึงขึ้นนั้น คนสวยลำบากใจจัง” มิ้นเหยียดแขนบิดไปมา

/ “มันก็ไม่แน่หรอก ความรู้สึกคนเราเปลี่ยนแปลงตลอด เมื่อวานรัก วันนี้เกลียด พรุ่งนี้ไม่รู้ ไม่แน่ในอนาคตพี่วินกับเธอก็อาจจะเป็นคู่กันก็ได้นะ แล้วตอนที่เขาสารภาพ เธอตอบเขาไว้ว่ายังไง” /

“สงสัยฉันต้องโทรไปขอโทษเขาแล้วล่ะ” มิ้นใช้ความคิดก่อนที่จะตอบแล้วรีบวางสาย แล้วกดโทรหาวินทันที

 

บ้านหลังใหญ่ภายในบริษัทชิปปิ้ง

พลอยมองน้องชายที่กำลังนอนตาลอยไม่ยอมกินข้าวเย็นอย่างเป็นห่วง อาการของวินบอกพี่สาวได้อย่างชัดเจนว่ากำลังอกหัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครที่ฝ่าทะลุกำแพงในใจวินได้

คิดว่าไม่เจ็บแล้วนะ ดีแล้วที่ไม่ถลำลึกมากเกินไป

“คิง ไปเสียความบริสุทธิ์ให้ผู้หญิงคนไหนหรือเปล่า ทำท่าอย่างกับผู้หญิงเสียสาวอย่างนั้นแหละ” พลอยส่ายหน้าเมื่อเห็นวินนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ เอาแต่นอนเพ้อ

จนกระทั่งมือถือดังทำลายความเงียบ มันดังจนพลอยรำคาญต้องเดินไปหยิบมือถือดูชื่อคนโทรก่อนที่จะยื่นให้

“มิ้นโทรมา จะรับไหม”

“มิ้น!” วินทะลึ่งตัวลุกขึ้นนั่งแล้วคว้ามือถือมาดู

“ตกใจหมด” พลอยจับอกตัวเอง วินมองมือถืออยู่อย่างนั้นแล้วรีบเดินออกไปคุยมือถือข้างนอก

‘ท่าทางเปลี่ยนไปแบบนี้ แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อมิ้นล่ะสินะ’ พลอยยิ้มพลางส่ายหน้ากับความไม่ประสีประสาของน้องชายตนเอง

วินใจเต้นแรง เขาใช้มือสั่นเทาเลื่อนหน้าจอ

“สวัสดีครับ”

/ “สวัสดีค่ะ มิ้นโทรมารบกวนหรือเปล่า” / ปลายสายพูด

“มะ ไม่เลยครับ” วินพูดติดขัด

/ “มิ้นอยากจะขอโทษเรื่องวันนี้น่ะค่ะ ถ้าเอยไม่โกรธพี่วิน มิ้นก็ไม่รู้ว่าจะโกรธพี่วินไปทำไม” /

“แค่มิ้นไม่ปั้นปึ่งใส่พี่ พี่ก็ดีใจแล้ว” วินยิ้มอ่อน

/ “พี่วิน ถ้ามิ้นไม่พูดชัดเจน มันก็จะค้างคาไปอีก มิ้นขอบคุณที่พี่รู้สึกดีกับมิ้น แต่มิ้นยังไม่อยากมีแฟน เรายังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมได้ใช่ไหมคะ” /

“ครับ เรายังเป็นพี่น้องได้เสมอ ถ้ามิ้นมีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ” วินยิ้มแม้ว่าจะรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจก็ตาม

/ “ถ้าอย่างนั้นมิ้นไปนอนก่อนนะคะ พี่วินก็รีบนอนด้วยนะ” /

“ครับ”

ปลายสายวางหูทันทีที่วินขานรับ พลอยเดินเข้ามาตบบ่าน้องชาย วินหันมามองตาพี่สาวก่อนที่จะสวมกอดให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไร้คำพูด แต่เข้าใจกันได้ดี

**********

<< บทที่ 17 เอาคืนบทส่งท้าย รักหรือหลอก >>

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image

ข้ามไปยังทูลบาร์