บทที่ 2 พินัย

บทที่ 2

พินัย

 

ภายใต้ท้องฟ้ามืดมิด ไฟหลายดวงสาดส่องต้อนรับความสวยงามของดวงดาว รั้วสูงหรือความมืดไม่สามารถปิดกั้นความหรูหราสวยงามของคฤหาสน์สีขาวสไตล์ยุโรป ด้านหน้าของคฤหาสน์มีสวนจัดเป็นรูปวงกลมเพื่อให้รถหรูคันงามสะดวกในการกลับรถ ใจกลางวงกลมนั้นคือน้ำพุซึ่งประดิษฐ์ตกแต่งด้วยรูปปั้นเด็กทารกถือคันศรคล้ายกับกามเทพหลายตนท่ามกลางสวนดอกไม้

ธีรเดชลงจากรถเอาเสื้อสูทพาดบ่าด้วยอาการอ่อนเพลียเดินเข้าเรือนใหญ่หลังงาม หลังจากได้ยินว่าเอยพาเพื่อนผู้หญิงเข้ามาในบ้านจึงเดินขึ้นไปเคาะประตูห้องคู่หมั้น เมื่อเอยเปิดประตูและเห็นว่าเป็นธีรเดชจึงรีบปิดแต่ก็ถูกมือหนาดันทำให้ปิดไม่ได้ เธอจึงถอดใจยอมเปิดแต่โดยดี

“พาเพื่อนมาทำไมไม่บอกฉัน”

มิ้นซึ่งก่อนหน้านี้นอนอยู่บนเตียงได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้ามายกมือไหว้ ธีรเดชยิ้มรับเล็กน้อยตามมารยาท แต่ก็กลับมาทำหน้าดุใส่เอยทำให้มิ้นต้องเดินเข้ามาเกาะแขนเพื่อนด้วยความเกรงกลัว

“แฟนแกโกรธแน่เลย” มิ้นพูดเบากับเพื่อน

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เอยเดินออกไปหน้าห้องพร้อมกับธีรเดชแล้วปิดประตูเพราะไม่อยากให้เพื่อนได้ยินการสนทนา

 

“มีอะไรว่ามา” เอยทำลอยหน้าลอยตา

“คุยตรงทางเดินนี่เลยเหรอ” ธีรเดชมองซ้ายมองขวา

“แล้วจะให้คุยที่ไหน”

“ก็ที่เงียบๆ อย่างห้องฉันไง” ธีรเดชยิ้มแกล้งยั่วโมโห

“ทะลึ่ง” เอยหน้าแดงก่อนที่จะเดินนำคู่หมั้นลงไปยังห้องโถงซึ่งมีโซฟาขนาดใหญ่สีเทาวางเรียงเป็นกลุ่มล้อมรอบโต๊ะรับแขกอย่างสวยงาม “ที่นี่คงไม่มีปัญหานะ”

“อือ…เด็กคนนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร” ธีรเดชถามทันทีเมื่อนั่งลงบนโซฟาเช่นเดียวกับอีกฝ่าย

“มิ้น เป็นทายาทเจ้าของโรงแรมในพัทยากลาง”

“ชื่อโรงแรม” ชายหนุ่มถามทันควัน

“ฉันลืมไปแล้ว ถามแค่นี้ใช่ไหม” เอยหงุดหงิดแล้วรีบลุกขึ้น

“เดี๋ยว!” หนุ่มหล่อเอ่ยเสียงเข้ม

“อะไรอีก” เอยหยุดแล้วใช้เสียงเชิงรำคาญ

“คราวหลังถ้าจะเข้าห้องฉันเธอเข้าได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องหลบซ่อนหรอกนะ” ธีรเดชหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้เอยจนเธอต้องกลับไปนั่งอย่างเดิม มือทั้งสองข้างของเขากำลังค้ำพนักพิงที่เธอนั่งอยู่

เอยซึ่งกำลังนั่งอยู่ระหว่างอ้อมแขนของเขานิ่งไม่ตอบเมื่อเห็นอีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาจึงรีบก้มตัวลอดแขนฝ่ายตรงข้ามออกไปแล้วแลบลิ้นใส่ธีรเดชทันทีที่ออกมาได้

“แบร่ ตาขี้เก๊ก”

 

มิ้นลุกนั่งบนเตียงด้วยความเป็นห่วงเพื่อน จะให้เดินออกไปแอบดูก็ทำไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงเคาะ จึงรีบวิ่งไปเปิดจนเกือบชนประตู

“เป็นไงบ้าง โดนดุหรือเปล่า”

“ใครสน” เอยนั่งบนเตียงแล้วนอนกอดหมอนกอดหันหลังให้เพื่อน

“ฉันมีเรื่องอยากถาม แต่ไม่รู้ว่าจะถามดีไหม”

“ทำเป็นคนอื่นคนไกล อยากรู้อะไรก็ถามมาสิ” เอยพลิกตัวดันขึ้นนั่งหันหน้ามองเพื่อนซึ่งกำลังทำท่าลังเลอยู่

“ฉันพอจะรู้จากข่าวสังคมที่เขาคุยกันว่าเธอเคยเป็นคู่หมั้นของคุณนาวา อันนี้เรื่องจริงหรือเปล่า” มิ้นพูดเมื่อเห็นเพื่อนเปิดใจรับฟัง

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้”

“เรื่องมันเป็นไงมาไง ทั้งๆ ที่เธอเป็นลูกคนรับใช้ ทำไมถึงมาเป็นคู่หมั้นคุณนาวาได้ ขอโทษนะ ที่ฉันถามน่ะ” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังล้ำเส้นจึงพูดเบาลง

“ไม่เป็นไรหรอก ที่เธอพูดมันก็ถูก พี่น้ำคงถูกชะตาฉัน เราโตมาด้วยกัน” เอยลุกขึ้นนั่งบอกความจริงไม่หมด สาเหตุที่เธอต้องมาเป็นคู่หมั้นนาวาเจ้าของธุรกิจตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่เสียชีวิตด้วยเหตุเครื่องบินตก

“ยังไงก็แปลกอยู่ดี ไหนจะยกกิจการให้หลายล้านให้บอดี้การ์ด แล้วยังบังคับให้แต่งงานกับเธอที่เป็นคู่หมั้น แต่งงานอีก คุณนาวาคิดอะไรอยู่นะ” มิ้นนอนลง เอยจึงเอนหลังตามเพื่อน

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”

“แล้วคุณนาวาไม่มีญาติเลยเหรอ เอามรดกให้คนที่ไม่ใช่ญาติ ใครเขาจะยอม” มิ้นนอนตะแคงเอามือค้ำหัวคุยกับเพื่อนที่กำลังนอนหงาย

“ทีแรกฉันก็ห่วงเรื่องนี้ แต่ทนายเป็นคนลำดับญาติดู ก็เลยรู้ว่า ที่ดิน กิจการเป็นสมบัติของปู่ และพ่อก็เป็นลูกคนเดียว พี่น้ำก็เลยไม่มี ลุง ป้า หรือลูกพี่ลูกน้อง เหลือแต่ญาติที่แทบจะนับไม่ได้ กับญาติทางแม่ ซึ่งถ้าจะฟ้องเอามรดกก็ยากเอาเรื่อง”

“ถึงว่า คุณนาวาถึงเนื้อหอม ออกงานสังคมที คนจ้องตาเป็นมัน” มิ้นพยายามคิดตาม ในคำอธิบายแสนยาวยืดของเพื่อน

“นอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า” เอยลุกขึ้นไปปิดไฟ ทั้งคู่หลับตานอน แต่ก็มิวายชวนกันคุยหลายเรื่องจนดึก

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ~

เอยแอบพามิ้นขึ้นรถประจำทาง แทนที่จะขึ้นรถหรูเหมือนเคย ด้วยกระโปรงสั้นและเป็นสาวสวยผิวขาวทำให้ต้องเผชิญกับสายตาหื่นของนักศึกษาต่างสถาบัน

มิ้นซึ่งเป็นลูกคุณหนูตั้งแต่กำเนิดเกาะแขนเพื่อนอย่างระแวง โชคดีที่เพื่อนของเธอไม่กลัวคนพวกนั้นทำให้อุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง เธออดทนยืนนิ่งอยู่นาน เมื่อรถจอดหน้าป้ายรถประจำทาง นักศึกษาสาวจึงรีบลากเพื่อนลงจากรถแล้วพาเข้ามหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว

ทางเดินภายในมหาวิทยาลัยปูด้วยอิฐตัวหนอน ด้านซ้ายมือเป็นสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ ส่วนด้านขวามือมีสระน้ำและสวนหย่อมตรงหน้าอาคารสูง

“เฮอ ครั้งแรกเลยนะที่ต้องขึ้นรถเมล์ กลัวแทบแย่” มิ้นถอนหายใจหลังจากเข้าสู่เขตปลอดภัย

“มิ้นกลัวคนพวกนั้นด้วยเหรอ ไม่ต้องห่วง ถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันจะปกป้องเธอเอง” เอยตบอกตัวเองด้วยความมั่นใจเป็นเวลาเดียวกับลูกฟุตบอลกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

เอยล้มตามแรง เธอไม่เป็นอะไรมาก แต่แรงปะทะทำให้โลกหมุนจนมึนงง

“ใครแตะลูกบอลมา” เอยเอาแขนค้ำตัวเองพยายามลุกขึ้น พ่นเสียงสั่นอัดแน่นไปด้วยความแค้นเคือง

“น้องเป็นอะไรบ้างหรือเปล่า” วินเข้าไปประคองเช่นเดียวกับมิ้น

“นี่นายแตะบอลอัดใส่ฉันเรอะ!”

“คือ…”

“โอ๊ย!”

วินกำลังจะตอบแต่ดูท่าทางอีกฝ่ายจะรอไม่ไหว ชกกำปั้นเสยคางหนึ่งหมัด เขาล้มมองหน้าคู่กรณีซึ่งไม่ปรากฏความสำนึกอยู่ในนั้น

“หายกัน” เอยพูดจบก็เดินออกไปพร้อมกับเพื่อน

“เอย นั่นพี่รหัสของแกไม่ใช่เหรอ” มิ้นหันกลับไปมองวินซึ่งกำลังลุกขึ้นนั่ง

“เออ จริงด้วยถึงว่าหน้าคุ้น” เอยนึกขึ้นได้

“ฉันว่าแกกลับไปขอโทษเขาดีกว่าไหม” มิ้นเกาะแขนเอย

“ไม่ล่ะ สมควรโดนแล้ว บังอาจทำให้ฉันเจ็บ อย่างมากก็ตกกิจกรรม ซ่อมเอาที่หลังก็ได้” เอยขมวดคิ้ว แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีตัวเกะกะน่ารำคาญ

“จ้า แม่คนสวยเลือกได้” มิ้นเย้าหยอก

 

เอยและมิ้นลงจากอาคารเรียน นั่งเก้าอี้หินอ่อนใต้เงาร่มไม้ใหญ่รอคนมารับ อันที่จริงเธออยากกลับเองมากกว่า แต่ด้วยที่เธอไม่มีเงินจำนวนมากพอจึงต้องจำใจรอรถมารับ กลับพร้อมกับธีรเดชทุกวัน

เวลาผ่านไปสักพักก็มีคนกลุ่มหนึ่งลากเพื่อนเดินเข้ามา เอยมองด้วยความประหลาดใจแล้วทำเป็นไม่แยแสหันไปทางอื่น มิ้นซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างก็สะกิดให้เอยหันมามอง

“ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้เลย” เพื่อนในกลุ่มดันผู้ชายก่อเหตุมาด้านหน้า

“มีอะไรเหรอ” เอยหันมามองพูดเสียงแข็ง

“ผมเป็นคนเตะบอลโดนพี่เอง ต้องขอโทษด้วยนะครับ” ผู้พูดยกมือไหว้ด้วยความรู้สึกผิด

“แล้วทำไมไม่มาขอโทษตั้งแต่เช้า” เอยขมวดคิ้วนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ผมเดินไปแล้วแต่เห็นพี่กำลังมีเรื่องกับพี่วิน ผมเลยพูดไม่ออก” ผู้พูดมีน้ำเสียงอ่อนน้อมเกินที่เอยจะมีเรื่องได้ไหว

“เหรอ ไม่เป็นไร ฉันหายเจ็บแล้วล่ะ”

“ผมต้องขอโทษอีกครั้งด้วยนะครับ” พูดจบพวกผู้ชายก็พากันออกไปจากที่นั่น

“แย่แน่แก พี่วินไม่ได้ทำแกเจ็บนะ”

“รู้แล้วน่า” เอยยกหนังสือการ์ตูนขึ้นมาอ่าน มิ้นเห็นอย่างนั้นจึงดันหนังสือให้ต่ำลงจนเห็นหน้าคู่สนทนาได้ชัด

“รู้แล้วยังไง” มิ้นพูดจริงจัง

“เออ ก็ได้” เอยพูดก่อนที่จะเปิดโปรแกรมสนทนาแล้วพิมพ์ข้อความส่งวิน

/ “ขอโทษเรื่องเมื่อเช้าด้วย” /

“พอใจหรือยัง”

“พิมพ์แค่นี้ไม่พอ แกต้องไปขอโทษด้วยตัวเอง” มิ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับครูฝ่ายปกครอง

“แกรู้เหรอว่าเขาอยู่ไหน”

“ไม่เห็นยาก ก็ไปหาเขาที่ห้องสิ”

 

ภายในอาคารคณะบริหาร วินยิ้มหลังได้รับข้อความแล้วจับคางตัวเองเพราะยังรู้สึกตึงปวด เขาแกล้งไม่กดอ่านในโปรแกรม ชายหนุ่มเงยหน้าเห็นเอยและมิ้นอยู่ไกลๆ แต่ก็ทำเป็นมองไม่เห็น

“ฉันมาขอโทษเรื่องเมื่อเช้าน่ะ” เอยเดินเข้ามาหาวินอย่างไม่มั่นใจโดยมีมิ้นส่งกำลังใจอยู่ห่างๆ

“เหรอ” วินแกล้งไม่สนใจหันมาเก็บของใส่กระเป๋า

“ยังโกรธอยู่เหรอ” เอยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“มันก็น่าโกรธอยู่หรอก ตอนนี้พี่ยังไม่หายเจ็บเลย”

“ไหนดูซิ” เอยพยายามมองหน้าร่างสูงโดยเฉพาะริมฝีปาก แต่ผู้ถูกกระทำกลับเบี่ยงตัวหลบทำให้เธอต้องคว้าตัวเขาเพื่อให้หันมา “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรมาก ปากก็ไม่ช้ำ”

วินมองเอยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจนทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกประหลาด ต้องรีบถอยห่างจากเขา

“คงไม่เป็นไรมาก ฉันไปก่อนละกัน” เอยพูดจบแล้วทำท่าจะเดินไปหามิ้น

“เดี๋ยว เธอเลี้ยงหนังเลี้ยงข้าวเป็นการไถ่โทษละกัน” วินยิ้ม

“ก็ได้”

“ขอสองต่อสองด้วย ฉันไม่อยากรู้สึกอึดอัด”

เอยหยุดฟังแล้วพามิ้นออกมาโดยไม่พูดอะไร

 

ม้านั่งหลายกลุ่มจัดวางเป็นแนวยาว ตั้งอยู่ริมถนนซึ่งมีรอยขีดสีขาวแสดงเขตจอดรถ นักศึกษาใช้บริเวณนี้นั่งเล่นในช่วงเลิกเรียนเตรียมตัวกลับบ้าน

ธีรเดชยืนรอเอยที่จุดนัดพบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นคนที่รอเดินเข้ามาแล้วจึงเข้าไปนั่งในรถ

“ดูแลตัวเองด้วยนะ” มิ้นพูดด้วยความรู้สึกเป็นห่วง เมื่อเห็นหน้าเข้มของธีรเดช เอยพยักหน้าแทนคำตอบก่อนที่จะขึ้นรถไป

ความเงียบเข้าปกคลุมตลอดการเดินทางจนกระทั่งถึงจุดหมาย

“เดี๋ยวไปหาฉันที่ห้อง” ธีรเดชเดินนำโดยไม่หันมามอง เอยแลบลิ้นใส่

 

เวลาผ่านไปสักพัก เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เข้ามาเลยไม่ได้ล็อก” เจ้าของห้องตะโกน อีกฝ่ายเปิดประตูแต่ไม่ยอมเข้าข้างใน

“มีอะไรจะพูดก็รีบพูด” เอยถาม

“เข้ามาสิ หรือว่ากลัว” ธีรเดชยักคิ้วแกล้งยั่ว

“ทำไมฉันต้องกลัวด้วย” เอยเดินเข้ามาในห้อง เมื่อธีรเดชเห็นอย่างนั้นจึงเข้าไปปิดล็อกประตู ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกประหม่าพูดเสียงแข็ง “นายล็อกประตูทำไม!”

“กลัวจริงๆ ด้วย” ร่างสูงสบตาเดินเข้ามาใกล้

“เปล่า” เอยถอยหลังพลางหลบสายตา

“เมื่อเช้าทำไมแอบหนีไปเรียนคนเดียว”

“ไม่ได้ไปคนเดียวสักหน่อย มิ้นก็ไปด้วย”

“เธอก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร จะลงโทษยังไงดีนะ” ธีรเดชเดินเข้าหาในขณะที่เอยถอยหลังจนติดกำแพงหลับตาปี๋โดยอัตโนมัติ ในเวลานั้นเองเธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านริมฝีปาก เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าใกล้กำลังถอยห่างออกไป “ฉันขอจูบแรกเป็นการลงโทษก็แล้วกัน”

เอยรู้สึกเสียหน้า รีบดันหน้าอกฝ่ายตรงข้าม ตบไปหนึ่งฉาด

ธีรเดชหันหน้าไปตามแรงปะทะก่อนที่จะหันกลับมาแล้วพบว่าอีกฝ่ายน้ำตาไหล

“นายไม่ใช่จูบแรกของฉัน” เอยเช็ดริมฝีปากตัวเองก่อนที่จะวิ่งออกไป

‘เขาคนนั้นล่ะสินะ ที่เป็นจูบแรกของเธอ’ เป็นครั้งแรกที่ธีรเดชรู้สึกอิจฉาคนที่เทิดทูนที่สุด

 

กลุ่มตำรวจซุ่มจับโจรหน้ากระท่อมกลางป่า หนึ่งในนั้นมีตำรวจชั้นผู้น้อยที่สร้างผลงานปราบปรามยาเสพติดได้อย่างโชกโชน เมื่อกลุ่มคนในกระท่อมรู้ว่ามีตำรวจคอยดักซุ่มจึงเข้ายิง ทำให้เกิดการปะทะระหว่างตำรวจและผู้ร้าย

เสียงปืนหลายนัดดังไม่ขาดสายแล้วมันก็จบลงพร้อมกับการบาดเจ็บของฝ่ายอธรรม

หมวดพินัยตำรวจหน้าหล่อและกลุ่มเพื่อนเดินเข้าไปในกระท่อมเห็นเด็กหญิงและเด็กชายกลุ่มหนึ่งอยู่ในนั้น เหล่าผู้รักษาความยุติธรรมจึงนำตัวคนทั้งหมดไปขยายผล คนร้ายเข้าคุกเช่นเดียวกับเด็กหญิงและเด็กชายที่ต้องเข้าสถานพินิจ

เรื่องราวทั้งหมดเหมือนจะจบลงได้ด้วยดี แต่ว่าในเวลาไม่นานหมวดพินัยและพวกก็ได้ถูกฟ้องข้อหาข่มขืนกระทำชำเราระหว่างสืบสวน พวกเขาถูกจำคุกเนื่องจากหลักฐานแวดล้อม และการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ ทำให้พินัยต้องชดใช้กรรมที่ไม่ได้สร้าง

บิดาของเขามาเยี่ยมสม่ำเสมอ ต่างจากคนรักของเราที่มาหาในช่วงแรกเท่านั้น พินัยจึงถามบิดาด้วยความสงสัย แต่เมื่อเห็นท่าทางลำบากใจของผู้เป็นพ่อ เขาจึงเข้าใจโดยง่ายว่าเธอคงมีแฟนใหม่แล้ว

พินัยทำใจใช้ชีวิตหลังประตูเหล็กหนาภายใต้โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาเป็นเวลาสองปี จนกระทั่งวันหนึ่ง มีจดหมายจากบริษัทที่บิดาทำงานอยู่ส่งถึงเขา ซึ่งแน่นอนว่าก่อนหน้านั้นมันถูกเปิดผนึกเพื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มทรุดลงนั่งเมื่ออ่านข้อความจนจบ

พ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว…

ชายหนุ่มเสียใจมากที่ไม่สามารถทำอะไรได้แม้กระทั่งจะไปงานศพของพ่อ ตราบาปที่เขาไม่ได้ก่อกำลังตอกย้ำ

 

“พินัย มีคนมาเยี่ยม” ผู้คุมในชุดเครื่องแบบกากีพูด พินัยเดินตามเขาจนถึงประตูหนึ่ง ในห้องนั้นมีคนนั่งคุยโทรศัพท์อยู่หลายคนเช่นเดียวกับนอกห้อง พินัยเห็นกลุ่มคนใส่สูทที่ไม่คุ้นเคย คนที่ดูเด็กที่สุดยกหูโทรศัพท์ขึ้นฟังเหมือนกับพินัย เมื่อทั้งคู่นั่งประจันหน้า ทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าใบหน้าขาวของผู้นั้นดูหวานเกินกว่าที่จะเป็นผู้ชาย

/ “ผมชื่อ นาวา เป็นนายจ้างคุณพ่อของคุณ ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณพ่อของคุณเป็นคนดี ตั้งใจทำงานมาก” / บุคคลอายุยี่สิบซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพูด

“ครับ” พินัยหลบตาคู่สนทนาชั่วครู่ เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถปิดบังความรู้สึกโศกเศร้าได้

/ “ตอนนี้ผมจัดการเรื่องงานศพแล้วเหลือแค่เผาเท่านั้น ผมคิดว่าจะเก็บคุณลุงไว้สักร้อยวัน รอกว่าคุณจะออกมา” /

“ขอบคุณครับ ผมคงต้องขอให้คุณช่วยจัดการให้เสร็จเรียบร้อย ไม่ต้องรอหรอกครับ ผมต้องติดคุกอีกหลายปี” พินัยยิ้มสมเพชให้กับโชคชะตาของตนเอง

/ “คุณลุงบอกไว้ก่อนเสียว่าคุณถูกใส่ร้าย ตอนนี้ผมติดต่อคู่กรณีของคุณได้แล้ว เธอยังเด็กมากและไม่รู้ว่าคุณอยู่ในคุก ตอนนี้เธอยอมบอกแล้วว่าคุณไม่ได้รังแกเธอ อีกไม่กี่วันคุณก็จะได้ออกมา ขอโทษนะครับที่ผมจัดการเรื่องนี้ช้าเกินไป” /

“ขอบคุณครับ ทำไมคุณถึงช่วยผมขนาดนี้” พินัยเสียงอ่อนกะพริบตาถี่ยกมือไหว้

/ “ผมเชื่อในคำพูดของคุณลุง” / รอยยิ้มชวนรู้สึกอบอุ่นแสดงออกมาจากใบหน้าหวานนั่น

“…” น้ำตาของพินัยไหลออกราวกับน้ำค้างกลิ้งบนใบไม้ในตอนเช้า เขายังคงก้มหน้าใช้มือปาดมันก่อนที่จะร่วงลงพื้น

/ “ผมชื่อ นาวา ผมขอเรียกคุณว่า ธีรเดช หลังจากนี้ขอให้คุณใช้ชีวิตใหม่ ภายใต้ชื่อใหม่ คือคุณหน้าเหมือนดาราน่ะ” /  นาวายิ้มอย่างเป็นมิตร

ต่อจากนี้ พินัยจะอิสระ และชีวิตที่เหลือจะมอบให้บุคคลตรงหน้าเพียงผู้เดียว

 

“คุณธีรเดชครับได้ยินหรือเปล่า” เพชรหนึ่งในผู้คุ้มกันพูดทำให้ธีรเดชตื่นจากภวังค์

“ได้ยิน เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ” ธีรเดชถาม

“เรื่องที่คุณให้ไปสืบ ผมได้ความมาแล้ว คุณมิ้นเป็นทายาทเจ้าของโรงแรมชลนทีจริงๆ ครับ” เพชรผู้ชายผิวขาวหน้าจืดไว้ผมแสกกลางเป็นผู้มีไหวพริบแพรวพราวมาพร้อมกับนิสัยสอดรู้สอดเห็นตอบ

“แล้วรสนิยมล่ะ” หนุ่มหล่อทำท่าอ่านเอกสารในแฟ้ม

“ตอนนี้เธอยังไม่มีแฟน ยังระบุไม่ได้ แต่ดูจากสายตาและความสนใจแล้ว น่าจะชอบผู้ชาย” หินชายผิวคล้ำใบหน้าเข้มคิ้วหนาไว้ผมทรงสกินเฮดกล้ามใหญ่พูดน้อยต่อยหนักอีกหนึ่งผู้คุ้มกันพูด

“จะให้สืบเพิ่มเติมอีกไหมครับ” เพชรเสริม

“ไม่ต้อง” ในระหว่างที่ธีรเดชหน้าเครียดก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขาจึงยกหูทันที

/“ทางบริษัทชิปปิ้งขอพบค่ะ” /

“ให้เข้ามาก็ได้”

สาวสวยผิวขาวผมยาวหน้าตาจิ้มลิ้มคล้ายสาวเกาหลีเดินเข้ามา ธีรเดชรู้จักเธอคนนี้แล้ว เธอคือหลานสาวเจ้าของชิปปิ้งเพียงรายเดียวที่นาวาใช้บริการอยู่

“สวัสดีค่ะคุณธีรเดช ฉัน…” สาวหวานทำท่าจะแนะนำตัวแต่ก็ถูกธีรเดชพูดขัดเสียก่อน

“ผมรู้จักคุณ คุณพลอย นั่งก่อน ผมมีเวลาคุยกับคุณเพียงห้านาที มีอะไรก็รีบพูดมา” ธีรเดชพูดเสียงแข็งเหมือนกับว่าเขาไม่สนใจความหมวย ขาว รวมทั้งหน้าอกคัพบีนั่นด้วย

“ฉันอยากทราบว่าทางเราทำผิดพลาดอะไร ทำไมคุณถึงใช้บริการเราไม่มากเหมือนก่อน เราจะได้ปรับปรุงแก้ไข” สาวหวานนั่งลงบนเก้าอี้

“เพราะคุณส่งสินค้าให้เราล่าช้าเกินไป และผมตรวจสอบดูแล้วมีสินค้าบางตู้ถูกส่งด้วยการเลี่ยงภาษี” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียดเพราะถ้าถูกจับนั่นคือสินค้าจะถูกยึดและเสียภาพลักษณ์ของบริษัท

“แต่นั่นเป็น…ไม่มีอะไร ถือว่าฉันผิดก็แล้วกัน แล้วฉันจะกลับไปตรวจสอบให้” เหมือนกับว่าเธอจะหลุดคำพูดอะไรบางอย่างแต่เธอคิดได้จึงกลืนมันลงไป

“มีแค่นี้ใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ ที่ฉันมา ฉันอยากจะ ชวนคุณไปงานครบรอบสิบปีของบริษัทเรา เราเชิญลูกค้าทุกคนด้วยค่ะ” พลอยยื่นการ์ดให้

“ขอบคุณที่เชิญ แต่ผมคงไม่ว่าง” ธีรเดชบอกปัด

“ไปเถอะค่ะ บางทีคุณอาจจะได้เจออะไรดีๆ ก็ได้” พลอยยิ้มแล้ววางการ์ดไว้บนโต๊ะ

“ขอโทษนะ คุณอาจจะเห็นว่าคุณนาวาผู้บริหารคนเก่าเป็นคนไม่เคร่งเครียด คุณถึงมาโดยไม่ได้นัดก่อนได้ แต่เขาไม่เหมือนผม”

“ค่ะ แล้วคราวหน้าฉันจะโทรหานะคะ” พลอยยิ้มหวานก่อนที่จะเปิดประตูออกไป

<< บทที่ 1 ธีรเดชบทที่ 3 วิน >>

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image

ข้ามไปยังทูลบาร์