ตอนพิเศษ พินัยภัยรัก (2/2)

“ใช่ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่บอกพ่อ ดีนะที่แม่โทรมาบอก” ชายร่างใหญ่พูดเสียงเข้ม

“พ่อเคยสนใจเรื่องของมิ้นด้วยเหรอคะ” มิ้นหันไปทางอื่น ทำให้วินรู้ว่าความสัมพันธ์ของครอบครัวมิ้นไม่ค่อยดีสักเท่าไร

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” วินยกมือไหว้แล้วลุกขึ้น

“เดี๋ยว! สืบได้ถึงไหนแล้ว” พ่อมิ้นร้องห้ามก่อนที่จะนั่งลง วินเห็นดังนั้นจึงหันไปหยิบกระดาษบนโต๊ะมีรูปสามคนส่งให้ด้วยท่าทางนอบน้อม

“เหลือผู้ต้องสงสัยสามคนครับ จำนวนครั้งและเวลาภายในเจ็ดวัน”

“ขอบใจมาก เดี๋ยวพ่อจะส่งคนมาคุ้มกัน และสืบคนพวกนี้ นายไม่ต้องมาแล้วล่ะ”

“ครับ หมดธุระแล้ว ผมลานะครับ” วินหน้าเจื่อนเหงื่อตกยกมือไหว้ก่อนที่จะเดินออกไป มิ้นมองวินอย่างรู้สึกผิด

“ทำไมพ่อถึงพูดแบบนั้นคะ” มิ้นพูดอย่างไม่พอใจ

“มิ้นก็รู้ว่าผู้ชายคนนั้นคิดอะไรอยู่”

“คิดว่าเขาจะเหมือนพ่อเหรอคะ เขาอาจจะไม่เป็นเหมือนพ่อก็ได้” มิ้นลุกขึ้นเดินหนีขึ้นไปยังชั้นบน เพราะพ่อของเขาไปมีความสัมพันธ์กับพนักงานในโรงแรมจึงทำให้แม่ทนไม่ไหวต้องตีตัวออกห่าง เรื่องดูแลโรงแรมในต่างประเทศเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น เธอรู้เรื่องนี้เพราะแอบได้ยินพ่อกับแม่ทะเลาะกัน แน่นอน แม้สาวผมสั้นจะไม่ได้พูดถึงมัน แต่ก็บอกด้วยท่าทางอาการที่แสดงออกมา

 

ชายร่างใหญ่นั่งกุมขมับอยู่บนโต๊ะ ไหนจะเรื่องความปลอดภัยของลูกสาว ไหนจะเรื่องความสัมพันธ์ของคนภายในครอบครัว ระหว่างที่เขากำลังทุกข์ใจ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามา

“ขอโทษครับ ผมลืมแฟลชไดรฟ์” วินเดินเข้ามากดคอมดึงอุปกรณ์ออกใส่กระเป๋าสะพาย

“เห็นแล้วใช่ไหม” พ่อของมิ้นยังคงนั่งท่าเดิม

“เอ่อ ครับ” วินพยักหน้า

“นั่งก่อนสิ” ชายร่างใหญ่หันมองคนตรงหน้า

“ครับ” วินนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม

“คบกับมิ้นไปถึงขั้นไหนแล้ว” พ่อของมิ้นทำหน้าจริงจังราวกับว่าวินเป็นผู้ร้ายที่เขาต้องปราบ

“เราตกลงเป็นพี่น้องกัน ไม่ได้คบเป็นแฟนกันครับคุณพ่อสบายใจได้” วินเอามือประสานไว้ตรงหน้าตักอย่างเจียมตัว

“ดูก็รู้ว่านายไม่ได้คิดกับลูกสาวฉันแค่พี่น้อง ฉันรักลูกสาวฉันมาก อย่าทำร้ายลูกฉัน ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอานายไว้แน่”

“ครับ” วินได้แต่ขานรับ เพราะรู้สึกเกร็งจนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ

“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันจะสืบทางนี้ ยังไงฉันก็จะส่งข้อมูลให้ มีอะไรก็จะได้ช่วยเหลือกัน” พ่อของมิ้นยิ้มเล็กน้อย

 

มิ้นนอนอ่านนิยายอยู่ในห้องนอนจนจบ ก่อนที่จะเปิดเฟซบุ๊กจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจึงสังเกตเห็นวินส่งคำร้องขอเป็นเพื่อน เธอจึงกดรับก่อนที่จะดูหน้าโพรไฟล์ของเขา เลื่อนดูผ่านๆ มีรูปไปเที่ยว ทานอาหารอร่อย ภาพแท็กตอนหลับ

‘ดูดีสมกับเป็นเดือนมหาลัย’ มิ้นยิ้ม

/ ‘จะต้องดูหนังคนเดียวอีกนานแค่ไหน’ / มิ้นอ่านสถานะล่าสุด เป็นคำบรรยายภาพตั๋วภาพยนตร์หนึ่งใบ คนกดถูกใจเกือบพัน แสดงความคิดเห็นหลักร้อย ล้วนแต่เสนอตัวเป็นคู่ดูหนัง แต่ก็เห็นคอมเมนต์หนึ่งแตกต่างจากคนอื่น

/ ‘อยากดูกับใครก็โทรชวนเขาสิ : พลอย’ /

“นี่คงจะเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊กหลังความแตกสินะ” มิ้นจำได้ว่าเป็นชื่อเดียวกับพี่สาวของวิน สาวผมสั้นกดเข้าไปดู จึงรู้ว่ามิ้นก็เป็นสาวเปรี้ยวเข็ดฟันคนหนึ่ง หญิงสาวปิดคอมเดินลงไปยังชั้นล่าง ตั้งใจจะออกไปข้างนอกซื้อนิยายสักสองเล่มมาอ่านแก้เบื่อ

“ลงมาพอดี นี่ คุณพิมาย เป็นตำรวจหญิง พ่อขอให้มาดูมิ้นจนกว่าจะจบเรื่องยุ่ง” บิดาของเธอพูดขึ้น กล่าวแนะนำให้มิ้นรู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวรัดกุมมัดผมหางม้า

“สวัสดีค่ะ คุณมิ้น เรียกฉันว่ามายด์ก็ได้ค่ะ” สาวมั่นยื่นมือให้สัมผัส

“ค่ะ คุณมายด์” มิ้นยิ้มยื่นมือออกไปจับ อย่างน้อยพ่อก็รู้ใจว่าเธอต้องการบอดี้การ์ดผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

“ถ้ามีอะไร จะไปไหนก็บอกคุณมายด์นะ แล้วนี่จะไปไหน”

“มิ้นจะไปซื้อหนังสือนิยายค่ะ”

“เดี๋ยวฉันพาไป ฉันขับรถได้ค่ะ” มายด์ยิ้ม มิ้นจึงยื่นกุญแจรถให้ ทั้งคู่ขึ้นรถจนพ้นหน้าประตูรั้ว ชายหนุ่มผิวขาวมองก่อนที่จะขี่รถมอเตอร์ไชต์ตามไป

 

ร้านหนังสือภายในห้างสรรพสินค้า ประกอบไปด้วยนิยายหลายประเภท เพื่อให้คนรักการอ่านได้อ่านอย่างจุใจ มิ้นเลือกหนังสือโดยมีมายด์เดินตามอยู่ไม่ห่าง เธอหยิบหนังสือหลายเล่มใส่ลงในตะกร้าก่อนที่จะเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์

“คุณมิ้นอ่านหนังสือขนาดนี้เลยหรือคะ” มายด์ประหลาดใจ

“ช่วงนี้มิ้นรู้สึกเซ็งก็เลยอยากออกจากโลกความจริงสักหน่อย” มิ้นนึกถึงเอย เพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยมีเวลาให้หลังจากมีแฟน

“คุณมิ้นไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ภายในเวลาไม่กี่วัน เราจับคนร้ายได้แน่นอน” มายด์ยิ้มอย่างมั่นใจ

“ค่ะ” มิ้นยิ้มเจื่อนก่อนที่จ่ายเงินให้กับพนักงาน ดูท่าทางอีกฝ่ายจะมองไม่ออกว่าเธอกำลังกังวลเรื่องอะไร

“แล้วพี่มายด์ไม่ไปทำงานหรือคะ เห็นพ่อบอกว่าพี่มายด์เป็นตำรวจ” มิ้นรับถุงหนังสือและเงินทอนก่อนที่จะเดินนำออกจากร้าน โดยมีสาวมั่นตามอารักขา

“พี่ลางานมาช่วยเพื่อนน่ะ” มายด์หันมองรอบๆ คอยระวังภัย

“เพื่อน?” มิ้นแปลกใจ เพราะดูจากอายุของคนตรงหน้าไม่น่าจะสูงวัยพอที่จะเรียกพ่อว่าเพื่อนได้

“พี่หมายถึงคิง ไม่สิ ตอนนี้มันชื่อวินแล้ว” สาวมัดผมหางม้าตอบ

‘ที่แท้ก็เป็นความคิดพี่วินนี่เอง แสดงว่าคุณพ่อก็ยอมคุยกับวินแล้วสิ’ มิ้นโล่งอก ถึงเธอจะไม่ค่อยชอบวินแต่ก็ไม่ได้อยากอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง

“พี่เพิ่งทำงานแล้วลางานแบบนี้จะไม่มีปัญหาเหรอคะ” มิ้นถามเพราะคิดว่าวินกับมายด์เป็นรุ่นเดียวกัน

“ไม่ต้องห่วง พี่ทำงานมาหนึ่งปีแล้ว เราเรียนชั้นเดียวกันส่วนวินพักเรียนหนึ่งปี พี่ต้องนอนที่บ้านมิ้น ยังไงก็ถ้ามิ้นจะไปไหนก็บอกพี่ด้วย รบกวนด้วยนะ” มายด์หันมามองมิ้นแล้วส่งยิ้ม

“ไม่มีปัญหาค่ะ”

 

ความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าอีกครั้ง มายด์ในชุดนอนยืนคุยกับวินผ่านมือถืออย่างถูกคอราวกับเพื่อนสนิท เธอเช็ดผมแล้วเดินออกไปข้างนอกระเบียง มิ้นซึ่งนั่งอ่านนิยายรับลมจึงได้ยินเสียงบทสนทนาแต่ไม่เห็นหน้าเพราะมีกำแพงขวางกั้นอยู่

“ได้เรื่องเร็วดีนี่ มะรืนนี้ฉันก็คงกลับไปทำงานได้แล้ว” มายด์ยืนหันหลังพิงราวกั้นระเบียง

/ “ขอบใจมากเลยนะที่ช่วย” / ปลายสายพูดเสียงนุ่มนวล

“สบายมาก คิง” มายด์ยิ้มก่อนที่จะปรับสีหน้าจริงเอ่ยชื่อเขาเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง

/ “อะไร” /

“จัดการเรื่องทุกอย่างหมดแล้ว วินจะไปจากมิ้นเลยเหรอ”

/ “ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องอยู่ เอาน่า คนอย่างคิง หาผู้หญิงใหม่ง่ายนิดเดียว” / ปลายสายใช้น้ำเสียงร่าเริงปกปิดความรู้สึกเศร้า

“ทำเป็นพูด อย่ามาร้องไห้เสียใจที่หลังก็แล้วกัน ฉันง่วงแล้ว พรุ่งนี้จัดการตามแผน” มายด์วางสายทันที

มิ้นรับรู้คำสนทนาของสาวมั่นก็พอจะรู้ว่าทั้งคู่สนิทสนมพอสมควร เรื่องทั้งหมดกำลังจะจบลงแล้ว แต่ทำไมมันรู้สึกโหวงเหวงเหมือนบางอย่างกำลังจะขาดหายไป

 

ดวงอาทิตย์ทอแสงยามเช้า มิ้นลุกขึ้นลงมายังชั้นล่าง หาน้ำมารับประทาน มายด์เดินเขามาหาในชุดออกกำลังกาย

“ไปออกกำลังกายกันไหมคะ ตอนเช้าอากาศดีนะ” มายด์ยิ้ม

“ค่ะ มิ้นกำลังเบื่ออยู่พอดี” มิ้นตกปากรับคำ เธอใช้เวลาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายไม่นานก็เดินออกมา เห็นมายด์กำลังนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซต์ สาวผมสั้นจำได้ว่าเป็นรถของวิน

“นี่มันมอเตอร์ไซต์ของวินไม่ใช่หรือคะ”

“คิงให้ยืม ตอนนี้มันรอที่สวนสาธารณะอยู่ ทำไม ไม่อยากเจอคิงเหรอ” มายด์ยื่นหมวกกันน็อก เธอแกล้งพูดแหย่ สังเกตปฏิกิริยาผู้ฟังก่อนที่จะพูดต่อ “ไม่เป็นไรหรอก วันนี้มิ้นจะเจอมันวันสุดท้าย ไม่ต้องกังวลแล้ว”

มิ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซต์ในขณะที่มายด์สวมหมวกกันน็อก

 

มายด์และมิ้นวิ่งบนถนนของสวนสาธารณะ

“คิงนี่เป็นชื่อจริงใช่ไหมคะ ที่จริงเขาไม่ได้ชื่อวิน และก็ไม่ได้เปลี่ยนชื่อด้วย” มิ้นตัดสินใจถามหลังจากพูดคุยกันอย่างถูกคอมาสักพักหนึ่ง

“ใช่ มันก็ไม่ใช่คนดีหรอกนะ แต่ก็ไม่ถึงกับเลวถึงขนาดคบไม่ได้ มันก็แค่ชอบทำทุกอย่างให้บรรลุเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีการ” มายด์พูดถึงเพื่อนรักอย่างเข้าอกเข้าใจ

“มิ้นพอจะทราบค่ะ” มิ้นพูดอย่างเหนื่อยหอบเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

“พี่ก็แค่เตือนในฐานะผู้หญิงด้วยกัน แต่ก็ไม่แน่นะ ลึกๆ มันอาจจะเป็นคนดีก็ได้ เดี๋ยวเราไปนั่งกันตรงนั้นดีกว่า มิ้นจะได้พักด้วย” มายด์พาไปนั่งยังม้านั่งตัวหนึ่ง

 

ชายแปลกหน้าซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลทำท่าจะถ่ายรูปจากมือถือ วินดึงโทรศัพท์ออกจากมือทันที ชายเสื้อวินลุกขึ้นยืนเตรียมมีเรื่อง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายมากันสามคนจึงทำใจเย็น

“เป็นนายจริงๆ ด้วย คุณขับรถมอเตอร์ไซต์รับจ้างตามมิ้นถึงสามครั้ง ที่มิ้นไม่ทันสังเกตเห็นเพราะอาชีพของคุณล่ะสินะ” วินเหยียดริมฝีปาก ในขณะที่อีกฝ่ายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“อะไร ผมไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ผู้พูดกลอกตาไปมา

“ฉันส่งคนตามพฤติกรรมนายมาสองวันแล้ว แถมหลักฐานรูปถ่ายด้วย แล้วถ้าในนี้มีรูปของมิ้นก็คงจะจับได้ไม่ยาก” วินดูรูปในมือถือ มิ้นได้ยินเสียงสนทนาจึงหันไปมองเห็นว่าวินกำลังมีเรื่องกับใครคนหนึ่ง

“พี่วิน” มิ้นเรียกชื่อแล้วหันไปมองคนแปลกหน้าซึ่งกำลังหลบตาอยู่

“เอายังไงดีครับคุณตำรวจ” วินแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หันไปคุยกับมายด์ซึ่งกำลังเดินเข้ามา

“ไปคุยกันที่สถานีตำรวจ” มายด์แสดงสมุดประจำตัวด้วยท่าทางจริงจัง

“ผมก็แค่ชอบน้องมิ้นเท่านั้นเอง ไม่คิดจะทำอะไรจริงๆ นะ” ชายโรคจิตหันซ้ายหันขวาก่อนที่จะลนลานยกมือไหว้ ก่อนที่จะจับแขนมิ้น วินเห็นจึงรีบปัดมือออกไป

“อย่ามาแตะต้องแฟนฉัน” วินแสดงสีหน้าโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัด มิ้นวิ่งเข้ามาหลบหลังและจับเสื้อของเขา

“ผมขอโทษจริงๆ น้องชายให้อภัยเถอะ ถ้ารู้ว่าน้องมิ้นมีแฟนแล้วพี่คงไม่มาตามตอแย” ผู้ร้ายหันมาคุยกับวินเมื่อเห็นว่าเขามีอำนาจไม่เอาโทษได้

“มิ้นจะเอายังไง บอกพี่มา” วินพูดทั้งๆ ที่มองคนตรงหน้าด้วยอารมณ์ที่ยังคงคุกรุ่น

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่เลิกตามมิ้นก็พอ” มิ้นพูดเสียงอ่อนอย่างกล้าๆ กลัวๆ

“โอเค แฟนฉันไม่เอาเรื่อง ฉันก็จะยอมก็ได้ แต่อย่าลืมว่าฉันรู้ว่านายอยู่ที่ไหน ทำอะไร พ่อแม่เป็นใคร เลิกตามแฟนฉัน ถ้ายังเป็นห่วงสวัสดิภาพตัวเองและครอบครัว ไปได้แล้ว” วินดึงคอเสื้อก่อนที่จะคืนมือถือ

“ขอบคุณครับ ขอบคุณนะมิ้น” ผู้กระทำรีบยกมือไหว้แล้ววิ่งหนีจากไป

“หมดธุระแล้ว นี่เอกสาร มายด์ส่งไปให้พ่อของมิ้นโดยตรงนะ” วินยื่นเอกสารให้สาวมัดผมหางม้า

“ขอบใจมาก คราวหลังมีอะไรให้ช่วยก็บอก”

“อือ ขอบใจเหมือนกัน” วินคุยกับมายด์ก่อนที่จะมองมิ้นชั่วครู่แล้วหลบตา เดินคอตกคร่อมมอเตอร์ไซต์ออกไป

“ทำเป็นเท่ แล้วเราจะกลับกันยังไงนี่” มายด์ยืนเท้าสะเอว

มิ้นมองวินขี่รถห่างออกไป สักพักรถในบ้านของสาวผมสั้นก็ขับสวนมา สาววัยใกล้เลขสี่ในชุดเสื้อสูทสีเทากางเกงขายาวโทนสีเดียวกับเสื้อลงมาจากรถคันนั้น

“แม่! แม่มาตั้งแต่เมื่อไร มิ้นคิดถึงแม่จัง” มิ้นเบิกตาด้วยความตื่นเต้นก่อนที่จะโผกอดผู้หญิงตรงหน้า

“ต่อไปนี้มิ้นไม่ต้องกลัวแล้วนะ แม่ขายหุ้นโรงแรมต่างประเทศ ตอนนี้แม่ก็จะไม่ไปไหนแล้ว” แม่ของมิ้นคลายอ้อมกอดแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปาดน้ำตาให้ลูกสาว

 

ทุกคนกลับมาคฤหาสน์ พ่อของมิ้นยังคงนั่งดูทีวีบนโซฟาในห้องรับแขก มายด์ส่งเอกสารให้ลุงวัยกลางคนดูแล้วเขาก็กดมือถือโอนเงินให้ เมื่อเสร็จธุระแล้ว มายด์และเพื่อนร่วมงานขอตัวแยกย้าย มิ้นเดินตามไปส่งมายด์เพราะความผูกพัน

“มาทำไมไม่บอก ฉันจะได้ให้คนไปรับ” บิดาของมิ้นนั่งชันขาพูดกับภรรยา

“หึ ไม่จำเป็น ฉันขายหุ้นส่วนใหญ่ในโรงแรมต่างประเทศแล้ว และฉันก็จะมาดูโรงแรมที่พัทยา ฉันจะอดทนทำเพื่อลูก” มารดาของมิ้นพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนหน้านี้เธอกับสามีช่วยกันดูแลกิจการโรงแรม แต่เนื่องด้วยสามีของเธอไปมีอะไรกับลูกน้องในโรงแรม ทั้งคู่จึงแยกทางกัน

“ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่าง” ชายวัยกลางคนหันมามอง

“ช่วยไม่ได้ ในเมื่อพ่อมันไม่เอาไหน ยังไงเย็นนี้ก็กินข้าวด้วยกัน ฉันสงสารลูก” มารดาของมิ้นเบือนหน้าหนีก่อนที่จะขึ้นไปยังชั้นบน ในขณะที่ผู้ฟังเค้นยิ้ม

 

เมื่อถึงเวลามื้อเย็นทุกคนทานข้าวกันพร้อมหน้า มิ้นรู้สึกดีใจหลังจากต้องทานข้าวคนเดียวมานาน อย่างน้อยเรื่องร้ายก็พาเรื่องดีมาให้

“ได้ข่าวว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นเดือนมหาวิทยาลัย แถมยังเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทขนส่งรายใหญ่”

“แม่รู้ได้ยังไง” มิ้นเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“ตำรวจที่ชื่อมายด์เป็นคนบอก ถามจริงว่าลูกรู้สึกยังไงกับเขา คุณหยุดพูด” มารดาถามลูกสาวก่อนจะหันไปเอ็ดสามีเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อขัดคอเธอ

“มิ้น ยังไม่คิดเรื่องนี้หรอกค่ะ” มิ้นตอบด้วยสีหน้าปกติ

“ยังไม่คิดอะไรก็ดี แต่ถ้ามิ้นสนใจใครต้องบอกแม่ เดี๋ยวแม่สแกนให้” มารดาของมิ้นพูดก่อนที่จะตักข้าวเข้าปาก

 

พ่อกลับโรงแรมในเช้าวันรุ่งขึ้น มิ้นรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่าง ทั้งๆ ที่ความรักที่เธอเรียกร้องกลับมา แต่ทำไมมันเหงาอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าเพราะกำลังคิดถึงเอยกันนะ สาวผมสั้นมองห้องควบคุมกล้องวงจรปิดก่อนที่จะเดินลงไปชั้นล่าง

มิ้นนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมองสนามหญ้าหน้าบ้านแต่ภาพในสมองกลับเห็นแต่ภาพวิน นี่เธอกำลังเสพติดความหล่อของเขาอยู่หรือไง เมื่อวานก็เอาแต่ส่องเฟซบุ๊กทั้งที่เขาไม่ได้อัปเดตความเคลื่อนไหวสักนิด ทำไมมันถึงหยุดคิดไม่ได้สักที จนเป็นบ้าอยู่แล้ว

สาวผมสั้นนำมือถือขึ้นมากดโทรหาเพื่อนสาว

“เอยอยู่ไหน มิ้นคิดถึง” มิ้นออดอ้อน

/ “คิดถึงเหมือนกัน ตอนนี้ฉันอยู่นาวากรุป ได้ข่าวว่าพี่วินจัดการเรื่องให้เธอเรียบร้อยแล้ว ดีใจด้วยนะ ฉันว่าเธอน่าจะหาไม้กันหมาบ้างนะ ยิ่งน่ารักอยู่” / ปลายสายพูดอย่างสนิทสนม

“พูดถูกใจ เดี๋ยววันนี้ฉันไปหาที่นาวากรุปนะ เหงา”

/ “ได้ เดี๋ยวฉันอยู่รอ มาเมื่อไรก็บอกอีกทีจะได้ไม่คลาดกัน” /

“โอเค” มิ้นวางหู ก่อนที่จะบอกแม่

 

มารดาของมิ้นขับรถเข้ามาในนาวากรุป ซึ่งเป็นถนนยาวต้องขับรถผ่านโรงงานหลายโรงซึ่งอยู่ในเครือ เอยยืนรอต้อนรับเพื่อนหน้าอาคารแห่งหนึ่ง เอยยกมือไหว้คุณแม่ของเพื่อนพวกเธอยืนรอส่งจนรถวนกลับออกไป ทั้งสองพูดกันอย่างถูกอกถูกคอเดินเข้าไปยังด้านใน

“นี่แม่เธอขายหุ้นโรงแรมต่างประเทศมาอยู่ที่นี่เพื่อเธอเลยเหรอ” เอยโพล่งขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ แล้วนี่คุณธีร์ไปไหนเหรอ”

“ไปเดินดูพนักงานทำงานน่ะ ตอนนี้ฉันธีรเดชและบริษัทที่ปรึกษากำลังคิดหาวิธีดูแลระบบบริษัทอยู่ อย่างที่รู้ ขาดคุณทรงพลไปทางเราก็แย่เหมือนกัน ถึงเขาจะเป็นคนไม่ดี แต่เขาก็ช่วยพี่น้ำ ฉันให้อภัยเขาอยู่แล้ว”

“เอยนี่เป็นแม่พระตั้งแต่เมื่อไร ช่างธุรกิจน่าปวดหัวเถอะ วันนี้ไปดูหนังกันไหม” มิ้นหรี่ตาก่อนที่จะทำท่าร่าเริงเกาะแขนเพื่อน

“วันนี้คงยังไม่ได้ เพราะฉันกับธีรเดชนัดประชุมกับคณะกรรมการ เป็นพรุ่งนี้แล้วกันนะ”

“ก็ได้” มิ้นตอบเสียงอ่อย สักพักเลขาหน้าห้องก็เดินเข้ามา

“คุณวินเข้ามาหาค่ะ ให้เข้ามาเลยไหมคะ”

มิ้นชะงักเล็กน้อย เพราะรู้สึกสะดุดคำพูดของเลขาซึ่งเอ่ยชื่อใครบางคน เหมือนกับว่าร่างกายมีปฏิกิริยากับสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

“ให้เข้ามาเลย พอดีบ่ายนี้มีประชุม คงจะมาก่อน” เอยตอบแต่แอบมองเพื่อนสาวจากหางตา

“ขอโทษนะ พี่ไม่รู้ว่าเอยมีแขก” วินตกใจเมื่อเห็นคนที่อยากพบอยู่ตรงหน้าแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น

“แขกอะไรกัน นี่มิ้นเพื่อนเอยเอง ทำเป็นไม่รู้จัก หรือว่าสองคนนี้โกรธอะไรกัน” เอยแกล้งแปลกใจในขณะที่ธีรเดชเดินเข้ามาพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคนพอดี มิ้นยกมือไหว้คู่หมั้นเพื่อน

“พี่เอาเอกสารมาให้คุณธีร์ดู งั้นผมขอตัวนะครับ” วินพูดจบก็รีบเดินออกไป

“ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า ไปคุยกันจะได้เข้าใจกัน” เอยเตือนเพื่อน ภายในใจคิดเองเออเองว่าทั้งคู่อาจจะกำลังเขินกันอยู่

“อือ” มิ้นรับคำแล้วเดินออกไป

 

วินเดินลงบันไดแต่ก็หยุดเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“พี่วิน ทำไมต้องหลบหน้ามิ้นด้วย” สาวผมสั้นรีบเดินไปหา

“พี่…” วินพยายามคิดคำตอบที่ดีที่สุดแต่ก็ไม่ทันฝีเท้าของมิ้น บัดนี้เธอกำลังยืนประจันหน้ากับเขา

“ทำไม มีอะไรทำไมไม่พูด หรือว่าเป็นเพราะคุณพ่อ” สาวผมสั้นคิดถึงคำพูดของพ่อ

“ไม่ใช่ คุณพ่อไม่เกี่ยวเรื่องนี้” วินพยายามจะเดินผ่านไป แต่มิ้นก็กางแขนขวางทางเอาไว้

“แล้วทำไม” มิ้นคาดคั้น วินเหงื่อตกแสดงสีหน้าหนักใจ

“พี่คิดว่าเราใกล้กันเกินไป ตอนแรกพี่ก็คิดว่าพี่ทนได้ พี่ไม่อยากถลำลึกไปมากกว่านี้อีกแล้ว พี่ไม่อยากเป็นพี่ชาย รู้ใช่ไหมว่าพี่ไม่อยากเป็น” วินรีบลงบันไดมิ้นรีบเดินตามไปดึงแขนวินแต่ตัวเองกลับเสียหลักทำท่าจะตกบันได ชายหนุ่มเห็นอย่านั้นจึงคว้าสาวผมสั้นเอาไว้จึงพากันล้มทั้งคู่ โชคดีที่ไม่อีกกี่ขั้นก็จะถึงพื้น พวกเขาจึงไม่บาดเจ็บมากนัก

วินกอดแนบหัวมิ้นไว้กับอก มิ้นรู้สึกหายใจไม่ออกจึงผลักเขาออก ชายหนุ่มค่อยๆ คลายอ้อมกอด ตามของตั้งคู่ประสานกัน ใจของมิ้นเต้นไม่เป็นจังหวะเช่นเดียวกับผู้กระทำ พนักงานทุกคนออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงทำให้มิ้นได้สติมองเห็นเลือดบนหัวของเขา

“พี่วิน เลือด”

วินคลายอ้อมกอดก่อนที่จะนั่งจับผมตัวเองจนเลือดติดมือ

 

หินและเพชรรออยู่หน้าห้องพยาบาลหลังจากเอยธีรเดชและมิ้นรีบพาวินเข้าไป พนักงานทำแผลให้ชายหนุ่ม เมื่อเสร็จธุระแล้วเธอก็จากไป ธีรเดชดึงแขนเอยมองหน้าส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง

“พี่วินไม่เป็นอะไรแล้วเดี๋ยวเอยไปหาอะไรกินก่อนนะคะ มิ้นฝากอะไรไหม” เอยจับบ่าเพื่อนทั้งสองข้าง

“ไม่ล่ะ มิ้นยังไม่หิว” มิ้นปฏิเสธ

“งั้นเดี๋ยวฉันมานะ” เอยเดินไปพร้อมกับธีรเดช มิ้นรอจนกว่าทั้งคู่จะพ้นผ่านประตูห้องไปแล้วคุยกับวิน

“มิ้นต้องขอโทษที่ทำให้พี่วินต้องเจ็บตัว” มิ้นยกมือไหว้

“เมื่อกี้พี่ขอโทษนะ” วินหลบตานึกถึงเรื่องเมื่อสักครู่

“ขอโทษอะไร” มิ้นลดมือลง

“เรื่อง…” วินเริ่มหน้าแดงจนมิ้นสังเกตเห็น

“เรื่องที่พี่กอดมิ้นเหรอ ไม่เป็นไรหรอกพี่มันเป็นอุบัติเหตุ มิ้นต่างหากต้องขอบคุณพี่ เจ็บแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้อยู่เฉยๆ เลิกดื้อซะที” มิ้นทำหน้าบูด

“พี่ว่าเราอย่าอยู่ใกล้กว่านี้เลย มิ้นก็รู้ว่าพี่รู้สึกยังไง ทุกครั้งที่มิ้นทำท่าทางห่างเหิน พี่รู้สึกเจ็บ มิ้นไม่รู้หรอก” วินยังคงหลบสายตา ทำให้มิ้นต้องใช้มือทั้งสองข้างของเขาให้หันมามอง ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่สายตาของวินสั่นไหว

“หน้าตาก็หล่อ ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง ชอบใครทำไมไม่จีบเขาล่ะ แค่บอก แค่พูด มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหรอกนะ” มิ้นพูดก่อนที่จะลดมือลง

วินยิ้มเล็กน้อยแต่หัวใจพองโตเต้นตึกตัก เขาจับอกตัวเองกุมมันเอาไว้เพราะกลัวว่ามันจะระเบิดออกมา ‘มิ้นพูดแบบนี้เหมือนกับเปิดใจ ลองชวนสักหน่อยดีไหมนะ เอาน่าก็แค่พูด’

“บางที…มิ้นอาจจะอยากไปดูหนังด้วยกันไหม เอ่อ…ถ้าไม่ว่างไม่เป็นไร” วินค่อยๆ พูด ก่อนที่จะพูดเร็วในประโยคหลังเพราะไม่มั่นใจ

“ว่าง ช่วงนี้มิ้นก็เหงาอยู่ด้วย เดี๋ยวมิ้นขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะ” มิ้นหน้าแดงเล็กน้อย ส่งยิ้มให้ก่อนที่จะเดินออกไป สาวผมสั้นไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ ก็ทำอะไรไม่ถูก ต้องรีบเดินออกมา

‘ยัยมิ้น นี่เธอกล้าไปจับหน้าเขาได้ไงนี่’

วินยิ้มอย่างมีความหวัง ถึงแม้ว่าเธอจะยังไม่ตอบตกลง แต่เขาจะต้องทำให้เธอรักให้ได้ จริงอย่างที่พี่สาวของเขาบอกว่า ‘มันยากแค่ตอนเริ่มต้น’

 

— จบ —

วางขายแล้ว ฝากด้วยนะคะ

<< ตอนพิเศษ พินัยภัยรัก (1/2)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Anti-spam image